บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 เทศกาลอาหาร

รถม้าคันใหญ่เคลื่อนที่อย่างช้าๆ ผู้คนพากันเดินหลบเลี่ยงอยู่สองข้างทาง เมื่อถึงหน้าหอเจินซิวก็หยุดลงตามคำสั่งเจ้าของรถม้า

เจิ้งหลงเปิดผ้าม่านถามองครักษ์ “ที่นี่มีอะไร ทำไมถึงได้ครึกครื้นนัก”

หน้าหอเจินซิว ร้านอาหารระดับภัตตาคารชั้นหรูอันดับหนึ่งของเมืองหลวงมีผู้คนมากมายและบรรยากาศครึกครื้นกว่าทุกวัน ต่างจากในยามปกติที่มีเพียงบุรุษและสตรีชั้นสูงเข้าไปเป็นแขกรับประทานอาหาร

องครักษ์ลงไปสอบถามก็ได้ความมารายงาน

“กราบทูลองค์ชาย วันนี้ที่หอเจินซิวจัดเทศกาลอาหาร มีอาหารจากหลายเมืองและหลายแคว้นมาให้ซื้อและให้ลองชิมพะย่ะค่ะ”

เจิ้งหลงเพ่งมองเข้าไปในหอเจินซิว จากนั้นเขาก็เหลือบมองกวางน้อยที่ยืนสูดกลิ่นอาหาร น้ำลายแทบจะหยดออกมาจากปาก

“ข้าจะเข้าไปชมงาน” เขาบอกองครักษ์พลางลุกขยับกายลงจากรถม้า

ผู้ที่มาเที่ยวที่หอเจินซิวต่างตื่นตระหนก พวกเขาได้ยินกิตติศัพท์ว่าองค์ชายใหญ่เจิ้งหลงโมโหร้ายและขี้หงุดหงิดเป็นที่สุด หลายคนรีบปรี่ออกมาจากหอเจินซิวเพื่อหลบเลี่ยง แต่หลายคนก็ทำตัวเล็กลีบไม่ให้เป็นที่สนใจอยู่ภายในหอ

เมื่อเจิ้งหลงลงจากรถม้า บรรดาองครักษ์ก็เข้าแถวเรียงกันสองฝั่งตั้งแต่รถม้าจนถึงประตูทางเข้า

สายตาเย็นเยียบมองไปยังกวางน้อยที่ยืนด้านข้างรถม้า

“จะเข้าหรือไม่”

ฟ่านอี๋ลู่แม้จะไม่ชอบพฤติกรรมเช่นนี้ของเขาแต่เธอก็พยักหน้าและเดินตามหลังเขาทันที

“ทำตัวอย่างกับมาเฟีย ใหญ่คับฟ้าเลยหรือไร เหอะ” ถึงกระนั้นเธอก็ไม่วายที่จะบ่นงึมงำ

ชายหนุ่มข้างหน้าหยุดเดินกะทันหัน ฟ่านอี๋ลู่ไม่ได้สังเกตจึงชนหลังเขาอย่างจัง เธอสะบัดหัวจากสัญชาตญาณ

“เซ่อซ่า” เขาพูดโดยที่ไม่ได้หันมามองลูกกวางแม้แต่นิดเดียว

กวางน้อยด้านหลังได้แต่กัดฟันและทำปากขมุบขมิบต่อว่าเด็กหนุ่มโดยไม่ให้มีเสียงลอดออกมา

สามีภรรยาตระกูลเหลิ่งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยะของหอเจินซิวรีบออกมาต้อนรับองค์ชายเจิ้งหลง ใบหน้าของคนทั้งคู่เต็มใบด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ดูออกว่าไม่ได้มาจากใจจริง

เจิ้งหลงไม่สนใจคนทั้งสอง เขาเดินอ่านรายการอาหารที่นำมาจัดในเทศกาลก่อนไปนั่งที่โต๊ะรับรองของตน

เขาบอกกับเถ้าแก่ที่ยังยืนยิ้มเหงื่อตกอยู่ด้านข้าง

“เอาหมั่นโถวมาทุกชนิด”

เถ้าแก่รีบกระวีกระวาดไปบอกพ่อครัวอย่างรวดเร็ว

“ข้าเห็นเจ้ากินหมั่นโถวเมื่อวานดูเหมือนว่าชอบยิ่งนัก วันนี้กินให้เต็มที่เลยนะ ไม่หมดไม่กลับ” เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ใส่กวางน้อย

ฟ่านอี๋ลู่เพียงแต่กระพริบตาตอบ ไม่แสดงอาการอย่างอื่นออกมา เธอไม่แน่ใจว่าเขาทำด้วยใจจริงหรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง

ผ่านไปไม่นานอาหารก็ถูกนำขึ้นโต๊ะ ของสำหรับเจิ้งหลงมีหลายอย่างจนหาที่วางบนโต๊ะแทบไม่ได้ ส่วนของลูกกวางตัวน้อยมีหมั่นโถวเยอะจนเรียกได้ว่ามาเป็นกะละมัง !

