6
“ตอนนั้นข้าไม่ได้รู้ว่าท่านคือใคร แต่ระลึกในพระคุณขององค์หญิงเสมอ” เซียวเหยียนกล่าวต่อ
“วันนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้มีพระคุณของข้าถูกเหยียบย่ำอีก” หลี่เยวี่ยสูดลมหายใจลึก น้ำตาเอ่อคลอ แต่ไม่หลั่งออกมา
“ข้าจะมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพื่อตัวข้าเพียงคนเดียว” นางเงยหน้าขึ้น แววตาแข็งกร้าว ราวกับเกิดใหม่
“แต่เพื่อลูกของข้าที่จากไปด้วย และเพื่อให้คนชั่วอย่างเซิ่นอวิ๋นเฉิงและหลินซูเหยียน ไม่มีวันลอยนวล”
นางคิดว่าถึงเซิ่นอวิ๋นเฉิงจะไม่รู้ฐานะของนาง แต่ความซื่อสัตย์สำคัญเป็นที่ตั้ง ทิ้งภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อภรยาที่มีฐานะสูงกว่าช่างเป็นคนสารเลวอย่างที่สุด และที่ยังดีด้วยเพื่อให้นางตายใจอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเหมือนโดนปิดหูปิดตา เพื่อที่จะได้จูงจมูกได้ง่าย ๆ ไม่อยากให้นางไปปูดเรื่องที่เขามีภรรยาอยู่ก่อนแล้วแต่ไปหลอกแต่งงานกับบุตรสาวเสนาบดี หรือไม่ภรรยาใหม่ของเขาก็อาจจะรู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากได้สามีของนาง จะอะไรก็แล้วแต่ ทั้งคู่ก็เลวพอกัน
เซียวเหยียนพยักหน้า เสียงเขาหนักแน่นดั่งคำสัตย์ ไม่ว่านางคิดการสิ่งใด เขาก็จะสนับสนุนนางทุกอย่าง
“ตั้งแต่วินาทีนี้ องค์หญิงไม่ได้สู้เพียงลำพัง” นอกหน้าต่าง ลมแรงพัดผ่าน แต่ในหัวใจของหลี่เยวี่ย ไฟที่เคยมอดดับ ได้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มันจะเผาผลาญทุกคนที่สมควรถูกลงทัณฑ์
ราชรถของแม่ทัพเซียวเหยียน เคลื่อนผ่านประตูวังหลวงอย่างสง่างาม
ธงกองทัพโบกสะบัด ทหารยามต่างทำความเคารพด้วยสีหน้าตกตะลึง ข่าวสะเทือนวังแพร่กระจายรวดเร็วราวไฟลามทุ่ง
องค์หญิงสามยังมีชีวิตอยู่ ภายในท้องพระโรง ฮ่องเต้หลี่เฉิงและฮองเฮาหวังซูอวี้ ประทับอยู่บนบัลลังก์ สีหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจและความหวังที่เคยมอดดับเจิดจ้าอีกครั้ง เมื่อร่างบางในชุดเรียบสีอ่อนก้าวเข้ามา แม้ใบหน้าจะซูบซีด แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่เพียงสบตา เจอหน้าก็รับรู้ว่าบุตรสาวของตนยังมีชีวิตอยู่
“เยวี่ยเอ๋อร์!” ฮองเฮาหวังซูอวี้ลุกพรวดจากที่ประทับ ไม่สนพิธีรีตองใด ๆ รีบก้าวลงมาด้วยน้ำตานองหน้า
หลี่เยวี่ย ทรุดตัวลงคุกเข่า เสียงสั่นเครือ
“ลูกไม่กตัญญู ทำให้เสด็จพ่อ เสด็จแม่ต้องเป็นห่วง” ฮองเต้หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวลงมาเช่นกัน มือสั่นเทาเมื่อจับบ่าบุตรสาว
“พ่อคิดว่าเจ้า” เสียงเขาขาดห้วง
“คิดว่าเจ้าตายไปแล้ว” ฮองเฮาหวังซูอวี้โอบกอดหลี่เยวี่ยแน่น ร้องไห้สะอื้นอย่างไม่อาจกลั้น
“เจ้าหายไปหลังถูกโจรปล้นระหว่างทาง ศพก็ไม่พบ ทุกคนคิดว่าเจ้าไม่รอด” หลี่เยวี่ยหลับตา น้ำตาไหลเงียบ ๆ แม่ทัพเซียวเหยียน ก้าวออกมาคุกเข่าคารวะ
“ขอทรงอภัยหากกระหม่อมล่วงเกิน” ฮองเต้หลี่เฉิงหันไปมอง
“เล่ามา เจ้าไปพบองค์หญิงได้อย่างไร” เซียวเหยียนก้มศีรษะ
“กระหม่อมเพิ่งกลับจากชายแดน ขณะผ่านแม่น้ำในยามค่ำ พบหญิงผู้หนึ่งจมน้ำ กระหม่อมลงไปช่วยไว้ เมื่อพานางขึ้นฝั่ง จึงจำได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณในอดีตและเมื่อทราบภายหลังว่านางคือองค์หญิงหลี่เยวี่ย กระหม่อมจึงรีบพากลับวังหลวงในทันที” ฮองเต้หลี่เฉิงกำหมัดแน่น
“หากช้ากว่านั้น” เขาไม่กล่าวต่อ ฮองเฮาหวังซูอวี้จับมือบุตรสาวแน่น
“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ไหนเล่าให้แม่ฟังซิ” หลี่เยวี่ยสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเล่าทุกอย่างด้วยเสียงเรียบ แต่สั่นสะเทือนหัวใจ
