2
หลี่เยวี่ยยกมือปิดปากแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความดีใจ เขาทำได้แล้ว
เซิ่นอวิ๋นเฉิง ทำได้จริง ๆ หลังจากส่งแขกกลับไป หลี่เยวี่ยทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ มือสั่นเทาแนบหน้าท้องของตน นางให้เขาอ่านหนังสือเป็นหลัก งานทุกอย่างนางทำ เพื่อให้เขามีวันนี้ วันที่เขาได้ภาคภูมิใจ
“ได้ยินหรือไม่” นางกระซิบเสียงแผ่ว
“พ่อของเจ้าสอบได้จองหงวนแล้ว” น้ำตาหยดลงมาอย่างไม่อาจห้าม แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า หากเป็นเพราะความปลื้มปีติจนหัวใจแน่นเอ่อ
นางมองไปยังห่อผ้าเล็ก ๆ ที่เคยใช้เก็บเงินทั้งหมดที่ตนสะสมไว้เพื่อให้สามีเดินทางไปสอบจองหงวน มองไปยังเสื้อผ้าที่ปะชุนหลายครั้ง มองไปยังมือที่หยาบกร้านเพราะงานบ้านและงานปัก ทั้งหมดนั้นไม่สูญเปล่า
คืนนั้นหลี่เยวี่ยจุดตะเกียงเพิ่มอีกดวง เขียนจดหมายถึงเซิ่นอวิ๋นเฉิงอย่างประณีต ตัวอักษรสั่นไหวเพราะอารมณ์
“ข้าภูมิใจในตัวท่านเหลือเกิน ไม่ว่าท่านจะอยู่สูงเพียงใด อย่าลืมเรือนไม้หลังนี้ ข้าจะรอท่านกลับมา”
นางวางพู่กันลง ลูบหน้าท้องเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิต
รายชื่อจองหงวนถูกประกาศไปทั่วแคว้น แต่สำหรับ หลี่เยวี่ย ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันนี้ คือการได้รู้ว่า ชายที่นางเลือกฝากชีวิตไว้เดินถึงความฝันแล้วจริง ๆ
เสียงกลองดังขึ้นจากปากทางเข้าหมู่บ้านตั้งแต่ยามเช้า ผู้คนต่างพากันออกมายืนมุงดูด้วยแววตาตื่นเต้น ขบวนเกี้ยวหลวงเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างสง่างาม
ธงผ้าโบกสะบัด เสื้อเกราะทหารสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย หลี่เยวี่ยยืนอยู่หน้าประตูเรือนไม้หลังเดิม หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
นางเห็นเขาแล้ว เซิ่นอวิ๋นเฉิงในชุดบัณฑิตสีเข้ม ปักลวดลายยศศักดิ์ใหม่เอี่ยม ท่าทางสงบ น่าเกรงขาม แตกต่างจากชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเรียบง่ายในวันวาน แต่รอยยิ้มที่เขามอบให้นางยังอบอุ่นไม่แปรเปลี่ยน
เขาลงจากหลังม้า เดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง สายตาอ่อนโยนลงทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคย
“เยวี่ยเอ๋อร์” เขาเรียกเสียงแผ่ว
“ข้ากลับมาแล้ว” น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของนางทันที
หลี่เยวี่ยโค้งตัวเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ข้าดีใจเหลือเกิน” นางพูดเสียงสั่น
“ท่านสอบได้จริง ๆ” เซิ่นอวิ๋นเฉิงยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นจับมือนางไว้แน่นโดยไม่สนสายตาผู้คน
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า” เขากล่าวหนักแน่น
“ข้าจะไม่มีวันลืม” คำพูดนั้นทำให้หัวใจหลี่เยวี่ยอุ่นวาบ
นางก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม พลางลูบหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนัก เขาสั่งให้คนยกหีบผ้า เครื่องใช้ และเงินรางวัลลงจากเกวียน
“ข้ามารับเจ้า” เซิ่นอวิ๋นเฉิงกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“เราจะไปอยู่ที่จวนใหม่ด้วยกัน” หลี่เยวี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
“จวนของท่านหรือ”
“ใช่” เขาพยักหน้า
“ตั้งแต่นี้ไป เจ้าไม่ต้องลำบากอีกแล้ว” น้ำตาหยดลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความสุข นางพยักหน้าช้า ๆ
“ข้าจะไปกับท่าน” ขณะขึ้นเกี้ยว หลี่เยวี่ยหันกลับมามองเรือนไม้หลังเล็กเป็นครั้งสุดท้าย สถานที่ที่นางใช้แรงกาย แรงใจ เพื่อสนับสนุนชายอันเป็นที่รัก มือบางวางทับบนหน้าท้องน้อย ๆ หัวใจเต็มไปด้วยความหวัง
อีกไม่นาน เมื่อเขาพาข้าเข้าวังหลวง นางจะเป็นภรรยาที่ดีของเขา คอยสนับสนุนเขาเช่นนี้ตลอดไป