ฟ่านอี๋ลู่มองหมั่นโถวตรงหน้าด้วยความตกใจ

“กระเพาะอาหารฉันเล็กนิดเดียวจะยัดหมดได้ยังไง นี่มันสั่งประชดนี่”

สายตาคนบนโต๊ะมองท่าทางของกวางน้อยที่ตกใจ เขาอมยิ้มเล็กน้อย

“ค่อยๆ กินนะ ไม่พอสั่งเพิ่มได้”

ฟ่านอี๋ลู่หันมาทางคนพูด

“ไม่หมดห่อกลับได้ไหม เอากลับเถอะ เสียดายของ” เห็นเจิ้งหลงคีบตะเกียบชิมอาหารไม่สนใจ เธอหน้ามุ่ยครู่หนึ่งจึงลงมือกินอย่างตั้งอกตั้งใจ

ไม่ช้าไม่นานหมั่นโถวในถาดอาหารของเธอก็หมดเกลี้ยง เธอตะลึงกับความอยากอาหารของตนเองก่อนที่จะนั่งลงแผ่ผึ่งพุง

“ไม่เคยกินจนจุกขนาดนี้มาก่อนเลย” เธอลุกขึ้นมาก่อนใช้เท้าทั้งสี่กระโดดขึ้นลงพร้อมกัน “รีบๆ ย่อยซะ”

เจิ้งหลงเห็นท่าทางกระโดดของกวางน้อยก็แอบขำ เขาส่งสัญญาณมือให้องครักษ์ของตนเงียบๆ

หลังจากรับประทานอาหารที่หอเจินซิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจิ้งหลงก็เดินเที่ยวชมตลาดโดยมีทหารและเหล่าองครักษ์เป็นผู้เปิดทาง มีกวางน้อยฟ่านอี๋ลู่เดินตามหลังเขาอีกที

“ก็ยังดีกว่าใช้รถม้า แต่ก็ยังถือว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ มาเฟียบนท้องถนนอยู่ดี” ฟ่านอี๋ลู่พูดก่อนสอดส่ายสายตาดูร้านค้ารอบๆ อย่างเพลิดเพลิน

“หูย แพะย่างหอมยั่วมาก เป็ดย่างหนังกรอบๆ ก็น่ากิน” ฟ่านอี๋ลู่จากที่อิ่มอยู่แต่เมื่อเห็นอาหารอื่นที่วางขายตามท้องถนนก็อดน้ำลายไหลไม่ได้

บรรดาทหารและองครักษ์ต่างมองลูกกวางเทพตัวนี้ด้วยความสงสัย พวกเขาเห็นมันเดินหันหน้าไปมากลืนน้ำลายและส่งเสียงร้องอยู่บ่อยครั้ง มันอยากกินเนื้อสัตว์อย่างนั้นหรือ มันเป็นสัตว์กินพืชนะ

หรือว่าสัตว์เทพกินได้ทั้งเนื้อและพืช พวกเขาจำต้องเก็บความสงสัยนั้นไว้

ฟ่านอี๋ลู่มองไปมาได้ไม่นาน เจิ้งหลงก็หยุดเดินอีกครั้ง

“เจ้าเซ่อ” เขาหันมาเรียกกวางน้อย

“ใครเซ่อ ฉันชื่อเสี่ยวฉี ชื่อเดิมคือฟ่านอี๋ลู่ กรุณาเรียกให้ถูกด้วย” กวางน้อยแกล้งทำหูทวนลม

“เจ้าตะกละ” “เจ้าอ้วน” “เจ้าหมู” เขาระดมเรียกเธอพร้อมกับกวักมือ

เธอเมินหน้าหนีไม่สนใจเขา ก่อนจะได้ยิน

“ก็นึกว่าอยากกินถังหูลู่ ไม่เป็นไรข้ากินเองก็ได้” เขายกมือที่ถือถังหูลู่อยู่สี่ไม้ ก่อนจะแบ่งเอาเข้าปากตนเองหนึ่งไม้

