ตอนที่ 4 แข่งขันล่าสัตว์
ตั้งแต่วันนั้น เจิ้งหลงก็ตื่นเช้ามาฝึกวรยุทธอย่างขยันขันแข็ง ฟ่านอี๋ลู่ได้ยินเสียงการซ้อมของเขา ช่วงวันแรกๆ เธอคิดว่าเขาคงโมโหที่ถูกดูแคลน แต่ตอนหลังเมื่อเห็นความตั้งใจของเขาเธอก็อดชื่นชมไม่ได้
“ลูกชายแม่จะเป็นเด็กดีแล้วสินะ” เธอมองเขาปากก็กินลูกผิงกั่ว ข้าวโพดและกล้วยไปพลาง
ขณะที่เขาซ้อมยิงธนูก็หันมาเห็นกวางน้อยกินผลไม้อย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากเขาโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เสี่ยวฉี มานี่” เขาออกคำสั่งเรียกกวางน้อย
ฟ่านอี๋ลู่ได้ยินเขาเรียกก็ไม่ได้คิดมาก ปากยังคาบลูกผิงกั่วเดินไปหาเขา
เจิ้งหลงเอื้อมมือมาแย่งผิงกั่วในปากของเธอ ก่อนนำไปวางไว้บนหัวที่มีตุ่มเขาเล็กๆ
“ยืนดีๆ นิ่งๆ” สั่งจบเขาก็เดินถอยหลังไปไกลหลายจั้ง
ฟ่านอี๋ลู่เหมือนจะเพิ่งนึกอะไรออก ปากก็ก่นด่าเขาไม่หยุด
“ไอ้เด็กบ้า เดี๋ยวเจอดีแน่ๆ คอยดู”
ยังว่าได้ไม่เท่าไหร่ลูกธนูก็เคลื่อนที่ผ่านอากาศด้วยความเร็วแทงเข้าไปยังลูกผิงกั่ว แรงของลูกธนูทำให้ผิงกั่วหล่นจากหัวของลูกกวาง
“ตกพื้นแล้วจะกินต่อได้อย่างไรล่ะ ซวยจริงวันนี้” กวางน้อยตาขวางมองไปยังเด็กหนุ่มผู้นั้น
หลังเป็นอิสระจากการเป็นเป้าของลูกธนู ฟ่านอี๋ลู่ก็ไม่รอช้ารีบวิ่งพุ่งใส่เจิ้งหลง เมื่อเข้าใกล้เขาเธอก็ยกขาคู่หน้าถีบอย่างแรง
‘ผลัก’ เสียงคนและกวางล้มลงบนพื้น ฟ่านอี๋ลู่ไม่ทันระวังกลิ้งจนแก้มไปชนกับริมฝีปากของเขา
เจิ้งหลงตกใจรีบผลักตัวเธอออกทันที
“ทำอะไรน่ะ สกปรก” เขาเอาแขนเสื้อมาเช็ดริมฝีปากอย่างรังเกียจ
“ถ้าไม่ชอบคราวหลังก็อย่าแกล้งแบบนี้ ไม่ชอบเช่นกัน เชอะ” กวางน้อยรีบลุกแล้วเดินนวยนาดเชิดหน้ากลับไปกินผลไม้ต่อ
“เล่นพิเรนทร์อยู่ได้โตจนป่านนี้ เด็กบ้านอื่นทำงานแต่งเมียเลี้ยงลูกแล้วเหอะ”
เจิ้งหลงมองตามหลังกวางที่ร้องโวยวายไม่หยุด จนกวางน้อยได้อาหารเข้าปากบริเวณตำหนักถึงได้เงียบสงบเช่นเดิม
ฟ่านอี๋ลู่จดจ่ออยู่กับผลไม้ได้ไม่นานก็มีถาดใส่ลูกท้อขนาดใหญ่มาวางตรงหน้า เธอเงยหน้ามองผู้ที่นำมาทันที
“เอ้า กินซะ จะได้หายตกใจ” เจิ้งหลงวางถาดลงแล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
“ทำดีก็เป็นแฮะ” ฟ่านอี๋ลู่มองเขาก่อนจะกินลูกท้ออย่างเอร็ดอร่อย
สามวันผ่านไป มีการจัดแข่งขันล่าสัตว์ระหว่างคนในราชวงศ์และขุนนางชั้นสูง เจิ้งหลงพาฟ่านอี๋ลู่ขึ้นรถม้าไปกับเขาด้วย
