บทที่ 3: สินสอดแรกของว่าที่ภรรยา...
บทที่ 3: สินสอดแรกของว่าที่ภรรยา...
ยามเซิน ณ โรงเตี๊ยมชิงเฟิง
บรรยากาศในห้องรับรองพิเศษชั้นสองเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ลู่หวูเหยียนเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเหนื่อยล้า นัยน์ตาหลับพริ้มลงชั่วครู่เพื่อพักสายตาจากกองเอกสารคดีที่สุมหัวมาตลอดสามวันสามคืน
คดีทุจริตเสบียงกองทัพของ 'ราชเลขาจาง' กำลังมาถึงทางตัน แม้เขาจะส่งสายลับพลิกจวนตระกูลจางค้นหาแทบทุกซอกทุกมุม แต่ก็หา 'บัญชีลับ' ที่เป็นหลักฐานมัดตัวไม่พบ หากภายในสามวันยังหาไม่เจอ รัชทายาทที่คอยหนุนหลังราชเลขาจางอยู่เบื้องหลัง จะต้องหาข้ออ้างเข้าแทรกแซงและปัดตกคดีนี้ไปอย่างแน่นอน
“ใต้เท้าขอรับ ชาร้อนๆ มาแล้วขอรับ” อาสือผลักประตูเข้ามาพร้อมถาดน้ำชา
แต่ยังไม่ทันที่องครักษ์หนุ่มจะวางป้านชาลงบนโต๊ะ ร่างระหงที่ดูคุ้นตาก็พรวดพราดแทรกตัวเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับรอยยิ้ม
“บังเอิญเสียจริงใต้เท้าลู่! สวรรค์ช่างมีเมตตา ขีดเส้นวาสนาให้เราสองมาพบกันเช่นนี้!”
เสิ่นเจียวเจียวแอบหัวเราะร่วนอยู่ในใจ สวรรค์ลิขิตบ้าบออะไรล่ะ หนังสือนิยายในมือข้าต่างหากที่ลิขิต! นางอ่านสปอยล์มาหมดแล้วว่าเวลานี้ยมทูตหน้าน้ำแข็งผู้นี้จะมาสิงอยู่ที่นี่เพื่อพักสมอง!
เสิ่นเจียวเจียวก้าวเข้ามานั่งแหมะลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามลู่หวูเหยียนอย่างเป็นธรรมชาติราวกับนั่งอยู่ในเรือนนอนตัวเอง ท่ามกลางความตกตะลึงของอาสือที่อ้าปากค้างจนทำถ้วยชาแทบหลุดมือ
ลู่หวูเหยียนลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาที่เคยสงบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีด เขามองสตรีหน้าหนาตรงหน้าด้วยความเย็นชา “องครักษ์หน่วยผู้ตรวจการที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตาบอดไปหมดแล้วหรือ ถึงปล่อยให้สตรีวิปลาสเข้ามารบกวนการพักผ่อนของข้าได้?”
“โธ่... ใต้เท้าอย่าไปตำหนิพวกเขาเลยนะเจ้าคะ ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วเมืองหลวงแล้วว่าพวกเราสองคนเป็นอะไรกัน” เสิ่นเจียวเจียวยกมือขึ้นเท้าคาง ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้ม นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์อ่อยบันลือโลกเมื่อวันก่อน “ก็ท่านเล่นริบ ของแทนใจ ของข้าไปซุกไว้แนบอกซะขนาดนั้น ลูกน้องท่านย่อมต้องเปิดทางให้ว่าที่ฮูหยินอยู่แล้ว”
“เสิ่น-เจียว-เจียว...” เสียงทุ้มต่ำกดลึก บ่งบอกถึงขีดจำกัดของความอดทนที่กำลังจะขาดผึง ลู่หวูเหยียนขยับตัวเพียงนิดเดียว รังสีสังหารก็แผ่กระจายจนอาสือต้องลอบกลืนน้ำลาย “หากเจ้ายังไม่ไสหัวออกไปภายในสามลมหายใจ ข้าจะโยนเจ้าลงไปจากหน้าต่างบานนั้นด้วยตัวข้าเอง”
ให้ตายเถอะ! พ่อพระรองคนนี้ใจดีแค่อ่อนโยนกับนางเอก (ต้นฉบับ) คนเดียวจริงๆ ในนิยายบรรยายเอาไว้ไม่ตรงปกเลยสักนิด! แต่เสิ่นเจียวเจียวมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปรอความตายที่ลานประหารแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าขี้เล่นหยอกเย้าให้กลายเป็นจริงจัง ก่อนจะโน้มตัวข้ามโต๊ะน้ำชาเข้าไปใกล้เขา ลดระดับเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“โยนข้าทิ้งน่ะทำได้ง่ายดายนัก... แต่หากข้าตกลงไปคอหักตาย ใครเล่าจะบอกท่านได้ว่า สมุดบัญชีลับ ของราชเลขาจางซ่อนอยู่ที่ใด?”
