บทที่ 3 ประชุมครื้นเครง
ยามเช้าของวันต่อมา กว่าหลี่เฟยหลงจะตื่นนอนก็ล่วงเลยมาจนพระอาทิตย์พ้นปลายยอดฟ้าแล้ว แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาด้านใน เขาบิดตัวไปมาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง ฉู่กงกงที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบสั่งให้คนเข้าไปปรนนิบัติฝ่าบาทล้างหน้าล้างตาและผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์ในทันที หลี่เฟยหลงหาวออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามฉู่กงกง
“ยามใดแล้ว?”
“ต้นยามซื่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ สายมากแล้วฝ่าบาท ยามนี้เหล่าขุนนางคงมารออยู่ในท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะสั่งให้คนไปตามเฉินม่อหัวหน้าองค์รักษ์ส่วนพระองค์เข้ามาพบเขา เฉินม่อมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง แต่เพราะมีความสามารถและซื่อสัตย์ภักดีจึงได้มารับใช้อยู่ข้างกายเขาตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นองค์รัชทายาท นับว่าความสัมพันธ์ดุงดั่งพี่น้องเลยก็ว่าได้
“ฝ่าบาท”
เฉินม่อเดินเข้ามาในห้องบรรทมของเจ้านายตนอย่างนอบน้อม หลี่เฟยหลงที่เปลี่ยนอาภรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปหา
“สืบได้ความใดบ้าง?”
เฉินม่อมองหลี่เฟยหลงปราดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ในสุราที่ชินอ๋องส่งเข้าวังหลวงมา มีพิษเจือปนอยู่จริงๆพ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนว่าทางนั้นเพิ่งจะเริ่มลงมือ”
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าออกไปเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังท้องพระโรงทันที
ยามนี้เหล่าขุนนางกำลังยืนอยู่ในท้องพระโรงด้วยท่าทีกระวนกระวายไม่น้อย บางคนถึงกับลอบซุบซิบนินทากันว่านี่ก็สายมากแล้ว เหตุใดฝ่าบาทถึงยังไม่เสด็จมาเสียที ฝ่าบาทพระองค์นี้เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงไม่นาน แต่กลับทำตัวไม่ค่อยน่านับถือ ตื่นเสียสายโด่ปล่อยให้เหล่าขุนนางต้องมายืนรอเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน ที่เขาสามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรได้อย่างมั่นคงก็เพราะมีฉินไทเฮาคอยหนุนหลัง อีกทั้งพวกเขายังพูดกันว่าที่ฝ่าบาททรงเป็นเช่นนี้ก็เพราะฉินไทเฮาทรงเลี้ยงดูจนเสียผู้เสียคน แล้วยังมีชาติกำเนิดต่ำต้อย ไม่มีสง่าราศีของความเป็นเจ้าคนนายคนเลยด้วยซ้ำ ต่างจากชินอ๋องหลี่อู๋ชิงที่เกิดจากนางสนมชั้นสูง ท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม ใจดีมีเมตตาไม่น้อยเลย ดูแล้วยังเหมาะสมที่จะเป็นฮ่องเต้มากกว่าหลี่เฟยหลงเสียอีก
แต่เพราะหลี่อู๋ชิงรักหลานชายมากเขาจึงไม่ยอมช่วงชิงบัลลังก์กับหลานชายผู้นี้ ซ้ำยังออกหน้าปกป้องหลานชายอยู่หลายครั้ง นั่นยิ่งทำให้เหล่าขุนนางมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เหมาะสมกับตำแหน่งฮ่องเต้มากกว่ากัน
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
ไม่นานก็มีเสียงตะโกนของฉู่กงกงเอ่ยขึ้น ขุนนางทุกคนจึงรีบหยุดการซุบซิบนินทาและยืนเหยียดตัวตรงทันที หลี่อู๋ชิงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เหลือบตาไปมองหลานชายของตนเองทันที ก่อนจะลอบอุทานในใจเบาๆ
ฮ่องเต้น้อยบัดซบมันมาแล้ว!