ระหว่างการเดินทาง ฟ่านอี๋ลู่ชะโงกหน้าออกนอกหน้าต่างรถม้า มองวิวทิวทัศน์และบรรยากาศสองข้างทาง
“อากาศดีจังเลย สดชื่น” เธอหายใจเข้าเต็มปอด ปล่อยให้สายลมปะทะใบหน้าตลอดทาง
“ทำแบบนี้เหมือนหมาเลยแฮะ แต่ไม่เป็นไร เป็นสักวันก็ได้”
เจิ้งหลงมองกิริยาของกวางน้อย นัยน์ตาของเขาซับซ้อนไม่สามารถคาดเดาความคิดได้
รถม้าเข้าสู่เขตล่าสัตว์ มีทหารคอยยืนต้อนรับสองข้างทาง ด้านหลังของทหารเป็นที่จอดรถม้าของขุนนาง ส่วนเจิ้งหลงมีบรรดาศักดิ์เป็นองค์ชาย พระราชโอรสของฮ่องเต้ จึงได้จอดรถม้าใกล้พลับพลาที่ประทับ
เจิ้งหลงลงจากรถม้าก่อนแล้วเดินตัวปลิวเข้าพลับพลา ปล่อยให้กวางน้อยกระโดดลงจากรถม้าเองไม่มีผู้ใดเหลียวแล
ฟ่านอี๋ลู่ก็ทำเป็นไม่สนใจ ในเมื่อไม่สนใจเธอ เธอก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเขาเช่นเดียวกัน
ระหว่างที่จะเดินเข้าพลับพลาที่ประทับสายตาของเธอหันไปมองยังศาลาที่นั่งของบรรดาขุนนางหนุ่ม
‘โอ้ สวรรค์’ ส่วนใหญ่เธอเจอแต่หนุ่มน้อย ถึงจะหน้าตาหล่อเหลาแต่ก็ยังถือได้ว่าเป็นเหมือนเด็กนักเรียนมัธยมปลายคาบระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่งปีสองที่ยังมีความดื้อและแสบซน แต่เมื่อมาเห็นบรรดาขุนนางหนุ่มที่รูปร่างหน้าตาดี บุคลิกภูมิฐาน วางตัวดีสมชายชาตรีเธอจึงหยุดมองจนละสายตาไม่ได้
‘ของดีรวมกันอยู่ตรงนี้นี่เอง’
ไม่รอช้า เธออาศัยความเป็นกวางน้อยเดินเข้าไปสำรวจศาลานั้น ชายหนุ่มแต่ละคนต่างก้มหัวแสดงความเคารพเนื่องด้วยทราบว่าเธอเป็นสัตว์เทพทั้งยังเป็นสัตว์คู่กายของท่านเทพเซียน
“หน้าตาดี มีมารยาท ให้นั่งเฝ้าทั้งวันก็ยอม”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้หาที่นั่งหย่อนสะโพก ก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเองลอยเหนือพื้นดิน เมื่อเหลือบตาดูจึงพบว่าถูกเจิ้งหลงอุ้มพาไปยังพลับพลาที่ประทับของเขา
ฟ่านอี๋ลู่ทำได้เพียงแต่ดิ้นรนขัดขืนด้วยความไม่พอใจ แต่ก็สู้แรงของเด็กหนุ่มไม่ได้
“ปล่อยนะ ปล่อย ฉันอยากอยู่ในศาลา”
“เสี่ยวฉี” เจิ้งหลงทำเสียงดุใส่กวางน้อย
“ฉงฉีอะไร ฉันชื่อฟ่านอี๋ลู่” เธอยอกย้อนเด็กหนุ่มที่หน้าตาบูดบึ้ง
