บทที่ 4 หลบหนี
ยามนี้เหล่านางกำนัลน้อยต่างกำลังนั่งซุบซิบพูดคุยกันไปต่างๆ นานาว่าเพราะเหตุใดพวกตนจึงยังไม่ได้รับคำสั่งให้เข้าไปรับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์เสียที พวกนางอยากจะเห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่มรูปงามใจจะขาด แต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากต้องรอเพียงเท่านั้น
ด้านไป๋ซือเหมี่ยวนั้นกลับไม่ได้กระตือรือร้นอันใดเลยแม้แต่น้อย นางกลับคิดว่านี่ถือเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ เพราะนางจะได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้นอีกหน่อย
หญิงสาวยกถังน้ำไปรดน้ำต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้ตามทางเดินอย่างแคล่วคล่อง ก่อนจะมาทิ้งกายนั่งพักไม่ไกลจากนางกำนัลน้อยเหล่านั้น
โจวหลี่ฮวาเป็นบุตรสาวของหัวหน้านายทหารผู้หนึ่ง นางปรายตามองไป๋ซือเหมี่ยวอย่างดูแคลน นางย่อมรู้จักกับไป๋ซือเหมี่ยวเป็นอย่างดี เพราะบิดาของไป๋ซือเหมี่ยวเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของบิดานาง ฐานะครอบครัวของไป๋ซือเหมี่ยวก็ต่ำต้อย ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยการมองดูสีหน้าผู้คน แต่ไป๋ซือเหมี่ยวกลับหน้าตางดงามเป็นอย่างยิ่ง งามเสียจนนางรู้สึกริษยา แรกเริ่มที่ไป๋ซือเหมี่ยวเข้าวังหลวงมา นางยังแอบหัวเราะเยาะว่าคนหยาบกระด้างเช่นนี้น่ะหรือจะสามารถผ่านการคัดเลือกเข้ามารับใช้ฝ่าบาทได้ แต่ผู้ใดจะทราบกันเล่าว่าไป๋ซือเหมี่ยวจะได้รับการคัดเลือกเข้ามาจริงๆ
ด้วยหน้าตาที่งดงามของนาง จะต้องถูกตาต้องใจฝ่าบาทอย่างแน่นอน โจวหลี่ฮวาที่มีใจคิดฝันสูงจึงไม่อยากให้ไป๋ซือเหมี่ยวได้ดีเกินหน้าเกินตาตนเอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงหาทางยุแยงนางกำนัลคนอื่นๆให้พลอยเกลียดชังไป๋ซือเหมี่ยวไปด้วย
ไป๋ซือเหมี่ยวมีหรือจะไม่รู้ว่าโจวหลี่ฮวาไม่ชอบหน้าตน แต่นางคร้านที่จะใส่ใจ นางมาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ใครอยากจะได้ความโปรดปรานก็ช่างเถอะ แต่นางมาเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวเพียงเท่านั้น
โจวหลี่ฮวายกยิ้มมุมปาก นางถือกาน้ำชาร้อนเอาไว้ในมือ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆไป๋ซือเหมี่ยว หมายจะแกล้งเดินสะดุดล้มแล้วทำชาร้อนราดรดใบหน้าของอีกฝ่าย แต่ว่าไป๋ซือเหมี่ยวไม่ได้นอนหลับสนิท นางเป็นบุตรสาวของนายทหาร แน่นอนว่าท่านพ่อย่อมต้องเคยสอนวรยุทธ์เล็กๆ น้อยๆ ให้กับนางอยู่แล้ว นางจึงระแวดระวังตนเองมากกว่าสตรีน้อยธรรมดาทั่วไป
หญิงสาวเพียงเบี่ยงกายหลบเล็กน้อย โจวหลี่ฮวาที่ไม่ทันระวังตัวจึงเดินสะดุดก้อนหินและล้มหน้าคว่ำลงไปกับพื้นทันที หญิงสาวกรีดร้องเสียงหลงก่อนจะยกมือขึ้นลูบจมูกตนเองและพบว่าตอนนี้มีเลือดสีแดงฉานกำลังไหลออกมาจากจมูกของนางไม่หยุด นางกรีดร้องไม่เป็นภาษาก่อนจะกล่าวโทษไป๋ซือเหมี่ยวทันที
“ซือเหมี่ยว เจ้าแกล้งข้าใช่หรือไม่!”