หลี่เฟยหลงก้าวเดินเข้าไปในท้องพระโรงอย่างสง่าผ่าเผย โดยมีนางกำนัลและข้ารับใช้ยกถาดอาหารเดินตามเข้ามาไม่หยุด หลังจากนั่งลงบนบัลลังก์มังกรแล้ว เขาก็สั่งให้นางกำนัลเหล่านั้นวางอาหารลงบนโต๊ะทรงงาน และสั่งให้พวกนางออกไปทันที จากนั้นเขาก็จัดการคีบอาหารเข้าปากอย่างมีความสุข
เหล่าขุนนางถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ ตั้งแต่ฝ่าบาททรงขึ้นครองราชย์ก็มักทำวีรกรรมไม่ซ้ำอย่าง บางวันก็นั่งเสวยอาหารต่อหน้าขุนนางในท้องพระโรง บางวันก็เมามายนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว วันดีคืนดีก็เลิกประชุมเสียกลางคัน ช่างเป็นฮ่องเต้ที่ทรราชโดยแท้
หลี่เฟยหลงทำเป็นมองไม่เห็นสายตาที่มองมาของเหล่าขุนนาง เขายังคงคีบอาหารเข้าปากอย่างมีความสุข หลี่อู๋ชิงที่เห็นอย่างนั้นจึงก้าวออกมายืนข้างหน้าก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ขุนนางทุกท่านโปรดรอก่อนเถิด ส่วนฝ่าบาทก็ทรงเสวยให้พอพระทัยก่อนแล้วค่อยเริ่มทำงานก็ยังไม่สาย อย่างไรสุขภาพของพระองค์ย่อมต้องมาก่อน”
เหล่าขุนนางที่ได้ยินเช่นนั้นต่างลอบชื่นชมหลี่อู๋ชิงอยู่ในใจ ชินอ๋องช่างเป็นเสด็จอาที่แสนดียิ่งนัก ไม่เพียงรักหลานชายแต่กลับออกหน้าแทนเพราะเกรงว่าเหล่าขุนนางจะกล่าววาจาต่อว่าหลานชายของตนอีกด้วย
หลี่เฟยหลงที่กำลังกินอาหารอยู่พลันยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองหลี่อู๋ชิงด้วยแววตาที่ล้ำลึก
หลังจากขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานทุกอย่างก็ดูราบรื่นดี เสด็จอาผู้นี้ดีกับเขามาก หลี่อู๋ชิงเป็นองค์ชายที่เกิดกุ้ยเฟยผู้หนึ่งและยังเป็นพี่น้องต่างมารดากับเสด็จพ่อของเขา และยังภักดีต่อเสด็จพ่อของเขาเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นยังเอ็นดูเขาไม่น้อย เขาเองก็รักและเชื่อใจเสด็จอาผู้นี้มากจนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับฝันประหลาด ในฝันนั้นเขาเห็นแคว้นหลานซานมีแต่เพลิงไหม้ ราษฎรล้มตายเพราะไฟสงครามจากการก่อกบฏ และคนที่ก่อกบฏก็คือหลี่อู๋ชิงนั่นเอง!
ท่านอาที่แสนดีของเขา เบื้องหน้าแสร้งทำเป็นดีกับเขา แต่แท้จริงแล้วกลับมีใจคิดไม่ซื่อ อาศัยโอกาสตอนที่เขาเพิ่งขึ้นครองราชย์และอำนาจยังไม่มั่นคงพยายามเป่าหูเขา ให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ได้เรื่องต่างๆ นานา ภายนอกแม้จะออกหน้าปกป้อง แต่เบื้องหลังกลับมีใจคิดชั่ว ทำให้เหล่าขุนนางมองเขาไม่ดี เอาเขาไปเปรียบเทียบกับชินอ๋องผู้แสนดีอยู่เนืองๆ
จากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มติดสุราเคล้านารีจนเสียผู้เสียคน กลายเป็นฮ่องเต้ทรราช ฉินไทเฮาเอ่ยปรามเขาก็ไม่ยอมฟังซ้ำยังด่าทอนางอีกด้วย และสุรานั้นเสด็จอาผู้แสนดีก็เป็นคนนำมามอบให้เขาดื่ม
แต่แล้วเขากลับพบว่าสุราที่เสด็จอาของเขานำมามอบให้และอ้างว่าเป็นสุราชั้นดีนั้น แท้จริงแล้วผสมยาพิษเอาไว้ สุดท้ายเขาก็ถูกเสด็จอาที่แสนดีสังหารจนตายและช่วงชิงบัลลังก์ไปได้สำเร็จ แม้แต่ฉินไทเฮาและหลี่ซู่เหมยก็ยังไม่อาจรอดชีวิตไปได้