“เดี๋ยวต้องออกไปล่าสัตว์แล้ว อยากไปเป็นเป้าธนูหรือ” สายตาคมกริบของเขาทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ทำไมต้องฆ่ามันด้วย ไม่มีมนุษยธรรม เมตตาธรรม ศีลธรรม สัตว์ก็รักชีวิต มีครอบครัวเช่นเดียวกับคน จะใจร้ายทำไม” เธอบ่นไม่หยุด ส่วนเจิ้งหลงก็จ้องมองเธอ แล้วครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เมื่อได้เวลา ฮ่องเต้เจิ้งเฟยก็ให้สัญญาณมือเพื่อเริ่มการแข่งขันล่าสัตว์ เหล่าขุนนางและบุตรหลานวัยดรุณล้วนแบกธนูขึ้นหลังม้าเตรียมมุ่งหน้าสู่ป่า ส่วนเจิ้งหลงไม่พกอาวุธใด เขาเดินจูงกวางน้อยเตรียมเข้าไปในป่า
“เขาจะทำอะไรของเขา” ฮ่องเต้เอ่ยถามฮองเฮาของตนจากบนพลับพลาที่ประทับ
“รอดูเถิดเพคะ เผื่อลูกเราจะโตขึ้น” ฮองเฮาหยิงซีกล่าวอย่างใจเย็น
สัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น ทหารที่เฝ้าปากทางเข้าก็ชูธงให้ทุกคนเตรียมพร้อมก่อนจะเปิดไม้กั้นปล่อยให้ผู้ร่วมแข่งขันขี่ม้าเข้าไปด้านใน
มีเพียงเจิ้งหลงที่เดินเอ้อระเหยลอยชายเข้าไปอย่างเชื่องช้า
ฟ่านอี๋ลู่มองหน้าเขาอย่างสงสัย “ไม่แข่งหรือ ก็ดีนะ ไม่ต้องทำบาป”
เดินไปได้สักพัก เจิ้งหลงก็พากวางน้อยไปซ่อนอยู่ในที่ลับตาผู้คน
“ถ้าไม่อยากให้สัตว์ป่าต้องถูกล่า เจ้าว่าต้องทำอย่างไร”
“พูดไปก็ไม่เข้าใจ” ฟ่านอี๋ลู่ตอบ เธอหันหน้าซ้ายขวาสอดส่องการกระทำของผู้อื่น
“ถ้าเจ้าไม่พูดข้าก็ไม่เข้าใจ” เจิ้งหลงจ้องกวางน้อยอย่างจริงจัง
“หา ฟังฉันเข้าใจด้วยหรือ” ฟ่านอี๋ลู่ตกใจตาเบิกโพลง ที่ผ่านมาเธอบ่นด่าเขาตลอด ถ้าเขาเข้าใจนี่มันหายนะชัดๆ
“อืม อย่าเปลี่ยนเรื่อง ตอบเรื่องที่ถามมาก่อน”
ฟ่านอี๋ลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แจ้งบอกสัตว์อื่นให้หาที่หลบภัย ตัวไหนใกล้เราให้มาหาเรา หมดเวลาแข่งก็พาออกไปพร้อมกัน”
“เจ้าคุยกับสัตว์อื่นได้ใช่หรือไม่” แววตาของชายหนุ่มจับจ้องที่ใบหน้าของกวางน้อย
“ฉันเป็นสัตว์ เอ๊ะ เหมือนด่าตัวเองอยู่เลย ฉันเป็นกวางก็ต้องพูดคุยกันได้สิ”
“เช่นนั้นเจ้าก็ติดต่อกับเหล่าสัตว์แล้วแจ้งให้พวกมันรู้เสีย”
ฟ่านอี๋ลู่ตกปากรับคำ เธอเรียกบรรดาแมลง นก และกระรอก สัตว์ตัวเล็กที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายของการแข่งขันให้ไปแจ้งเตือนสัตว์ในป่าให้หาที่ปลอดภัยหลบ ถ้าเธอไม่เรียกให้ออกมาก็ให้หลบอยู่เช่นนั้น
“เรียบร้อย” เธอบอกสัตว์ตัวอื่นๆ เสร็จก็เดินมาหาเจิ้งหลง
“เราต้องทำอะไรกันต่อ”