ไป๋ซือเหมี่ยวลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรายตามองโจวหลี่ฮวาอย่างเบื่อหน่าย
“ข้านั่งของข้าอยู่ดีๆ ไปแกล้งเจ้าตอนไหนกัน ไหนเล่าหลักฐาน เจ้าเดินล้มเองยังจะมากล่าวโทษผู้อื่นเช่นนี้ ช่างปัญญาอ่อนยิ่งนัก”
“นังตัวดี! เจ้ามันก็แค่สตรีที่มีสายเลือดชั้นต่ำ อย่าคิดว่าจะชูคออยู่ในวังหลวงได้นานนัก ฝ่าบาทไม่มีวันชายตาแลเจ้าหรอก”
“ฝ่าบาทจะชายตาแลข้าหรือไม่ ข้าไม่สน ข้ามาที่นี่เพื่อพี่ชายของข้า ไม่ได้มาเพื่ออยากจะปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง โจวหลี่ฮวา อยู่ข้างนอกข้าอาจจะต่ำต้อยกว่าเจ้า แต่ยามนี้พวกเราอยู่ในวังหลวง สถานะย่อมเท่าเทียมกัน เป็นนางกำนัลเหมือน เจ้าเองก็ไม่ได้ต่างจากข้าเท่าใดนักหรอก แล้วเหตุใดข้าจะต้องกลัวเจ้าด้วยเล่า?”
“นี่เจ้า!”
“ทะเลาะอันใดกัน!”
อยู่ๆจางหมัวหมัวก็เดินเข้ามาตวาดใส่พวกนางเสียงดังลั่น ทำเอาเหล่านางกำนัลน้อยพากันรีบก้มหน้างุด ไป๋ซือเหมี่ยวเองก็รีบลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกัน
“พวกเจ้าทะเลาะอันใดกัน?”
“หมัวหมัว ไป๋ซือเหมี่ยวแกล้งข้าเจ้าค่ะ”
โจวหลี่ฮวารีบเอ่ยฟ้องทันที ไป๋ซือเหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียงเหอะในลำคอก่อนจะเอ่ยตอบ
“ข้าไม่ได้แกล้งนางเจ้าค่ะ นางเดินสะดุดล้มเอง ข้านั่งของข้าอยู่ดีๆ ไม่เชื่อหมัวหมัวก็ลแงสอบถามเอาความจากนางกำนัลคนอื่นได้เลยเจ้าค่ะ”
ในเมื่อคิดจะทำให้นางไม่สงบสุข เช่นนั้นนางก็ลากพวกพ้องของโจวหลี่ฮวาให้มารับเคราะห์ร่วมกันด้วย นางอยากจะรู้เหมือนกันว่าพอถึงเวลาที่ต้องถูกลงโทษแล้ว คนพวกนี้ยังจะเข้าข้างช่วยออกหน้าแทนโจวหลี่ฮวาอีกหรือไม่!
เหล่านางกำนัลคนอื่นๆ บางคนมาจากตระกูลต่ำต้อย บางคนก็เป็นเพียงบุตรสาวขุนนางชั้นผู้น้อย พวกนางล้วนถูกกำชับจากคนที่บ้านว่าในเมื่อเข้าวังหลวงมาแล้วก็อย่าได้ก่อเรื่อง เมื่อชั่งน้ำหนักภายในจิตใจแล้วพวกนางจึงพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของไป๋ซือเหมี่ยว โจวหลี่ฮวาหน้าซีดเผือด นางยังไม่ทันได้กล่าวคำแก้ตัวเป็นหนที่สองก็ถูกจางหมัวหมัวสั่งให้ไปยืนยกถังน้ำข้างกำแพงวังถึงสองชั่วยามเพื่อเป็นการลงโทษเสียแล้ว
จางหมัวหมัวปรายตามองนางกำนัลทุกคนที่ยืนอยู่ก่อนจะเอ่ย
“ยามนี้ฝ่าบาทยังไม่มีคำสั่งให้พวกเจ้าเข้าไปปรนนิบัติ อย่าได้คิดก่อเรื่อง ต่อไปหากใครกล้าทำเรื่องเช่นนี้อีกข้าจะไล่ออกจากวังหลวงไป เสีย หากไม่มีสิ่งใดแล้วก็แยกย้ายกันไปทำงานซะ!”
เมื่อสิ้นคำของจางหมัวหมัว เหล่านางกำนัลน้อยก็รีบสลายตัวจากไปทันที ไป๋ซือเหมี่ยวถอนหายใจออกมาเบาๆ นางยังรดน้ำต้นไม้ที่เหลือไม่เสร็จจึงคิดจะไปตักน้ำเพื่อนำมารดน้ำต้นไม้ต่อ
เมื่อมาถึงนางก็พบกับหลี่เฟยหลงที่กำลังนั่งเอนพิงต้นไม้พลางตกปลาอย่างสบายอารมณ์ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ขาดเป็นวงกว้าง ดูแล้วขันทีคนนี้ช่างน่าเวทนาไม่น้อยเลย
“พี่ชาย”
หลี่เฟยหลงหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นไป๋ซือเหมี่ยวก็ยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ
มาแล้วความสนุกเพียงหนึ่งเดียวในวังหลวงของข้า!