แรกเริ่มเขายังไม่เชื่อในความฝันนั้น แต่นานวันเข้ากลับเริ่มรู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงและอาจเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าที่มาเตือนเรื่องสำคัญกับเขา เขาจึงสั่งให้คนของตนลอบติดตามเสด็จอาอย่างลับๆ จนกระทั่งพบว่าเสด็จอาผู้นี้ไม่ได้หวังดีกับเขาด้วยใจจริง และในสุราก็มียาพิษผสมเอาไว้จริงๆ
แต่เขายังไม่รีบร้อนจัดการเสด็จอาผู้แสนดีตอนนี้หรอก เขาอยากจะลองเล่นสนุกกับเสด็จอาของตนให้สาแก่ใจเสียก่อน
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะเอ่ย
“เสด็จอามานั่งกินด้วยกันเถอะ มาๆ”
หลี่อู๋ชิงชะงักไปชั่วขณะ อยู่ดีๆ เด็กเวรนี่มาชวนเขากินข้าวด้วยทำไมกัน ร้อยวันพันปีมันก็กินคนเดียวไม่ใช่หรือ ที่ผ่านมาเขาต้องอดทนกับมันมาตลอด เพราะไม่อยากลุกขึ้นมาก่อกบฏจนทำให้คนมองตนไม่ดี จึงใช้วิธีที่แยบยลค่อยๆ ใส่ยาพิษผสมลงไปในสุราให้มันดื่มทีละน้อยเพื่อให้มันเข้าใกล้ความตายทุกวัน เมื่อมันตายตำแหน่งฮ่องเต้ก็จะตกเป็นของเขาโดยชอบธรรม โดยที่ไม่ต้องเปลืองแรงไปก่อกบฏให้วุ่นวาย
แล้วเหตุใดวันนี้เขาจึงรู้สึกว่าหลานชายผู้นี้ดูแปลกไปกันนะ
“ฝ่าบาททำเช่นนี้ไม่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เหมาะสมอันใดกัน เสด็จอาคิดมากเกินไปแล้ว ฉู่กงกง ไปนำอาหารมาให้เสด็จอาที อ้อ นำสุราที่เสด็จอามอบให้เข้ามาด้วย รินให้เสด็จอาดื่มสักสองสามจอก”
ฉู่กงกงรับคำก่อนจะให้คนนำอาหารและสุราเข้ามาทันที หลี่อู๋ชิงลอบกำมือแน่น วันนี้เหตุใดหลี่เฟยหลงจึงมีท่าทางแปลกไปเช่นนี้กันนะ
แต่ถึงแม้ในใจจะสงสัยมากเพียงใดเขาก็ทำได้เพียงเก็บซ่อนมันเอาไว้ไม่อาจแสดงออกมาทางสีหน้าได้ แต่ทว่าทุกการกระทำของหลี่อู๋ชิงกลับอยู่ในสายตาของหลี่เฟยหลงทั้งหมด
“ชินอ๋อง เชิญนั่งพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่กงกงเอ่ยกับหลี่อู๋ชิงด้วยท่าทางนอบน้อม แต่หลี่อู๋ชิงกลับไม่ยอมนั่งลง เขาปรายตามองสุราจอกนั้นด้วยสีหน้าที่วูบไหว ก่อนจะหันมาเอ่ยกับหลี่เฟยหรง
“ฝ่าบาท ดื่มสุรายามออกว่าราชการไม่เหมาะอย่างยิ่ง”
“ไม่เหมาะอันใดกัน ใครๆต่างก็บอกว่าเสด็จอารักข้าที่สุด ภักดีต่อข้าที่สุด ที่ข้าทำเช่นนี้เพราะเป็นห่วงท่านรู้หรือไม่ เสด็จอาอายุมากแล้ว อีกทั้งยังสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ข้าจะทนให้ท่านมายืนขาแข็งร่วมประชุมนานๆได้อย่างไรกันเล่า รีบนั่งลงเถอะ หากท่านไม่ดื่มไม่กินของที่ข้าตั้งใจนำมาให้ ข้าคงเสียใจแย่เลย เอาเถอะๆ ฉู่กงกง สั่งให้คนนำอาหารและสุราผลไม้มามอบให้เหล่าขุนนางพวกนั้นด้วยจะได้เท่าเทียมกัน ส่วนสุราที่เสด็จอามอบให้ก่อนหน้านี้ข้าจะเก็บไว้ดื่มกับเสด็จอาเท่านั้น”
ฉู่กงกงรับคำก่อนจะสั่งให้คนนำอาหารและสุรามามอบให้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงทันที เหล่าขุนนางไม่อาจทำอันใดได้จำต้องนั่งกินด้วยอย่างจนปัญญา บางคนแทบอยากจะอาเจียนออกมาแต่จำต้องกลืนลงไปเพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษ
“เสด็จอาท่านดูสิ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงเริ่มกินดื่มกันแล้ว มีแต่ท่านที่ยังนิ่งอยู่ ข้าน้อยใจยิ่งนัก หรือว่าท่านไม่รักข้าแล้ว”
“ฝ่าบาททรงคิดมากไปแล้ว กระหม่อมจะนั่งลงเดี๋ยวนี้”
“ดีมาก ฉู่กงกง ไปเอาสุรามาให้เสด็จอาเร็วเข้า รินสุราให้เต็มจอกไปเลย”
หลี่อู๋ชิงมือไม้สั่นเทาขณะยกสุราขึ้นมาดื่มจนหมดจอก เขาไม่อาจขัดใจเด็กเวรนี่ได้เพราะเหล่าขุนนางกำลังจับตามองดูอยู่ หากเขาแสดงพิรุธแม้เพียงน้อยอาจจะส่งผลเสียต่อแผนการที่วางเอาไว้ และเขาจะไม่ยอมให้แผนการของตนพังลงอย่างเด็ดขาด
หลี่เฟยหลงลอบยิ้มเยาะในลำใจ ในเมื่อลางบอกเหตุล่วงหน้าสัมพันธ์กับเรื่องเลวทรามของหลี่อู๋ชิงที่เขาสืบมาได้ แน่นอนว่าฝันนั้นคือความจริง
เขาจะทำตัวเป็นฮ่องเต้ทรราชต่อไป และจะปั่นหัวหลี่อู๋ชิงให้มันอยู่ไม่เป็นสุข
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงเอ่ยเร่งเร้าหลี่อู๋ชิงทันที
“ดื่มอีกสิเสด็จอา วันนี้พวกเรายังมีเวลาอีกมาก กินดื่มให้สาแก่ใจแล้วค่อยว่าราชการก็ยังไม่สาย ดื่มๆ”
เขาเดินลงมาจากบัลลังก์มังกร ก่อนจะทิ้งตัวนั่งข้างหลี่อู๋ชิงและยื่นจอกสุราของตนมาชนกับจอกสุราของเสด็จอา สุราในจอกของเขาไม่มีพิษและในสุราที่เขาให้หลี่อู๋ชิงดื่มก็ไม่มีพิษเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขาอยากจะหยอกล้อเสด็จอาบัดซบผู้นี้เสียหน่อย
หลี่อู๋ชิงเริ่มทนไม่ไหว ไม่นานเขาก็อาเจียนออกมาทันที
“เสด็จอา ท่านกินอะไรเข้าไป หรือว่าท้องไส้ไม่ดีขึ้นมา!”
หลี่อู๋ชิงหน้าซีดเผือด ในสุราที่เขานำมามอบให้แก่หลานชายแท้จริงแล้วมันมียาพิษผสมอยู่ การที่เขาดื่มเข้าไปเองเช่นนี้เท่ากับดื่มยาพิษฆ่าตัวตายชัดๆ
ยาแก้พิษอยู่ที่จวนชินอ๋อง เขาต้องรีบกลับจวนโดยด่วน!
“ฝ่าบาท อยู่ๆกระหม่อมก็เกิดรู้สึกมวนท้องขึ้นมา อยากจะอาเจียน กระหม่อมขอตัวกลับไปพักที่จวนก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฟยหลงยกมือขึ้นทาบอกตนเองพร้อมกับแสดงท่าทีตกใจ ก่อนจะเอ่ย
“ฉิบหาย! ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ดูสิเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าเสด็จอาเลย ท่านอย่าเพิ่งรีบกลับจวนเลย ข้าจะไปตามหมอหลวงมาตรวจท่านเอง คงต้องฝังเข็มสักหน่อยเผื่ออาการจะได้ดีขึ้น”
“หา!”
“หาอันใด หาหมอหรือว่าอยากหาเมียใหม่ โธ่ เสด็จอาโปรดรอสักครู่ให้ท่านหมอตรวจดูอาการท่านก่อนเถอะแล้วข้าจะมอบเมียใหม่ให้ ฉู่กงกงรีบไปตามท่านหมอที่มีฝีมือฝังเข็มเก่งกาจที่สุดในวังหลวงมาเร็วเข้า!”
หลี่อู๋ชิงถึงกับพูดจาไม่ออก เขาโกธรเสียจนจุกแน่นหน้าอกไปหมด
ไม่นานหมอหลวงก็มาถึง หลี่เฟยหลงจึงรีบส่งสัญญาณให้หมอหลวงมาทำการรักษาหลี่อู๋ชิงอย่างรวดเร็ว
“เร็วเข้า รีบมาฝังเข็มให้เสด็จอาของข้า ข้าเคยอ่านเจอในตำราเล่มหนึ่งเขียนบอกเอาไว้ว่าเวลาคนเรามีอาการมวนท้องหรืออยากจะอาเจียนต้องฝังเข็มที่ก้น เร็วเข้าจับเสด็จอาของข้าเอาไว้แล้วเปิดบั้นท้ายออก จัดการฝังเข็มเลย!”