“นั่งคุยกัน” เจิ้งหลงตอบพร้อมก้มลงนั่งเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ ฟ่านอี๋ลู่หวาดหวั่นเล็กน้อยแต่ก็นั่งลงข้างเขา
“เจ้าไม่ใช่เสี่ยวฉี” ชายหนุ่มเริ่มเรื่องอย่างตรงประเด็น
ฟ่านอี๋ลู่ตกใจ “พูดอะไรซี้ซั้ว ทำไมฉันจะไม่ใช่เสี่ยวฉี”
เจิ้งหลงหันไปจ้องหน้ากวางน้อยที่สายตาตื่นตระหนก
“เจ้าไม่รู้หรือพี่เสี่ยวฉีเป็นตัวผู้ ฉีใช้เรียกกิเลนตัวผู้ แต่เสียงของเจ้าคือผู้หญิง”
“กะ ก็ท่านเทพเรียกฉันแบบนี้นี่ ฉันมาเกิดใหม่ร่างนี้ จะผิดได้อย่างไร”
“ท่านตาหยิบจิตวิญญาณมาผิดหรือนี่” เจิ้งหลงครุ่นคิด “เสร็จจากการแข่งขันนี้ข้าจะแจ้งท่านตาให้ทราบ”
ฟ่านอี๋ลู่ตกใจรีบยื่นหน้านำคางวางบนแขนของเขา “ถ้าแจ้งแล้วฉันจะเป็นอย่างไรต่อไป”
เจิ้งหลงมองท่าทางกวางน้อย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าไม่ส่งไปเกิดใหม่ ก็อาจสร้างกายหยาบจากจิตวิญญาณดั้งเดิมได้”
ฟ่านอี๋ลู่รีบคลอเคลียเขา “อย่าส่งไปเกิดใหม่เลยนะ ขอร่างเดิมเถอะ ขอท่านเทพให้ฉันที นะน้า”
“แล้วแต่เดิมเจ้าเป็นตัวอะไร” เขาดันหัวกวางน้อยให้ห่างจากแขนของเขา เพราะเกรงว่าน้ำลายของกวางจะเลอะเสื้อผ้าตน
“เป็นมนุษย์น่ะสิถามมาได้ เป็นผู้หญิงด้วยนะ” ฟ่านอี๋ลู่มุ่ยปากตอบ
เจิ้งหลงมองกวางน้อยอย่างพิเคราะห์ “อ่อ ท่านป้า” เขาจำได้ว่ากวางตัวนี้เดี๋ยวก็เรียกเขาว่า ‘ไอ้เด็ก...’ บ้างล่ะ ‘ลูกชาย’ บ้างล่ะ แสดงว่าอายุของเธอคงมากกว่าเขาเยอะ
“ตายแล้ว ใครป้ายะ” ฟ่านอี๋ลู่ขึ้นเสียงใส่อย่างโมโห “ฉันอายุแค่ยี่สิบสามปี อย่ามาเรียกว่าป้า”
เจิ้งหลงหัวเราะชอบใจ “ก็ได้ อาอี๋” เขายังไม่ทันรอเธอตกปากรับคำก็ชิงพูดต่อ “อายุเยอะกว่าข้าสี่ปี เรียกอาอี๋เหมาะสมแล้ว”
“ไม่สิ ต้องเรียกเจี่ยเจีย เข้าใจไหมว่าเจี่ยเจีย”
ฟ่านอี๋ลู่รีบเถียงไม่ยินยอม แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเจิ้งหลงกำหนดไว้แล้วว่าจะเรียกเช่นนี้
“ก็ได้ เจ้าเด็กน้อย” ฟ่านอี๋ลู่กัดฟันเรียกเขาว่าเด็กน้อยกลับบ้าง เขาจะได้ไม่พอใจเช่นกัน แต่สุดท้ายก็รู้ว่าเธอจะเรียกเขาอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ ในเมื่อมีเพียงเขาเท่านั้นที่ฟังออก
เจิ้งหลงมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาคำนวณเวลาแล้วลุกขึ้นยืน
“ไปเถอะ ใกล้หมดเวลาแล้ว” ก่อนที่เขาจะเดินนำฟ่านอี๋ลู่ออกจากเขตล่าสัตว์ เขาหันหลังมากำชับเธอ