“น้องสาว เจ้ามาทำอันใดหรือ?”
“ข้ามาตักน้ำไปรดน้ำต้นไม้น่ะ พี่ชาย มาตกปลาเช่นนี้ไม่กลัวเจ้านายว่าเอาหรือ?”
นางเดินเข้ามาหาเขาพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม หลี่เฟยหลงพลันยิ้มตอบเล็กน้อย
“เจ้านายข้าอยากกินปลาพอดี เลยใช้ข้ามาตกปลาน่ะ ข้าตกมาได้หลายตัวเลยนะ เจ้าแบ่งเอาไปกินสักตัวสิ”
“ไม่ล่ะ พี่เก็บเอาไว้กินเถอะ”
เอ่ยจบนางก็รีบไปตักน้ำใส่ถังทันที หลี่เฟยหลงมองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนอกสนใจ เขาไม่คิดเลยว่านางจะแรงเยอะขนาดนี้ สามารถหิ้วน้ำได้สองถังโดยไม่บ่นว่าเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย พอตักน้ำเสร็จแล้ว ไป๋ซือเหมี่ยวก็ทิ้งกายลงนั่งข้างๆเขา
“กินสิ ขนมเปี๊ยะนี่อร่อยมากเลยนะถึงแป้งจะหยาบไปสักหน่อยก็เถอะ”
นางยื่นขนมมาตรงหน้าเขา หลี่เฟยหลงรับไปกินอย่างขอไปที ขนมนี้รสชาติห่วยแตกไม่น้อยเลย แต่ช่างเถอะ ในเมื่อนางตั้งใจแบ่งมาให้ เขาก็จะฝืนใจรับเอาไว้ก็แล้วกัน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอยู่นั้น ก็มีหัวหน้าขันทีผู้หนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี เมื่อขันทีผู้นั้นเห็นไป๋ซือเหมี่ยวและหลี่เฟยหลงกำลังนั่งสนทนากันอยู่ เขาก็ตวาดเสียงดังลั่น
“พวกเจ้าลอบนัดพบกันหรือ? รู้หรือไม่ว่าขันทีและนางกำนัลหากลอบนัดพบกันจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก!”
หัวหน้าขันทีผู้นี้ควบคุมดูแลเพียงกลุ่มทาสชั้นต่ำ จึงไม่เคยเห็นพระพักตร์ของฝ่าบาทมาก่อนและไม่รู้ว่าหลี่เฟยหลงเป็นผู้ใด เหล่าองครักษ์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็คิดจะเข้ามาทุบตีแต่หลี่เฟยหลงกลับส่งสายตาปรามเอาไว้ พวกเขาจึงหลบซ่อนตัวอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับเขยื้อน
ไป๋ซือเหมี่ยวตกใจจนตัวสั่น นางมองหัวหน้าขันทีผู้นั้นก่อนจะเอ่ย
“ท่านหัวหน้าขันทีเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงมาตักน้ำ ส่วนพี่ชายคนนี้มาตกปลาให้กับเจ้านาย พวกเราไม่ได้ทำอันใดไม่ดีเลยนะเจ้าคะ”
“คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้าหรือ คนที่ลอบนัดพบกันเช่นนี้ล้วนทำเรื่องอัปรีย์กันทั้งนั้น วันนี้ข้าจะลากตัวพวกเจ้าไปทำโทษ โดยเฉพาะเจ้าขันทีที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงผู้นี้ คิดจะแตะต้องสตรีของฝ่าบาท อย่าหวังว่าจะได้ตายดี!”
เอ่ยจบเขาก็ยกมือขึ้นหมายจะทุบตีหลี่เฟยหลง ไป๋ซือเหมี่ยวที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบดึงตัวชายหนุ่มเข้ามาหลบที่ด้านหลังของตน ก่อนจะยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางอกของหัวหน้าขันทีจนเขาล้มหงายท้องไปกับพื้น เมื่อรู้ว่าตนเองทำสิ่งใดลงไป นางก็ร้องอุทานในใจเบาๆ
ฉิบหายแล้ว!