กึก!
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด ลู่หวูเหยียนชะงักงัน นัยน์ตาดุดันหรี่แคบลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง มือแกร่งที่เคยวางพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ พริบตาเดียวก็พุ่งเข้ามาคว้าหมับเข้าที่ลำคอระหงของนางอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
“โอ๊ย!”
“เจ้าไปรู้เรื่องคดีของหน่วยผู้ตรวจการลับมาจากที่ใด!” ลู่หวูเหยียนบีบลำคอขาวผ่องนั้นไว้ ไม่ได้ออกแรงจนถึงตาย แต่ก็แน่นพอที่จะทำให้นางรู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น “ใครส่งเจ้ามา? รัชทายาทงั้นรึ!”
เสิ่นเจียวเจียวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไอ้บ้าเอ๊ย! พระรองเรื่องนี้มันไม่อ่อนโยนเหมือนเรื่องอื่นเลยโว้ย! แต่นางกัดฟันฝืนยิ้ม ไม่แสดงความหวาดกลัวออกมา มือเรียวเล็กเอื้อมไปวางทาบทับบนหลังมือใหญ่ที่กำลังบีบคอนางอยู่ พร้อมกับลูบไล้เบาๆ อย่างฉวยโอกาส!
“ท่านชอบความรุนแรงแบบนี้หรือเจ้าคะ...” นางส่งสายตายั่วยวนผ่านดวงตา
ลู่หวูเหยียนเบิกตากว้างเล็กน้อยกับความหน้าด้านไร้ขีดจำกัดของนาง ราวกับถูกของร้อนลวกมือ เขารีบสะบัดมือออกจากลำคอของนางทันทีด้วยความรังเกียจ
เสิ่นเจียวเจียวลูบคอตัวเองเบาๆ
“แค่กๆ ... เหตุใดใต้เท้าต้องดึงตี้จวิน (รัชทายาท) เข้ามาเกี่ยวด้วยเล่า?” นางแสร้งทำตาใสซื่อ ทั้งที่รู้เต็มอกว่าบุรุษตรงหน้ากับรัชทายาทนั้นเกลียดชังกันเข้ากระดูกดำ และมีบัญชีแค้นที่ต้องชำระ
“ข้ามาหาท่านด้วยใจเสน่หาล้วนๆ ข้าชอบท่าน เลยอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อท่าน... และข้าก็รู้ที่ซ่อนบัญชีนั่นจริงๆ นะเจ้าคะ”
“ไร้สาระ!” ลู่หวูเหยียนแค่นเสียงเย็นชา ไม่เชื่อแม้แต่ครึ่งคำ
“งั้นเรามาพนันกันไหมเล่าเจ้าคะ?” เสิ่นเจียวเจียวเลิกคิ้วท้าทาย แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ “บัญชีลับเล่มนั้น ไม่ได้ถูกฝังดิน ไม่ได้ซ่อนในห้องหนังสือ และไม่ได้อยู่ที่ตัวราชเลขาจาง...”
นางจงใจลากเสียงยาวให้เขาอยากรู้ ลู่หวูเหยียนเงียบ ไม่ปริปากถาม แต่สายตาของเขาจ้องนางไม่กะพริบ
“มันถูกซ่อนอยู่ใน ฐานพระโพธิสัตว์ไม้แกะสลัก ที่ตั้งอยู่ในเรือนของอนุภรรยาคนที่สี่ของเขาต่างหากเล่า” นางเฉลยด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ
“อนุสี่เป็นคนโปรดที่ดูหัวอ่อนและกินเจสวดมนต์ทุกวัน ใครจะไปคิดล่ะว่าใต้ฐานพระที่นางกราบไหว้เช้าเย็น จะเป็นที่ซ่อนหลักฐานไว้!”