“อย่าคลั่งไคล้บุรุษให้มากนัก มันทำให้ข้ารู้สึกขายขี้หน้า”
น้ำเสียงเรียบเฉยของเขากระตุ้นให้เธออยากแจกเขาสักหมัดสองหมัด เสียดายที่เป็นกวางเลยต่อยไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจวิ่งเอาหัวโหม่งเขา
เจิ้งหลงได้ยินเสียงวิ่งควบอยู่ด้านหลังเขาจึงเบี่ยงกายหลบทัน ดีที่ช่วงนี้เขาฝึกวรยุทธทุกวันจึงคล่องแคล่วว่องไว มิเช่นนั้นจากความสูงของกวางน้อยตัวนี้คงจะพุ่งใส่บั้นท้ายของเขาแน่ๆ
“อาอี๋ เจ้าอยากสัมผัสสะโพกของข้าหรืออย่างไร ฝันไปเสียเถอะ” เขาพูดเยาะเย้ยก่อนเดินอมยิ้มจากไป
ฟ่านอี๋ลู่ที่เสียหลักไปชนต้นไม้แทนได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ
“ไอ้เด็กบ้า อย่าให้แม่เอาคืนเชียวนะ”
เสียงสัญญาณหมดเวลาดัง ผู้เข้าร่วมแข่งขันแต่ละคนแทบไม่ได้สัตว์ติดไม้ติดมือกันมา ที่ล่าได้เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่ฟ่านอี๋ลู่จะกระจายข่าว
ฮ่องเต้เจิ้งเฟยมองจากพลับพลาที่ประทับด้วยความสงสัย เขาสังเกตเห็นพระราชโอรสของตนเดินมามือเปล่ามีเพียงกวางน้อยตัวเดียวที่เดินตามเขามา
“เกิดสิ่งใดขึ้น” เขาเอ่ยถามเจิ้งหลง
“กระหม่อมไม่อยากฆ่าสัตว์ สัตว์เหล่านี้ล้วนรักชีวิตของตนเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์” เจิ้งหลงตอบน้ำเสียงราบเรียบ
ขุนนางในที่นั้นบางคนยิ้มเยาะมุมปาก บอกว่าไม่อยากฆ่าสัตว์ แต่ในปีก่อนๆ ผู้ที่ล่าสัตว์จนได้รางวัลที่หนึ่งทุกครั้งก็คือเจิ้งหลง
นี่ไม่ใช่ว่า ล่าสัตว์ไม่ได้จึงหาข้ออ้างหรอกหรือ
“เจ้าทำให้สัตว์หลบหนีการล่าได้อย่างไร” ฮ่องเต้เอ่ยถามต่อ คิ้วของเขาเริ่มขมวดเป็นปม ในใจเริ่มรู้สึกถึงความหวังบางอย่าง
“ข้าบอกให้เสี่ยวฉีแจ้งแก่สัตว์ตัวอื่นให้หาที่หลบ”
ฮองเฮาหยิงซีลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น “เจ้าคุยกับเสี่ยวฉีได้จริงหรือ”
เจิ้งหลงไม่ตอบคำถาม เขาหันไปทางฟ่านอี๋ลู่
“เรียกสัตว์ที่อยู่แถวนี้มาถวายความเคารพแก่ฝ่าบาทและฮองเฮา”
ฟ่านอี๋ลู่ได้ยินก็ไม่รอช้า เธอรีบส่งเสียงร้องบอกให้สัตว์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมารวมกัน
เวลาผ่านไปไม่ถึงถ้วยน้ำชา กระต่ายป่า ไก่ป่า สุนัขจิ้งจอกและสัตว์อื่นๆ ก็ทยอยมารวมตัวกันหน้าพลับพลาที่ประทับ พวกมันหันหน้าไปทางฮ่องเต้และฮองเฮาก่อนหมอบกายลงเพื่อถวายพระพร