กวางน้อยรีบวิ่งเข้าไปงับแขนเสื้อเขา “ขอด้วยๆ”

เขาอมยิ้มพึงพอใจ รูดเฉ่าเหมยถังหูลู่ป้อนเข้าปากกวางน้อยทีละลูก

“ให้ทั้งไม้ไม่ได้หรอก เดี๋ยวทิ่มปาก” เขาทำท่าเป็นผู้ใหญ่ดุเธอ

ฟ่านอี๋ลู่รู้สึกถึงความห่วงใยในคำพูด มองใบหน้าของเขาอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก ‘อืม เด็กคนนี้หน้าตาใช้ได้แฮะ หล่อดี’

“ขอบคุณ” เธอส่งเสียงร้องบอกเขา แม้รู้ว่าเขาจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็เป็นมารยาทที่เธอควรทำ

ในค่ำคืนนั้นเป็นค่ำคืนที่เธอนอนหลับฝันดี เธอฝันถึงอาหารมากมาย นางกำนัลยกมาปรนเปรอไม่รู้จักหมด อีกทั้งเธอไม่ต้องกินเอง มีหนุ่มหล่อคอยป้อนเข้าปาก “ค่อยๆ กินนะครับ” หน้าชายหนุ่มในฝันค่อนข้างเลือนลางก่อนที่จะชัดขึ้นจนเธอสะดุ้งตื่น

“เจ้าเด็กบ้า ทำไมต้องเป็นไอ้เด็กคนนี้ที่ฝันถึงด้วยนะ” เธอหงุดหงิดอยู่สักพักก่อนจะล้มตัวลงนอนต่อ

“กินเยอะๆ จะได้โตไวๆ นะเด็กดี” เจิ้งหลงยื่นมือมาลูบหัวกวางน้อยอย่างอ่อนโยน

“อ้าม” ฟ่านอี๋ลู่อ้าปากเคี้ยวลมไม่รู้ตัว เธอฝันถึงเขาอีกแล้ว

ตื่นขึ้นมาตอนเช้ารู้สึกเมื่อยกราม เธอไม่เข้าใจว่าเมื่อวานก็ไม่ได้กินเยอะมากแต่ทำไมถึงรู้สึกปวดเมื่อยในช่องปาก

ในตอนที่กำลังจะลุกจากเบาะนอน เธอก็สังเกตว่าขนาดตัวของเธอใหญ่กว่าเบาะนอนมาก

“ใครแกล้งฉันเอาเบาะเล็กมาให้นอนกัน” เธอบ่นก่อนจะลุกออกจากห้องนอน

ขณะที่เดินเธอก็สังเกตเห็นสายตาของนางกำนัลและขันทีมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เธอเดินมาถึงโต๊ะเสวยของเจิ้งหลง เห็นเขาก็มองเธอด้วยความประหลาดใจ

“เมื่อวานกินเยอะสินะ ถึงได้โตเร็ว แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเป็นกิเลนสักนิด” เจิ้งหลงพูดพลางโยนหมั่นโถวให้เธองับกลางอากาศ

“ไอ้เด็กบ้า ฉันไม่ใช่หมานะ” เธอต่อว่าแล้ววิ่งไปงับหมั่นโถวก่อนที่มันจะตกลงพื้น

“ฮ่า ฮ่า” เด็กหนุ่มหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นท่าทางของกวางน้อย

วันนี้เจิ้งหลงเข้าเรียนตามปกติ ที่ผิดปกติคือกวางน้อยที่ตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จากวันก่อนที่คนในสำนักศึกษาเห็นคือตัวสูงกว่าหัวเข่าของเจิ้งหลงนิดเดียว วันนี้กลับสูงถึงบริเวณโคนขาอ่อนของเขาแล้ว

“องค์ชาย เจิ้งหลง” เสียงร้องโหยหวนของจางอี้ชินดังขึ้น

เจิ้งหลงชะงักฝีเท้า หันไปเห็นใบหน้าที่ปูดบวมดวงตาฟกช้ำเป็นวงสีเขียวอมม่วงของจางอี้ชิน รายรอบตัวเขามีเสียงหัวเราะเยาะของบุตรขุนนางที่หมั่นไส้เขา

