บทที่ 3 หาคนไว้ใจ
จากตอนนั้นก็ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งแล้ว พลังธาตุทุกธาตุขึ้นมาถึง Lv.10 ส่วนค่าเสน่ห์ก็ขึ้นมาด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าพระเจ้าเล่นสนุกอะไรถึงทำให้มันเพิ่มมาถึง Lv.15 ได้ ไม่ใช่ว่ามันเยอะกว่าพลังเขาแล้วหรือไง?
หากถามว่าเสน่ห์นี่มันมีประโยชน์อะไร เรนิสเคยเดินไปหาของกินในครัวตามปกติ แต่ระหว่างทางก็เจอคนสวนพอดี เขาเป็นเบต้าไม่มีทางได้กลิ่นฟีโรโมนหอมๆจากโอเมก้าได้ถ้าไม่ใช่อัลฟ่า แต่น่าจะเป็นค่าเสน่ห์มากกว่า เขาจึงเกือบโดนคนสวนข่มขืน ดีที่เรนิสใช้มือสับคอคนสวนจนสลบซะก่อน หรือพระเจ้าอยากให้ชีวิตเขามันยากขึ้นกันนะ...
เรนิสลอบเข้าไปในคลังเก็บสมบัติของราชวงศ์ พบว่าถึงมันจะไม่เยอะเท่าประเทศใหญ่ๆ คาดคะเนเอาจากสายตามันมีแค่เสี้ยวเดียวของประเทศตีโอเวลด้วยซ้ำ แต่ก็นับว่าเยอะสำหรับประเทศเล็กๆ เพราะเงินมากระจุกอยู่จุดเดียวจึงไม่เหลือไปถึงประชาชน
อย่างน้อยพื้นถนนก็ต้องดีขึ้นไม่ขรุขระหรือเป็นหลุมอย่างตอนนี้ นี่คือสิ่งที่เรนัสหมายมั่นจะพัฒนา...อันนี้ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวเลยจริงจริ้ง!!
เขาลอบเข้าไปในห้องเก็บสมบัติของพวกขุนนางที่หนีออกจากประเทศไป หรือขุนนางที่ตายหมดตระกูลเพื่อโกยสมบัติมาไว้ในคลัง เรนิสรู้ว่าเขาต้องใช้เงินจำนวนมาก ถ้าทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นมา ไหนจะเรื่องการศึกษาที่ถ้าไม่ใช่ขุนนางก็ไม่มีทางได้เข้าโรงเรียน ถ้าไม่ใช่อัลฟ่าหรือเบต้าที่เป็นลูกขุนนางก็ไม่ได้เรียนเช่นกัน โอเมก้าหมดสิทธิ์ไม่ว่าจะชนชั้นไหน
ถ้าถามว่าทำไมสมบัติของตระกูลขุนนางพวกนี้ยังเหลือทั้งๆที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ คงต้องบอกว่าขุนนางที่หนีไปเอาสมบัติไปได้ไม่หมด คงไม่มีใครขนสมบัติจำนวนมากไปหมดในตอนที่หนีตายหรอก ส่วนขุนนางที่ตายก็มีห้องเก็บสมบัติซึ่งล็อคกุญแจลงเวทไว้หนาเตอะ แต่เวทนี้แก้ง่ายมากสำหรับเรนิส ก็เขาได้รับวิธีการใช้เวทมนตร์แบบแอดวานซ์จากพระเจ้านี่นา
หลังจากรวบรวมเงินมาทั้งหมดเงินพระคลังตอนนี้จึงมากกว่าเดิม 2 เท่า เรนิสลงเวทล็อคห้องไว้ แม้แต่องค์ราชาผู้ถือกุญแจห้องยังเข้าไม่ได้ เพราะถึงมีกุญแจก็ไขไม่ออก เขาร่ายเวทใหม่ทับของเก่าไปแล้ว
ทุกวันนี้เรนิสมักจะไปห้องครัวโดยหลบไม่ให้ใครเห็นเสมอ ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากไปยุ่งกับพวกสาวใช้ ให้พวกเขาลืมว่ามีเจ้าชายอีกคนไปก่อนดีกว่า เขาต้องการจัดการอะไรแบบเงียบๆ หนึ่งในเรื่องที่เรนิสระแวงมากที่สุดนั่นก็คือ...ยาพิษ ใช่ เรนิสตรวจสอบยาพิษในอาหารไม่ได้
พระเจ้าไม่ได้ให้พลังในส่วนนี้มา อีกอย่างถึงมีวิธีจับโกหกแต่คนที่เอาอาหารมาให้ก็อาจไม่รู้ว่ามันมีพิษ เรนิสคงไม่เอาเข็มเงินตรวจสอบพิษแน่ๆ พิษมีหลายชนิดมาก น้อยมากที่จะทำปฏิกิริยากับเงิน
การหาคนที่ไว้ใจได้ สำคัญที่สุดในตอนนี้อย่างน้อยก็ก่อนขึ้นครองบัลลังก์ซักคนสองคน...
