5
เขาหันไปพยักหน้าให้หมอโจว ที่ยืนอยู่ด้านข้าง หมอโจวถอนหายใจหนักหน่วงอย่างที่สุด
“แม่นาง… เด็กคนนั้นไม่อาจรักษาไว้ได้” คำพูดนั้น เหมือนคมมีดกรีดลงกลางอก
หลี่เยวี่ยนิ่งงันไปทั้งร่าง ริมฝีปากซีดขาวสั่นระริก
“ไม่จริง…” นางส่ายหน้า
“ข้าปักเสื้อให้เขาแล้ว… ข้ารอเขา…” น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นที่กลั้นไม่อยู่
“ลูกข้ายังไม่ทันลืมตาดูโลก เขายังไม่ทันได้เรียกข้าว่าแม่” หลี่เยวี่ยกุมอกแน่น เสียงร้องไห้ขาดห้วง ราวกับหัวใจแตกสลายเป็นผุยผง
เซียวเหยียนนั่งลงข้างเตียง ไม่พูดคำปลอบใด ๆ ในทันที เขาเพียงเอื้อมมือไปจับมือของนางไว้แน่น แต่เต็มไปด้วยความมั่นคงและอบอุ่น
“ข้ารู้” เขากล่าวเสียงต่ำแต่สั่นเล็กน้อย
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังเจ็บปวดเพียงใด” หลี่เยวี่ยหัวเราะทั้งน้ำตา เสียงแห้งผากรันทด
“ข้าไม่มีอะไรเหลือแล้ว ถูกทรยศ ถูกพรากทุกอย่างไปจนหมด” นางหันมามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“ข้าอยากตายไปพร้อมกับลูก ชีวิตนี้ ไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว” คำพูดนั้นทำให้เซียวเหยียนกำมือแน่น ดวงตาแดงก่ำ
“อย่าพูดเช่นนั้น!” เขากล่าวหนักแน่น แต่เสียงแฝงความเจ็บปวดไม่ต่างกัน
“อย่างน้อยเจ้ายังมีชีวิตอยู่!” หลี่เยวี่ยหลับตา น้ำตาไหลไม่หยุด
“ข้าเหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน” ร่างบางสั่นสะท้าน เหมือนนกปีกหักที่ไม่เหลือแรงบิน เซียวเหยียนดึงนางเข้ามาแนบอกอย่างระมัดระวัง แม้กลัวจะกระทบบาดแผล แต่ก็ไม่ยอมปล่อย
“ถ้าเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง ก็มีชีวิตอยู่เพราะข้า” เสียงเขาสั่น แต่นิ่งและจริงใจ
“ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้า และข้าจะไม่ยอมให้เจ้าไปตายต่อหน้าข้าอีก จำได้ไหม เจ้าเคยช่วยข้าที่ได้รับบาดเจ็บเอาไว้”
นางเงยหน้ามองเขา นางจำทุกอย่างได้หมดแล้ว ก่อนหน้านั้นเพราะจำอะไรไม่ได้ ถึงได้ทุกข์ทนถึงเพียงนี้ แต่นั่นก็ทำให้นางรู้ว่าชายที่นางรักนักหนาหาได้จริงใจกับนางไม่
หลี่เยวี่ยซบอกเขา ร้องไห้อย่างไร้เสียง ราวกับน้ำตาจะไหลออกมาจนหมดหัวใจ ในอ้อมแขนของแม่ทัพผู้แข็งแกร่ง