ระหว่างนั้นก็มีเสือโคร่งตัวใหญ่เดินอย่างสง่างามไปยังหน้าพลับพลาที่ประทับ มันคำรามสามครั้งก่อนหมอบกายลงตรงหน้าของฮ่องเต้และฮองเฮา
เจิ้งหลงพยักหน้ารับคำของเสือโคร่งตัวนั้น
“เสือโคร่งตัวนี้ดูแลสัตว์น้อยใหญ่ในเขตล่าสัตว์แห่งนี้ มาเพื่อถวายพระพรฮ่องเต้และฮองเฮา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
ขุนนางใหญ่น้อยและบุตรหลานที่ติดตามมา ตลอดจนทหารองครักษ์ล้วนเห็นภาพนี้ พวกเขารู้สึกทึ่งในความฉลาดและความจงรักภักดีของเหล่าสัตว์ หลายคนค้อมตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้เกียรติพวกมัน
ฮ่องเต้เจิ้งเฟยยิ้มยินดี เขาประกาศต่อหน้าสัตว์และขุนนางในที่แห่งนั้น จะยกเลิกการแข่งขันล่าสัตว์ตั้งแต่บัดนี้และจะทำให้สถานที่ล่าสัตว์กลายเป็นแหล่งเรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าเพื่อสามารถดำรงชีวิตอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
พร้อมกันนั้นเขายังประกาศ
“องค์ชายเจิ้งหลง โอรสองค์โตของข้าสามารถพูดคุยกับสัตว์ได้แล้ว นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เมื่อเขามีพลังเทพ ข้าก็จะแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท”
เหล่าขุนนางที่ได้ยินส่วนใหญ่ล้วนตื่นเต้นดีใจ องค์ชายเจิ้งหลงที่เหมือนเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเช่นเดียวกับพวกเขา ตอนนี้กลับสามารถพูดคุยสื่อสารกับสัตว์ต่างๆ ได้แล้ว คาดว่าความสามารถอื่นๆ อีกไม่นานคงจะมีขึ้นตามมา เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาเป็นกังวลคือนิสัยที่เหลวไหลเกเรขององค์ชายเจิ้งหลง ไม่รู้ว่าเมื่อเจริญชันษามากขึ้นจะหายไปหรือไม่
เจิ้งหลงไม่สนใจท่าทางของคนรอบข้าง เขายกจอกเหล้าชูขึ้นเหนือศีรษะของตน
“ผู้ใดดีใจก็เชิญดื่ม” กล่าวจบเขาก็ยกจอกเหล้ากระดกเข้าปาก
ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นก็รีบให้กงกงส่งจอกเหล้าแก่ตน เขาหันไปทางศาลาขุนนางทั้งสองฝั่งของพลับพลาที่ประทับ
“ดื่มๆ”
“เจ้าเด็กนิสัยเสีย จะมารยาทดีบ้างได้หรือไม่” ฟ่านอี๋ลู่ยืนบ่นอยู่ด้านหลังเขา
“เช่นนั้นอาอี๋ก็สอนข้าสิ” เขาพูดโดยไม่หันหลังมองคู่สนทนา แต่เบี่ยงกายไปบอกให้เหล่าสัตว์ที่มาทยอยเดินทางกลับให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
• อาอี๋ เป็นคำเรียก หมายถึง คุณน้าเจี่ยเจีย หมายถึง พี่สาว