ทางด้านคิวรันที่กำลังประชุมขุนนางลับกันอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฟรย์ การประชุมนี้เป็นความลับแต่ก็ใช่ว่าองค์ราชาจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่รู้แล้วยังไงล่ะ เขาไม่มีผู้สืบทอด ดันทุรังดำรงอำนาจต่อไปก็ไม่มีประโยชน์
“ได้เวลาตัดสินใจแล้ว ท่านที่ปรึกษาคิวรัน ที่พวกเรายังไม่ลงมือเพราะท่านคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดตอนนี้ นอกจากท่านแม่ทัพที่นอนเป็นผัก ท่านก็มีกองกำลังของตระกูลเก็บไว้เป็นจำนวนมาก”ดยุคเบริเวอร์เอ่ยขึ้น ถึงเขาจะเป็นดยุคแต่อำนาจก็มีรองจากแม่ทัพและที่ปรึกษา กองกำลังของตระกูลก็ยังไม่เท่าสองคนนี้เลย เพราะฉะนั้นจะทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาไม่ได้
“…องค์ราชาเป็นผู้ไร้ความสามารถในการปกครองประเทศ ไร้ทายาทสืบทอด เราคงต้องลงมือกันจริง ๆ ข้าตัดสินใจแล้ว เราจะลงมือกันอาทิตย์หน้าเมื่อพระจันทร์ขึ้นสูงกลางหัว ศีรษะขององค์ราชาต้องตกสู่พื้น จบการประชุม”
เสียงเฮลั่นของเหล่าขุนนางดังขึ้น ดยุคเบริเวอร์เดินมาตบบ่าคิวรัน “เจ้าทำดีที่สุดแล้ว” เบริเวอร์เข้าใจว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ถึงแม้องค์ราชาจะไม่ใช่คนดี แต่เขาก็ถูกสอนมาทั้งชีวิตว่าให้จงรักภักดี อยู่ ๆจะให้เปลี่ยนฆ่าคนที่เราภักดีมาทั้งชีวิตมันไม่ง่ายเลย
เมื่อจบการประชุม คิวรันนึกไปถึงเด็กที่ทำแอปเปิ้ลหล่นใส่หัวเขาวันนั้น...นี่ข้าต้องฆ่าเขาจริงเหรอ ผิดชอบชั่วดีในใจคิวรันตีกันมั่วไปหมด
“เรื่องแบบนี้จะให้ข้าทำยังไงดี ท่านพ่อ...”
คิวรันได้ตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนพระองค์หลังจากพ่อตายในสงคราม เขาได้รับทั้งความรู้ความสามารถที่พ่อถ่ายทอดมาอย่างสมบูรณ์ เขาควรจะเป็นที่ปรึกษาที่ดี แต่ตอนนี้เขาอยากได้คำปรึกษาจากใครซักคนเหมือนกัน...