การตกเขา การถูกช่วย ความจำเสื่อม การแต่งงานกับเซิ่นอวิ๋นเฉิง การตั้งครรภ์ การถูกทรยศ การถูกหลินซูเหยียนทำร้าย การสูญเสียลูก และการถูกโยนลงแม่น้ำ ทุกคำ เหมือนค้อนหนักทุบลงกลางท้องพระโรง
“ชั่วช้า!!!” ฮองเต้หลี่เฉิงตบพนักบัลลังก์ดังลั่น พระพักตร์แดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ
“กล้าทำกับบุตรสาวของข้าเช่นนี้ กล้าฆ่าหลานของข้า!” ฮองเฮาหวังซูอวี้ตัวสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด ขณะบุตรสาวเอาไว้แน่น
“ลูกต้องเจ็บปวดเพียงใด แม่ไม่ได้อยู่กับเจ้าเลย”
“ลูกยังมีชีวิตกลับมาได้ก็เพราะแม่ทัพเซียวเหยียน”
ฮองเต้หลี่เฉิงหันไปมองแม่ทัพหนุ่ม สีหน้าจริงจังและหนักแน่น
“เซียวเหยียน เจ้าไม่เพียงช่วยชีวิตองค์หญิงสาม แต่ช่วยเลือดเนื้อของราชวงศ์เอาไว้ ข้าขอบใจเจ้ามากที่นำบุตรสาวอันเป็นที่รักของข้ากลับมา” เซียวเหยียนตกใจ รีบคุกเข่าลง
“กระหม่อมไม่กล้ารับ เป็นหน้าที่ของข้ากระหม่อมอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฮองเต้หลี่เฉิงเงยหน้าขึ้น แววตาเย็นเฉียบ
“แต่ผู้ที่ทำร้ายบุตรสาวของข้า จะไม่มีวันได้ตายอย่างสงบ” หลี่เยวี่ยหลับตา น้ำตาไหลอีกครั้ง ครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะความสิ้นหวัง แต่เพราะนางไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพังอีกแล้ว
ใต้หลังคาวังหลวง องค์หญิงสามได้กลับคืนสู่ที่ของตน และการชำระบัญชีเลือด กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
ท้องพระโรงเงียบงัน บรรยากาศกดดันราวกับพายุใกล้ปะทุ
ฮ่องเต้หลี่เฉิงประทับเหนือบัลลังก์ พระพักตร์เย็นเฉียบ
ราชโองการถูกเขียนลงบนผ้าแพรสีเหลืองด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง
“เสนาบดีหลิน มีหลักฐานทุจริต รับสินบน บิดเบือนการสอบจองหงวน และสมคบคิดทำร้ายเชื้อพระวงศ์” เสียงอ่านดังก้อง
“ต้องได้รับโทษสถานหนัก” พระองค์หันไปมองผู้ที่ยืนคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรง คือแม่ทัพเซียวเหยียน
“ภารกิจนี้ ข้ามอบให้เจ้า นำทหารหลวงไปตรวจสอบ จวนเสนาบดีหลินอย่างละเอียด” เซียวเหยียนคุกเข่าลง
“กระหม่อมรับบัญชา” วันเดียวกันนั้น เสียงกลองศึกดังสนั่นหน้าจวนเสนาบดี ทหารหลวงบุกล้อม จวนเสนาบดีหลินอย่างไม่ไว้หน้า เสนาบดีหลินหน้าซีดเผือด
“พวกเจ้า กล้าดีอย่างไร!” เซียวเหยียนก้าวลงจากหลังม้า ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ตามพระราชโองการ ตรวจค้นจวนเสนาบดีหลิน”
ตู้ลับถูกเปิด บัญชีสินบนถูกยึด จดหมายลับเกี่ยวกับการติดสินบนสนามสอบถูกลากออกมา หลักฐานชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้
“จองหงวนเซิ่นอวิ๋นเฉิง” เซียวเหยียนกล่าวเสียงเย็น
“ตำแหน่งของเจ้า ได้มาเพราะเงินของเสนาบดีหลิน” เซิ่นอวิ๋นเฉิง ที่ถูกจับมาด้วย ทรุดลงกับพื้นทันที
“ไม่… ข้า… ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
“เพราะ หลินซูเหยียน บุตรสาวเสนาบดีหลิน รักเจ้า บิดานางจึงยอมติดสินบนให้เจ้า” คำพูดนั้น ทำให้สายตาผู้คนเต็มไปด้วยความดูแคลน
ราชโองการถูกอ่านต่อหน้าทุกคน ปลดเซิ่นอวิ๋นเฉิง ออกจากตำแหน่งทั้งหมด ถอนยศ ถอนทรัพย์ ขับออกจากราชสำนัก
เซิ่นอวิ๋นเฉิงหน้าซีด เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าสิ่งที่ตนได้มา ไม่เคยเป็นของตนจริง ๆ
ด้านหนึ่ง หลินซูเหยียนถูกทหารจับแขนแน่น นางดิ้นรน ตะโกนเสียงแหลม
“ปล่อยข้า! ข้าเป็นภรรยาขุนนาง!” เซียวเหยียนหันไปมองด้วยสายตาเย็นชา
“เจ้าคือผู้ทำร้ายองค์หญิงหลี่เยวี่ย” คำว่า “องค์หญิง” ทำให้หลินซูเหยียนชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้าง
“เป็น… เป็นไปไม่ได้… ข้าไม่รู้จักองค์หญิง”
“กรอกยา ทำให้แท้งบุตร โยนเชื้อพระวงศ์ลงแม่น้ำ โทษประหารสถานเดียว” หลินซูเหยียนกรีดร้อง เสียงแหลมก้องไปทั่วจวน