หลี่เฟยหลงรู้สึกสนุกจนหัวใจเต้นถี่ระรัว น่าสนใจเป็นบ้าเลย! สตรีผู้นี้ ถึงกับกล้าถีบหัวหน้าขันทีเชียวหรือ
หัวหน้าขันทีเมื่อตั้งตัวลุกขึ้นมาได้ก็หมายจะเข้ามาทุบตีคนทั้งคู่ อีกทั้งยังสั่งการให้ขันทีคนอื่นๆรีบเข้ามาช่วยกันตามจับตัวพวกเขาอีกด้วย ไป๋ซือเหมี่ยวที่เห็นอย่างนั้นก็คิดในใจว่าพวกนางคงอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้ว อย่างน้อยควรหาทางหลบหนีเสียก่อน แม้ไม่รู้ว่าจะต้องไปหลบที่ใดแต่ก็ดีกว่าอยู่รอความตายที่นี่
ให้ตายเถอะ ทำไมถึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นกับนางกันนะ!
ไวกว่าความคิด นางรีบคว้าข้อมือของหลี่เฟยหลงและลากเขาออกวิ่งอย่างรวดเร็ว หลี่เฟยหลงไม่ลืมหันมาส่งสัญญาณให้องครักษ์ของตนจัดการขันทีน่ารำคาญพวกนั้นเสีย ส่วนตนก็ปล่อยให้ไป๋ซือเหมี่ยววิ่งลากไปตามทาง จนกระทั่งนางพาเขามาหลบที่โขดหินจำลองแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับป่าไผ่ท้ายวังหลวง
หญิงสาวหายใจเหนื่อยหอบ ก่อนจะหันมามองหลี่เฟยหลงที่กำลังนั่งหลบอยู่ข้างกัน เขาไม่ได้แสดงท่าทีเหนื่อยหอบเลยแม้แต่น้อย ช่างทำให้นางแปลกใจไม่น้อยเลย
“คงไม่มีผู้ใดตามมาแล้วกระมัง ให้ตายเถอะ ต่อไปข้าจะทำอย่างไรดีเล่า เขาจะต้องเอาเรื่องนี้ไปฟ้องจางหมัวหมัวแน่นอนเลย ชีวิตข้าจบเห่แล้ว ต้องโดนไล่ออกจากวังหลวงอย่างแน่นอน ต่อไปข้าจะไม่มีเบี้ยหวัดนางกำนัลไปรักษาพี่ชายและจุนเจือครอบครัวอีก คราวนี้คงไร้สิ้นหนทางแล้ว!”
นางเอ่ยพลางเอนหลังพิงกับโขดหินจำลองอย่างสิ้นหวัง หลี่เฟยหลงที่ได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอ่ยถามทันที
“เจ้ามีพี่ชายที่ล้มป่วยด้วยหรือ?”
ไป๋ซือเหมี่ยวหันมามองชายหนุ่มก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
“ใช่แล้ว บิดาข้าเป็นทหารชั้นผู้น้อย มารดาเป็นแม่ค้าขายผักในตลาด ส่วนพี่ชายของข้าล้มป่วยมานานแล้ว ที่ข้าเข้าวังหลวงมาก็เพราะอยากนำเบี้ยหวัดส่งกลับไปให้ที่บ้านเพื่อเป็นค่ายาให้กับพี่ชายเดิมทีข้าไม่อยากเข้าวังหลวงและไม่คิดที่จะมายั่วยวนฝ่าบาทด้วย เพราะข้ากลัวมาก ข้ากลัวว่าหากตนเองปรนนิบัติฝ่าบาทได้ไม่ดี อาจจะถูกลงโทษเอาได้”
“เจ้าไม่อยากเป็นสนมของฝ่าบาทหรือ?”
“สนมกับผีน่ะสิ สภาพข้าน่ะหรือจะเป็นพระสนมได้ ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่น หากผู้ใดมาได้ยินจะหัวเราะเยาะเอาได้!”
เอ่ยจบนางก็ยื่นมือมาหยิกเข้าที่แขนของเขาหนหนึ่ง อาจเพราะเมื่อครู่ผ่านเรื่องเลวร้ายด้วยกันมาทำให้นางเริ่มจะสนิทสนมกับเขามากขึ้น หลี่เฟยหลงไม่โกรธซ้ำยังอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้
ที่แท้นางเข้าวังหลวงมาก็เพราะอยากได้เงินไปรักษาพี่ชายนี่เอง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแววตาที่เขามองหญิงสาวตรงหน้าพลันอ่อนลงเล็กน้อย
“เจ้าจะไม่ถูกทำโทษหรอก ข้ารับรองได้”
ไป๋ซือเหมี่ยวหันมามอง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะว่าข้าเป็น...”