เรนิสที่ได้ฟังจากบนหลังคาได้แต่ยิ้ม...อาทิตย์หน้าสินะ
ถึงจะบอกคนที่ไว้ใจได้ แต่เรนิสก็แทบนึกไม่ออกเลยว่าจะเป็นใคร ถึงจะได้พลังที่สุดยอดมาแล้ว ก็ใช้ว่าเขาต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจะอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง การอยู่โดยไม่ไว้ใจใครเลยก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเกินไป
จะว่าไปแล้ว...พวกขุนนางมีเหรอที่ภรรยาเต็มบ้านแล้วจะมีลูกแค่คนสองคน ดูเหมือนลูกนอกสมรสหรือลูกที่ครอบครัวไม่ต้องการจะเป็นตัวเลือกที่ดี ถ้าพวกเขารู้สึกว่าเราเป็นที่พึ่งได้จะทำให้อัตราการทรยศน้อยลง ถึงรับรองไม่ได้ว่าจะได้ผล แต่ไม่ลองก็ไม่รู้
เรนิสลอบเข้าไปในบ้านของขุนนางหลังเดิมกับที่เคยเข้าไปเอาสมบัติ ตอนแรกเรนิสสนใจแต่ห้องเก็บสมบัติ เขาจึงไม่เห็นว่ามีคนอยู่บ้านหลังนี้ด้วย
เรนิสเห็นเด็กอายุพอๆกับเขาสองคนกำลังพยายามจะคุ้ยหาของกินในครัว เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยและสีซีดจนจำสีเดิมไม่ได้ ถ้าเรนิสไม่สามารถตรวจดูหน้าต่างสถานะได้ คงคิดว่าพวกเขาอายุน้อยกว่านี้ คงได้สารอาหารได้ไม่เพียงพอ ถึงได้ตัวเล็กขนาดนี้
ดูเหมือนเราจะเจอลูกนอกสมรสของมาร์ควิสซะแล้ว ได้ยินมาว่ามาร์ควิสหนีไปพร้อมภรรยาและลูกชายอัลฟ่า
ชื่อ : เนเน่ มอร์แฮม
สถานะ : ลูกนอกสมรสของมาร์ควิส
เพศ : โอเมก้า-หญิง
อายุ : 17
พลังธาตุ : ไม้ (Lv.1)
===================================
ชื่อ : วาวา มอร์แฮม
สถานะ : ลูกนอกสมรสของมาร์ควิส
เพศ : โอเมก้า-ชาย
อายุ : 17
พลังธาตุ : น้ำ (Lv.1)
เมื่อเด็กทั้งสองสังเกตเห็นเรนิสจึงชี้มือมาอย่างตกใจ “จะ เจ้า ผู้บุกรุกเหรอ ทะ ท่านพ่อเอาสมบัติกับอาหารไปหมดแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรหรอก”
“ใช่ๆ ที่นี่ไม่มีอะไรเหลือหรอก อย่าฆ่าพวกเราเลยนะ”
เรนิสเกาหัวแกร๊กๆ นี่เขาดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ...แต่ช่างเถอะยังไงเขาก็เป็นผู้บุกรุกจริง ๆจะกลัวก็ไม่แปลก
“อย่ากลัวข้าเลย ข้าจะพาพวกเจ้าไปฝึกเวทมนตร์ ที่นั่นมีอาหารดีๆ แต่อาจจะต้องรอหน่อย..ประมาณอาทิตย์หน้า แต่มันดีกว่าที่นี่แน่ ๆ”
“ตะ แต่ว่าแม่นมบอกว่าห้ามเชื่อคนแปลกหน้า ไม่งั้นพวกเขาอาจจับเราไปขาย”เนเน่ยู่หน้า อยู่ดีๆคนแปลกหน้ามาบอกว่าจะพาไปที่ดี ๆใครจะเชื่อได้ง่ายๆ
“ข้ายังไงก็ได้...อยู่นี่เราก็อดตาย ออกไปข้างนอกก็ต้องไปขายตัว ไปกับเขาหรือไม่ไปก็ไม่ต่างกัน”วาวาไม่ได้เชื่อคนแปลกหน้า แต่ไม่มีทางเลือกแล้วต่างหาก ไปทางไหนก็คงเลวร้ายไม่ต่างกัน
“เจ้าคิดถูกแล้วที่ไม่ไว้ใจข้า...ความจริงแล้วข้าก็พิสูจน์อะไรไม่ได้ว่าเป็นคนดี ข้าคงทำได้แค่ให้สัญญาอย่างเดียวว่า พวกเจ้าจะปลอดภัย”
