1
เล่ม 1 ข้าคือองค์หญิงสาม
สายลมปลายฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านหน้าผาหยก เสียงนกร้องแผ่วเบาแทรกกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
องค์หญิงหลี่เยวี่ย กัดริมฝีปากแน่น ชายเสื้อไหมสีอ่อนเปรอะฝุ่นและคราบเลือด นางไม่คิดเลยว่า การแอบออกนอกวังเพียงครั้งเดียว จะนำพาไปสู่เหตุการณ์เฉียดตายเช่นนี้ เสียงฝีเท้าโจรยังดังสะท้อนอยู่ไกล ๆ ก่อนที่พื้นดินใต้ฝ่าเท้าจะทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน
“อ๊ะ!” ร่างบางร่วงหล่นจากไหล่เขา โลกทั้งใบหมุนคว้าง ท้องฟ้ากับผาหินสลับตำแหน่งกันอย่างไร้ทิศทาง
หลี่เยวี่ยหลับตาแน่น คิดเพียงว่าครั้งนี้คงไม่มีใครช่วยได้แล้ว ก่อนที่ร่างน้อยจะกลิ้งไปกระแทกโขดหิน ศีรษะของนางกระแทกเต็มๆ ก่อนที่สติจะดับวูบลงไป
องค์หญิงฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง รับรู้ถึงความเจ็บแล่นวาบไปทั่วร่าง สติของนางรางเลือนเต็มที ทว่าเสียงหอบหายใจของใครอีกคนที่ดังอยู่ใกล้ ๆ ทำให้นางชะงัก
“คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่” หลี่เยวี่ยค่อย ๆ ลืมตา
ภาพแรกที่เห็น คือใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่ง เสื้อผ้าฝ้ายสีเรียบขาดเล็กน้อย ผมถูกรวบอย่างลวก ๆ แต่ดวงตากลับนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
เขายังใช้แขนข้างหนึ่งกันร่างนางเอาไว้ ไม่ให้ไถลลงไปอีก
“ข้า… ข้าไม่เป็นอะไร” นางรีบตอบ แม้เสียงจะสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ คล้ายโล่งอก
“ดีแล้ว หากช้ากว่านี้อีกนิด คง…” เขาไม่พูดต่อ เพียงเหลือบตามองเหวเบื้องล่าง
หลี่เยวี่ยเม้มริมฝีปาก นางหลับตาเพราะปวดร้าวไปหมดทั้งร่าง และปวดศีรษะอย่างรุนแรง
“คุณหนูเป็นใคร มาจากที่ใด”
“ข้าจำอะไรไม่ได้ ปวดหัวจัง” องค์หญิงยกมือขึ้นกุมศีรษะ
“ปวดหัวก็ยังไม่ต้องคิดหรอก”
“อย่างไรก็ขอบคุณท่านมาก หากไม่ใช่ท่าน ข้าคง…”
“ไม่ต้องกล่าวเช่นนั้น” เขาส่ายหน้า
“ผู้ใดเห็นก็ย่อมช่วย” คำพูดธรรมดา แต่กลับทำให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ข้าชื่อเซิ่นอวิ๋นเฉิง” เขากล่าวพลางพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่ง
“เป็นเพียงบัณฑิตยากจน แวะผ่านภูเขานี้เพื่อกลับหมู่บ้าน” นางชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนยิ้มบาง ๆ
“จะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไร” เขาเอ่ยถาม
“เรียกข้าว่าเยวี่ยเอ๋อร์ ก็แล้วกัน ข้าคุ้นชินกับชื่อนี้อย่างประหลาด”
“ได้ ข้าจะเรียกท่านด้วยชื่อนี้” เขายิ้มให้นาง
เขาพานางกลับไปพักอาศัยอยู่ด้วยกัน จากความผูกพันกลายเป็นความรักในเวลาต่อมา นางจึงยินยอมพร้อมใจที่จะตกเป็นภรรยาของเขา และใช้ชีวิตด้วยกันในหมู่บ้านเล็ก ๆ
ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน โชคชะตาได้เริ่มขยับตัวแล้ว รุ่งสางยังไม่ทันจางหาย เสียงล้อเกวียนที่ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหมู่บ้าน กลับดังชัดเจนราวกับก้องอยู่ในหัวใจ
หลี่เยวี่ย ยืนอยู่หน้าประตูเรือนไม้เล็ก ๆ ในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อน มือกำชายเสื้อแน่น นางมองแผ่นหลังของสามีที่ค่อย ๆ ไกลออกไปทุกที เซิ่นอวิ๋นเฉิง หันกลับมายิ้มให้นางอีกครั้ง
“รอข้ากลับมา ข้าจะต้องสอบให้ผ่านให้ได้” นางยิ้ม ตอบเสียงเบาแต่หนักแน่น