“ฝ่าบาท!”
“เสด็จอาอย่าเพิ่งเอ่ยวาจาใดให้มากความเลย รีบให้ท่านหมอทำการรักษาก่อนเถอะ เสด็จอาอย่าทรงกังวลไปเลย ในท้องพระโรงแห่งนี้มีขุนนางอยู่กันเยอะแยะท่านไม่ต้องอายหรอก”
“ฝ่า….”
“เสด็จอาจะพูดอีกแล้ว รีบหาอะไรอุดปากเขาเร็วเข้า!”
กล่าวจบเขาก็สั่งให้คนหาผ้ามาอุดปากหลี่อู๋ชิงเอาไว้ ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะหึหึในลำคอ
หากไม่ใช่เพราะมีคนอยู่เต็มท้องพระโรงข้าคงใช้ฝ่าเท้าอุดปากเจ้าไปแล้ว!
หมอหลวงรีบจัดการฝังเข็มอย่ากล้าๆกลัวๆ แต่เมื่อหันไปเห็นสายตาพิฆาตของหลี่เฟยหลงที่มองมาเขาจึงไม่กล้าทำอิดออดอีก ขันทีช่วยกันจับตัวหลี่อู๋ชิงนอนคว่ำแล้วถอดกางเกงของเขาออก ปล่อยให้หมอหลวงฝังเข็มอย่างรวดเร็ว หลี่อู๋ชิงตาเหลือกแล้วแต่หลี่เฟยหลงกลับยิ้มกริ่มด้วยความสะใจ
“ให้ตายเถอะเสด็จอา เหตุใดก้นท่านจึงด้านเช่นนี้เล่า แล้วหมอหลวงจะฝังเข็มได้หรือไม่?”
หมอหลวงแทบทำเข็มหลุดมือ เขาพยายามตั้งสติก่อนจะปักเข็มลงไปบนก้นที่ด้านๆของหลี่อู๋ชิงพลางคิดในใจว่า
ด้านจริงๆ เข็มแทงแทบไม่ลง!
หลี่อู๋ชิงอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เขาเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ ไม่นึกเลยว่าตนเองจะต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์ทุเรศทุรังเช่นนี้!
เหล่าขุนนางต่างเบือนหน้าไปมองทางอื่น บางคนถึงกับครุ่นคิดว่า ชินอ๋องผู้สุภาพอ่อนโยนแท้จริงแล้วก็มีช่วงเวลาที่ก้นด้านเช่นเดียวกัน
เวลาผ่านไปราวครึ่งเค่อ ในที่สุดทุกอย่างก็แล้วเสร็จ หลี่อู๋ชิงนอนหมดสภาพอยู่กับพื้น หลี่เฟยหลงที่เห็นอย่างนั้นก็รีบเอ่ยกับเขาอย่างอ่อนโยน
“เสด็จอา ท่านช่างน่าสงสารยิ่งนัก ยามนี้ข้าไม่อาจปล่อยท่านกลับจวนได้เพราะเป็นห่วงท่าน”
เอ่ยจบเขาก็หันไปเอ่ยกับฉู่กงกงทันที
“ฉู่กงกงตกรางวัลให้หมอหลวง ส่วนเสด็จอาก็ให้เขานอนพักอยู่ด้านหน้าท้องพระโรงไปก่อน รอข้าว่าราชการเสร็จเมื่อใดค่อยดึงเข็มที่ก้นออกแล้วส่งเสด็จอากลับจวน เอาล่ะ พวกเรามาว่าราชการต่อกันเถอะขุนนางที่รักของข้า”
เหล่าขุนนางถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก ฝ่าบาท! พระองค์จะทรงว่าราชการโดยเปิดก้นด้านๆของชินอ๋องทิ้งเอาไว้เช่นนี้มันจะดีจริงหรือ
ด้านหลี่อู๋ชิงนั้นก็ได้ทำได้เพียงนอนหลับตาลงพลางด่าทอหลี่เฟยหลงอยู่ในใจเป็นร้อยเป็นพันครั้ง
เด็กเปรต ไอ้หลานอัปปรีย์
ตอนนี้เขาหายแล้ว ไม่อยากอาเจียนแล้ว แต่อยากตายแทน!