หญิงสาวที่เคยเป็นองค์หญิง เคยเป็นภรรยา เคยเป็นแม่ แตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี แต่ในซากปรักหักพังของหัวใจนั้น ยังมีมือหนึ่ง ที่ไม่ยอมปล่อยนางไป
ทางด้านเซิ่นอวิ๋นเฉิง เขากลับไปเยี่ยมภรรยาอีกครั้ง แต่ไร้ร่องรอย มีเพียงอาเซียงที่แจ้งข่าวสำคัญให้รับทราบเท่านั้น
“เจ้าว่ายังไงนะ”
“ฮูหยินของท่านมาอาละวาดที่นี่ ข้ากลัว ข้าก็เลยหนีไปเพื่อจะตามท่าน แต่คนในจวนไม่ยอมให้เข้าพบ เลยกลับมาที่นี่อีกครั้ง คุณหนูก็ไม่อยู่แล้ว”
ได้ยินดังนั้นเขาก็กลับไปยังจวนในทันที พอเห็นหน้าฮูหยินก็รีบจับบ่าเขย่าเบา ๆ เพื่อไถ่ถาม
“เจ้าทำร้ายหลี่เยวี่ยเช่นนั้นเหรอ”
“ใครกัน”
“อย่ามาไขสือ”
“ท่านนั่นแหละเป็นอะไร เหตุใดมาตะคอกข้าเช่นนี้” หลินซูเหยียนผลักสามีจนกระเด็น นั่นทำให้เซิ่นอวิ๋นเฉิงได้สติ
“ข้า”
“หากท่านพ่อรู้ว่าท่านเลี้ยงภรรยาลับไว้ข้างนอก และนางยังท้องกับท่านอีก ท่านคิดว่าตำแหน่งที่ท่านได้มายังจะอยู่ไหม”
“เจ้า” เซิ่นอวิ๋นเฉิงถึงกับพูดไม่ออก
“เลือกเอาระหว่างนังผู้หญิงชั้นต่ำนั่นกับอนาคตของท่าน ถ้าท่านเลือกนางก็เตรียมหมดอนาคตได้เลย”
“เจ้าขู่ข้า”
“ข้าไม่ได้ขู่ แต่พูดจริงทุกคำ ทุกวันนี้ที่ท่านสุขสบายเพราะใคร ลำพังบัณฑิตจน ๆ ที่ไม่ใครสนับสนุนอย่างท่าน อนาคตจะไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน และที่ท่านสอบได้ไม่ใช่เพราะท่านพ่อของข้าเหรอ อย่าทำให้ท่านพ่อของข้าผิดหวังสิ ท่านลืมไปแล้วหรือไงว่าเคยรับปากท่านพ่อเอาไว้เช่นไร” ประโยคนั้นเหมือนมีดเฉือนใจ เพราะหลินซูเหยียนรักเขาจึงให้บิดาของนางคอยช่วยเหลือเขา ก่อนแต่งงานเขาก็บอกพ่อของนางเอาไว้ว่าเขายังไม่มีลูกมีเมีย ถ้าวันนี้จะไปกลับคำ ทุกอย่างต้องพังทลายแน่ ๆ
“หากภรรยาลับของเจ้ารู้ว่าการตายของนางช่วยสนับสนุนท่าน นางต้องยินดีแน่ ๆ หากนางรักท่านจริง” หลินซูเหยียนพูดจบก็เดินจากไปด้วยสีหน้าสะใจสุด ๆ ใครที่ทรยศนางจะต้องเจอแบบนี้
เซิ่นอวิ๋นเฉิงถึงกับยืนไม่อยู่ ทรุดลงกับพื้น แต่เขาต้องเลือกตัวเอง เลือกฐานะ ยศถาบรรดาศักดิ์ และความมั่นคงในอนาคต แม้จะรู้สึกผิดกับภรรยาที่ล่วงลับ แต่นางรักเขามาตลอด ทำเพื่อเขา การตายของนางจะช่วยให้เขามั่นคงยิ่งขึ้น นางต้องยินยอมเป็นแน่ เขาปลอบใจตัวเองเช่นนั้น
หลายวันผ่านไป ภายในจวนแม่ทัพเซียวเหยียน เงียบสงบกว่าที่เคย หลี่เยวี่ย นอนพักอยู่บนเตียงไม้หอม ร่างกายยังอ่อนแรง แต่สีหน้าซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย
แม่ทัพเซียวเหยียน แทบไม่ห่างจากนาง ยามเช้าป้อนยา ยามค่ำจัดการอาหารการกิน เสื้อผ้าอาภรณ์ แม้แต่หมอที่รักษานางก็ยังอดกล่าวไม่ได้ว่าแม่ทัพผู้นี้ดูแลนางดีเหลือเกิน วันนี้ เขาก็นั่งอยู่ข้างเตียงเช่นเดิม
“กินซุปอีกนิด” เซียวเหยียนกล่าวเสียงนุ่ม
“ร่างกายเจ้าต้องการกำลัง” หลี่เยวี่ยรับถ้วยมา มือยังสั่นเล็กน้อย นางเงยหน้ามองเขา ดวงตานิ่งสงบกว่าหลายวันก่อน
“แม่ทัพเซียวเหยียน” นางเอ่ยช้า ๆ
“ข้ามีเรื่องจะเล่าให้ท่านฟัง” เขาวางถ้วยลงทันที
“ข้ายินดีฟัง” หลี่เยวี่ยหลับตา เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง น้ำตาไม่ได้ไหลเหมือนก่อน แต่เสียงกลับแหบพร่า
นางเล่าทุกอย่าง ตั้งแต่วันที่ออกนอกวัง วันที่ตกเขาและได้รับการช่วยเหลือจากเซิ่นอวิ๋นเฉิง
วันที่แต่งงาน วันที่ถูกทรยศ วันที่หลินซูเหยียน กรอกยา และวันที่ลูกในท้องจากไป
เซียวเหยียนฟังเงียบ ๆ ยิ่งฟัง มือที่กำแน่นยิ่งสั่น
“ชั่วช้า” เขากล่าวเสียงเย็น
“ต่ำช้าเกินจะเรียกว่าคน” หลี่เยวี่ยหัวเราะเบา ๆ อย่างเจ็บปวด
“ข้าเคยคิดจะตายไปพร้อมลูก แต่ตอนนี้ ข้าเปลี่ยนความคิดแล้ว” เซียวเหยียนเงยหน้าขึ้น
“เจ้าคิดจะทำอย่างไร” หลี่เยวี่ยวางมือลงบนหน้าท้องที่ว่างเปล่า แววตาที่เคยตายด้าน กลับลุกโชนขึ้นอย่างช้า ๆ
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เลือดของลูกข้าหายไปเปล่า ๆ ข้าจะทำให้คนที่ทำร้ายเขาต้องชดใช้อย่าง” เสียงนางไม่ดัง แต่หนักแน่นจนห้องทั้งห้องเงียบงัน
เซียวเหยียนจ้องนางครู่หนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงข้างเตียงอย่างไม่ลังเล
“ไม่ว่าทางใด ข้าจะช่วยองค์หญิง” เขากล่าวชัดถ้อยชัดคำ หลี่เยวี่ยเบิกตากว้าง
“ท่านไม่จำเป็นต้อง”
“จำเป็น” เซียวเหยียนตัดบท
“เพราะข้าเป็นหนี้ชีวิตองค์หญิง” เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มสะท้อนความทรงจำในอดีต
“หลายปีก่อน ข้าถูกธนูอาบยาพิษที่ชายแดน หมอหลวงบอกว่าข้าไม่รอด แต่องค์หญิงคือคนที่ช่วยข้าเอาไว้”
หลี่เยวี่ยชะงัก ความทรงจำเลือนรางผุดขึ้นมาในหัว ชายหนุ่มบาดเจ็บหนัก เลือดเปื้อนเกราะ ดวงตายังไม่ยอมปิด นางตามติดพี่ชายไปชายแดนเพราะซุกซน และได้ช่วยเขาเอาไว้ด้วยความบังเอิญเท่านั้น