“ข้าจะรอ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ อ่านหนังสือให้เต็มที่ก็พอ” เขาจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นบาง ๆ และความเงียบงัน เมื่อประตูปิดลง นางก็เฝ้าอธิษฐานให้เขาทำตามฝันได้สำเร็จ
หลายวันต่อมา อาการอ่อนเพลียที่นางคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก กลับรุนแรงขึ้น
อาหารที่เคยชอบกลับทำให้อยากอาเจียน ยามเช้ามักเวียนศีรษะ ยามค่ำรู้สึกง่วงผิดปกติ
หลี่เยวี่ยนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียง มือแตะหน้าท้องแบนราบของตนอย่างไม่แน่ใจ
หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหมอในตำบลตรวจชีพจรเสร็จ ก็ยิ้มบาง ๆ ออกมา
“ยินดีด้วย ท่านกำลังตั้งครรภ์” คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางอก หลี่เยวี่ยชะงัก มือที่วางบนตักสั่นเล็กน้อย
“ขะ… ข้าตั้งครรภ์หรือ”
“สามเดือนแล้ว” หมอตอบอย่างมั่นใจ
เมื่อหมอจากไป เรือนทั้งหลังก็เงียบงันอีกครั้ง
หลี่เยวี่ยค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนหลังมือ นางควรดีใจ ควรบอกเขา ควรให้สามีรับรู้ว่าเขากำลังจะเป็นบิดา แต่ในยามนี้ เซิ่นอวิ๋นเฉิง อยู่บนเส้นทางสอบจองหงวน กำลังแบกความหวังทั้งชีวิตไว้บนบ่า
หลี่เยวี่ยสูดลมหายใจลึก มือวางบนหน้าท้องอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวจะรบกวนชีวิตเล็ก ๆ ภายใน
“ลูกเอ๋ย แม่รักเจ้าที่สุด คนดีของแม่” นางพึมพำเสียงสั่น
คืนนั้น ใต้แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ หลี่เยวี่ยนั่งคำนวณเงินอย่างเงียบ ๆ นางรับงานปักผ้า รับซ่อมเสื้อผ้า ตื่นเช้ากว่าเดิม ทำงานมากกว่าเดิม ทั้งหมดนั้น เพื่อให้ เซิ่นอวิ๋นเฉิง ไม่ต้องกังวลสิ่งใด
เพื่อให้เขาได้อ่านหนังสือ เพื่อให้เขาได้เข้ารับราชการ เป็นหน้าเป็นตาให้แก่วงตระกูล แม้บิดามารดาของเขาจะไม่อยู่แล้วก็ตามที แม้ในวันที่นางต้องอุ้มท้องเพียงลำพัง แม้ในคืนที่ความคิดถึงแทบกลืนกินหัวใจ หลี่เยวี่ยก็ไม่เคยคิดจะเสียใจ เพราะสำหรับนาง ความฝันของเขาคือความฝันของนางเช่นกัน
สายฝนโปรยบาง ๆ ลงบนหลังคาเรือนไม้ กลิ่นดินชื้นลอยอบอวลไปทั่วลานเล็กหน้าบ้าน
หลี่เยวี่ย นั่งปักผ้าอยู่ข้างหน้าต่าง มือขยับช้าลงกว่าปกติ หน้าท้องเริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยตามอายุครรภ์ นางต้องหยุดพักเป็นระยะ แต่ก็ยังฝืนทำงานต่อ ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าร้อนรนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“เยวี่ยเอ๋อร์! เยวี่ยเอ๋อร์!” เสียงเรียกนั้นทำให้นางสะดุ้ง รีบวางเข็มปักแล้วลุกขึ้นช้า ๆ เมื่อเปิดประตู ก็เห็นชายหนุ่มจากหมู่บ้านข้างเคียงยืนหอบหายใจ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกว้าง
“ข่าวจากเมืองหลวง!” เขาร้องเสียงดัง
“รายชื่อสอบออกแล้ว!” หัวใจของหลี่เยวี่ยเต้นแรง มือที่จับบานประตูสั่นน้อย ๆ
“แล้ว... แล้วเป็นอย่างไร” นางถามเสียงเบา แต่แทบกลั้นลมหายใจ ชายหนุ่มหัวเราะลั่น
“ชื่อเซิ่นอวิ๋นเฉิง อยู่ลำดับแรก!” โลกทั้งใบเงียบลงในชั่วพริบตา หลี่เยวี่ยชะงักงัน เหมือนยังไม่แน่ใจว่าตนได้ยินถูกหรือไม่
“ท่านว่าลำดับแรก” นางถามย้ำ น้ำเสียงสั่นเครือ
“ใช่! เขาได้เป็นจองหงวน!” คนส่งข่าวพยักหน้าแรง ๆ
“คนทั้งเมืองหลวงพูดถึงเขา บอกว่าเป็นบัณฑิตหนุ่มผู้มากความสามารถ!” น้ำตาของนางเอ่อคลอขึ้นมาทันที