ลู่หวูเหยียนหรี่ตาลง ประเมินคำพูดของนางอย่างรวดเร็ว สายลับของเขารายงานว่าอนุสี่ผู้นั้นเคร่งธรรมะและไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พวกเขาจึงค้นเรือนนั้นเพียงผ่านๆ เพื่อไม่ให้เป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์... หากสิ่งที่เสิ่นเจียวเจียวพูดเป็นความจริง นี่คือจุดที่เขาพลาดไปอย่างมหันต์!
“อาสือ!” ลู่หวูเหยียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงเฉียบขาดสั่งการทันที “เจ้าจงไปสืบดูเดี๋ยวนี้!”
“ขะ... ขอรับ!” อาสือรับคำหน้าตื่นแล้ววิ่งพรวดออกไปทันที
ลู่หวูเหยียนก้มลงมองสตรีตรงหน้าใหม่ ทบทวนความคิดของตัวเองอีกครั้ง สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนโง่งมที่วิ่งตามผู้ชายอย่างไร้สมองอย่างที่ข่าวลือว่าไว้แน่ๆ นางซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้เปลือกความบ้าบิ่นได้อย่างแนบเนียน
“หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นเรื่องโกหก ข้าจะจับเจ้าโยนเข้าคุกหลวงข้อหาหลอกลวงเจ้าพนักงาน” เขาขู่เสียงต่ำ
“แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะเจ้าคะ?” เสิ่นเจียวเจียวลุกขึ้นยืนบ้าง นางจงใจขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับแผงอกกว้างของเขา กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเขาทำให้นางใจเต้นผิดจังหวะไปนิดนึง แต่นางก็ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
“หากสิ่งที่ข้าบอกเป็นความจริง... ใต้เท้าลู่ต้องยอมมาเดินตลาดเป็นเพื่อนข้าหนึ่งวัน ถือเป็นการตอบแทนนะเจ้าคะ”
เดินตลาดอย่างนั้นหรือ? ลู่หวูเหยียนขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจตรรกะความคิดของนางเลยสักนิด หากว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงอย่างที่นางว่า นางจะสร้างความดีความชอบมหาศาล อาจจะได้ของรางวัลล้ำค่าจากฮ่องเต้เสียด้วยซ้ำ เหตุใดจึงเรียกร้องแค่ขอให้เขาไปเดินตลาดด้วย? ช่างเป็นข้อเสนอที่ไร้สาระสิ้นดี!
ส่วนเสิ่นเจียวเจียวนั้นแอบอมยิ้มกริ่ม ความจริงนางอยากจะขอให้เขาแต่งงานด้วยเลยตรงๆ แต่นางรู้ว่าคนอย่างเขาบีบคั้นไปก็เปล่าประโยชน์ นางจะค่อยๆ หยอด หย่อนเบ็ดทีละนิด ให้เขาซึมซับและตกหลุมรักนางด้วยตัวเอง วิธีนั้นยั่งยืนกว่าการบังคับเป็นไหนๆ
นางจำเนื้อหาในนิยายได้ขึ้นใจว่า พระรอง ผู้นี้เวลาคลั่งรักขึ้นมานั้น ทุ่มเทและคลั่งรักนางเอก (ต้นฉบับ) มากเพียงใด นางเคยแอบคิดในใจตอนอ่านนิยายว่าอยากได้ผู้ชายคลั่งรักสายเปย์แบบนี้บ้าง... เอาล่ะ! สักวัน พญายมหน้าน้ำแข็งคนนี้จะต้องตกหลุมรักนางจนโงหัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน นางทั้งสวย หุ่นก็แซ่บ เสน่ห์มารยาแพรวพราวขนาดนี้ ถ้าเขายังไม่หวั่นไหว นางจะโกนหัวไปบวชชีที่วัดท้ายเมืองจริงๆ ด้วย!
“ได้” เขาตอบรับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เสิ่นเจียวเจียวยิ้มกริ่ม สำเร็จ! ปลาตัวใหญ่เริ่มกินเบ็ดแล้ว!