เนเน่และวาวาหันมามองหน้ากันราวกับกำลังปรึกษาก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เรนิสเป็นอันตกลง
“ข้าชื่อเรนิส เกรย์เวล ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ยินดีที่ได้รู้จัก...เอ้ะ เกรย์เวลเหรอ ทำไมนามสกุลคุ้นๆล่ะ”เนเน่ทำหน้าครุ่นคิด เหมือนได้ยินแม่นมพูดถึงอยู่แต่จำไม่ได้
“เกรย์เวล นี่มันนามสกุลราชวงศ์นิ ไม่ใช่ว่ามีเจ้าชายคนเดียวเหรอหรือเจ้าก็เหมือนพวกเรา”
“ประมาณนั้น...แต่ต่างกันตรงที่ข้าเป็นลูกภรรยาเอกแต่ดันเป็นโอเมก้า ชะตากรรมเราก็คล้ายกันนิดหน่อยนั่นแหละ”
สองแฝดเมื่อได้ฟังก็ไว้ใจคนตรงหน้ามากขึ้น อย่างน้อยเขาก็เจอมาแบบเดียวกัน คงไม่ทำร้ายเราหรอก
เมื่อเรนิสกลับมาที่ปราสาทเขาก็ต้องมานั่งเครียดว่าจะเอาสองแฝดไปไว้ไหน ห้องของเขาก็ใช่ว่าจะใหญ่เล็กพอๆกับห้องคนใช้เลยต่างหาก
แต่คงต้องยัดเข้าไปนั่นแหละ...
“พวกเจ้าสองคนนอนห้องข้าก่อนนะ ไว้อาทิตย์หน้าจะได้นอนห้องใหญ่กว่านี้”หลังจากยึดอำนาจมาแล้วน่ะ...
“เห็นท่านพูดแต่อาทิตย์หน้าๆ อาทิตย์หน้าจะมีอะไรดีๆเหรอคะ”
“อาทิตย์หน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่น่ะ ครั้งใหญ่มากจนบางทีข้าก็แอบกลัวหน่อยๆ”
เนเน่เอียงหัวอย่างงงๆแต่ก็ไม่ถามเพิ่ม ถ้าท่านเรนิสอยากบอกก็คงบอกเองนั่นแหละ
วาวานึกถึงตอนที่มองเห็นทหารผ่านหน้าต่างเมื่อเช้านี้...การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ น่าจะเกี่ยวกับการที่ทหารกลุ่มใหญ่เดินในเมืองมากผิดปกติในช่วงนี้ล่ะมั่ง
“พรุ่งนี้ข้าจะสอนเวทมนตร์ให้พวกเจ้า...อีกหน่อยพวกเจ้าจะกลายเป็นมือขวาของข้า”
“เวทมนตร์เหรอ แต่พวกเราเป็นโอเมก้า..โอเมก้าใช้เวทมนตร์ได้ไม่ดีไม่ใช่เหรอ”ท่านพ่อมักจะบอกว่าโอเมก้าไม่มีสิทธิเรียนเวทมนตร์ หนังสือก็ไม่ควรอ่าน ถ้าฉลาดมากสามีจะไม่ชอบ
“นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขากำหนด ความจริงไม่ว่าโอเมก้า อัลฟ่า เบต้า ก็มีสิทธิเรียนเวทมนตร์จะมีความสามารถหรือไม่ จะใช้ได้ดีหรือไม่ อยู่ที่แต่ละคน คนที่บอกว่าโอเมก้าไม่มีสิทธิเรียนเวทมนตร์คืออัลฟ่า กฎหมายประเทศนี้อัลฟ่าก็เป็นคนเขียน ไม่มีโอเมก้าหรือเบต้าคนไหนได้ร่วมร่างกฎหมายกับพวกเขาสักคน แต่กับเอากฎหมายที่เอื้อต่อตัวเองมาใช้กับเพศอื่น นี่ไม่ยุติธรรมเลย”
“ข้าก็เคยคิดแบบนั้น แต่พอข้าพูด ก็โดนท่านพ่อตบปาก แล้วข้าก็ไม่กล้าพูดอีกเลย”เนเน่ทำหน้ากลัวๆ
“ข้าอยากเรียกเวทมนตร์มาตลอด...อยากเรียนหนังสือด้วย ข้าทำได้ใช่ไหม”วาวาถามด้วยความหวัง
เรนิสยิ้มกว้าง “ได้แน่นอน”
=============================