เกี้ยวหลวงเคลื่อนออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง และในใจของหลี่เยวี่ย นางเชื่อมั่นอย่างไม่เคยลังเลว่า ต่อจากนี้ชีวิตจะมีแต่ความสุขรออยู่เบื้องหน้า
เกี้ยวหลวงหยุดลงหน้าบ้านหลังหนึ่งในเขตชานเมืองหลวง เป็นเรือนอิฐชั้นเดียว ไม่เก่าโทรม แต่ก็ห่างไกลจากความโอ่อ่าของจวนขุนนาง
หลี่เยวี่ยก้าวลงจากเกี้ยว มองไปรอบ ๆ อย่างสงบ
เซิ่นอวิ๋นเฉิง เดินเข้ามายืนเคียงข้างนาง สีหน้าแฝงความรู้สึกผิดเล็กน้อย
“เยวี่ยเอ๋อร์ ตอนนี้ยังไม่สะดวก ข้ายังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เจ้าอยู่ที่นี่ไปก่อนได้ไหม” นางหันไปมองเขา ดวงตาอ่อนโยน
“ไม่เป็นไร ข้าอยู่ที่ใดก็ได้ ขอเพียงอยู่กับท่าน” คำตอบนั้นทำให้เขาถอนหายใจโล่งอก
“ข้าสัญญา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ข้าจะพาเจ้าไปอยู่บ้านที่สบายกว่านี้” หลี่เยวี่ยพยักหน้า มือหนึ่งลูบหน้าท้องเบา ๆ โดยไม่ให้เขาสังเกตเห็น นางยังไม่ได้บอกเรื่องลูกน้อย คิดว่ารอให้เขารับตำแหน่งให้เรียบร้อย และย้ายไปอยู่ด้วยกัน แล้วนางจะบอก นางอยากให้เขาดีใจสองรอบ คล้ายได้รับโชคสองชั้น
“ข้าเชื่อท่าน” ภายในเรือน ข้าวของถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย เตียงไม้ โต๊ะตัวเล็ก เตาไฟหนึ่งเตา ทุกอย่างดูชั่วคราวสมดังคำพูดของเขา
เซิ่นอวิ๋นเฉิงถอดเสื้อคลุมบัณฑิตวางไว้ แล้วหันมาหานาง
“อีกไม่นาน ข้าต้องเข้าเฝ้าและรับพระราชโองการ ช่วงนี้เจ้าอยู่ที่นี่ อย่าออกไปไหนโดยลำพัง ข้าเป็นห่วงเจ้า” หลี่เยวี่ยยิ้มรับ
“ข้าจะรอ” เมื่อเขาออกไป เรือนก็เงียบลงอีกครั้ง
หลี่เยวี่ยเดินสำรวจบ้านอย่างช้า ๆ แม้จะไม่หรูหรา แต่สะอาด และมีลานเล็ก ๆ ด้านหลัง เหมาะสำหรับพักผ่อน นางนั่งลงบนเตียงไม้ วางมือบนหน้าท้องอย่างแผ่วเบา
“อีกไม่นานนะ” นางพึมพำกับลูกน้อยในครรภ์
“พ่อของเจ้าจะมีตำแหน่งที่มั่นคง แล้วเราจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน” ในใจของหลี่เยวี่ย ยังคงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น นางคิดเพียงว่า เมื่อเซิ่นอวิ๋นเฉิง ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ นางก็จะสนับสนุนเขาให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก
โดยที่นางไม่รู้เลยว่า เรือนพัก “ชั่วคราว” หลังนี้ อาจไม่ใช่เพียงที่พักระหว่างรอ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่จะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
ยามเช้า เมฆขาวลอยเหนือหลังคาวังหลวง เสียงฆ้องกลองดังสนั่น ประกาศพระราชโองการแต่งตั้งขุนนางใหม่ไปทั่วเมืองหลวง
เซิ่นอวิ๋นเฉิง คุกเข่ารับราชโองการด้วยท่าทางสง่างาม ตั้งแต่วินาทีนั้น เขาไม่ใช่เพียงบัณฑิตจองหงวนอีกต่อไป แต่คือขุนนางหนุ่มผู้กำลังเป็นที่จับตามองที่สุดในราชสำนัก
ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวอีกเรื่องก็แพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
จองหงวนเซิ่นอวิ๋นเฉิงได้รับพระราชทานสมรสกับ คุณหนูหลินซูเหยียน บุตรสาวเสนาบดีหลิน โรงน้ำชา ตลาด ถนนใหญ่ ไม่มีที่ใดไม่พูดถึงข่าวมงคลนี้
ทุกคนต่างกล่าวว่าเป็นการสมรสที่เหมาะสม บัณฑิตหนุ่มอนาคตไกลกับบุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ เส้นทางราชการของเขาจะราบรื่นยิ่งขึ้นแน่นอน แต่ในเรือนอิฐชานเมืองหลวง กลับเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลี่เยวี่ย นั่งปักผ้าอยู่ข้างหน้าต่าง ลมอ่อน ๆ พัดม่านไหวเบา ๆ นางยกมือกุมหน้าท้องที่เริ่มนูนชัดขึ้น สีหน้าสงบ อ่อนโยน นางไม่รู้เลยว่าชื่อของสามีกำลังถูกกล่าวขานไปทั่วเมืองในฐานะ “ว่าที่เจ้าบ่าว”
“คุณหนู ดื่มยาบำรุงเถิดเจ้าค่ะ” เสียงหญิงสาวดังขึ้นด้านหลัง นางคืออาเซียง หญิงรับใช้ที่เซิ่นอวิ๋นเฉิง ส่งมาดูแลนางไม่นานมานี้ หลี่เยวี่ยหันมายิ้มให้