“โดนอะไรมา” เจิ้งหลงถามไม่สนใจเสียงหัวเราะที่ดังขึ้น

“เจ้าพวกเด็กนิสัยเสีย หัวเราะเยาะผู้อื่นจะเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศชาติได้อย่างไร แค่นี้ก็ไม่สามัคคีกันแล้ว” ฟ่านอี๋ลู่บ่นเหมือนคนแก่ไม่มีผิดเพี้ยน

“ยังดีที่เจ้าเด็กบ้าไม่หัวเราะ ยังมีคุณธรรมในใจอยู่บ้าง”

“เมื่อวานข้าถูกพวกอันธพาลสกุลเการังแกมา ข้าสู้ไม่ได้เพราะพวกมันหมาหมู่ องค์ชาย อาหลงเจ้าต้องช่วยข้านะ” เขาทิ้งกายลงนั่งกอดขาเจิ้งหลงร้องไห้ฟูมฟายเรียกคะแนนความสงสาร

“นี่ก็เสแสร้งเกิน” ฟ่านอี๋ลู่พูดเบาๆ

“เล่ามา” เจิ้งหลงยังคงถามต่ออย่างใจเย็น

จางอี้ชินเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย ปกติเจิ้งหลงได้ยินเช่นนี้ต้องรีบพาองครักษ์ไปจัดการให้เขาแล้ว เหตุใดวันนี้ถึงดูใจเย็นนัก

“เกาฟู่แย่งสตรีที่หอไป่เหลียนกับข้า เขาบอกกับข้าว่าพวกสำนักศึกษาเรียนแต่ใช้สมอง ไม่เน้นใช้กำลัง มีแต่พวกอ่อนแอ ขนาดองค์ชายใหญ่ก็อ่อนแอ อะไรๆ ก็เรียกใช้แต่องครักษ์” สายตาคนฟ้องสังเกตผู้ฟังอยู่เป็นระยะ

“เช่นนั้นหรือ ไว้เลิกเรียนข้าจะจัดการให้” เจิ้งหลงตอบก่อนก้มลงแกะมือของจางอี้ชินออกจากขาแล้วเดินเข้าห้องเรียน

ระหว่างทาง ดวงตาของเขาก็มองเหล่าคนที่หัวเราะเยาะจางอี้ชิน

“ถ้าพวกเจ้ายังกระทำกิริยาเช่นนี้อีก คาดว่าแม้แต่สหายสักคนก็คงไม่มี” เขาเอ่ยเสียงเข้ม

“ดุได้ดี” ฟ่านอี๋ลู่เอ่ยชมเจิ้งหลง เธอเดินตามหลังเขาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม

หลังเลิกเรียน จางอี้ชินก็นำเจิ้งหลงเดินทางไปยังหอไป่เหลียน เขาเชื่อว่าคนอย่างเกาฟู่น่าจะยังอยู่ที่นั่น เกาฟู่เป็นบุตรชายเจ้ากรมโยธา เขามักติดตามบิดาออกไปทำงานข้างนอกเสมอเลยเรียนอยู่ที่จวน ไม่ได้มาเรียนสำนักศึกษาในวังหลวง

เมื่อถึงหอไป่เหลียน เจิ้งหลงก็พยักหน้าให้กับองครักษ์ก่อนที่องครักษ์จะเข้าไปลากตัวเกาฟู่ออกมาจากหอไป่เหลียน

“เจ้าเป็นถึงองค์ชายยังจะมารังแกคนไม่มีทางสู้ ให้องครักษ์นำข้าออกมาไม่แน่จริงนี่” เกาฟู่ตะโกนใส่ ตั้งใจเรียกให้ผู้คนมามุงดู

“มือของข้าไม่จำเป็นต้องแตะต้องคนเช่นเจ้า” เจิ้งหลงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เหอะ คนประเภทนี้ต้องเจอตัวต่อตัวจะได้หลาบจำ และจะได้ไม่นำไปพูดว่าเราขี้ขลาด” ฟ่านอี๋ลู่เอ่ยพลางเดินไปข้างรถม้าที่เจิ้งหลงนั่งอยู่ เธอชะโงกหน้าเข้าไปงับเสื้อของเจิ้งหลงและดึงเขาออกมา

“เจ้าจะทำอะไร” เจิ้งหลงมองกวางน้อยอย่างสงสัย

ผู้คนที่มามุงดูได้ยินเสียงกวางน้อยร้องโวยวายเป็นภาษากวางราวกับต้องการสื่อสารอะไรบ้างอย่าง

“สู้กับมันตัวต่อตัว ลูกผู้ชายหน่อย” ฟ่านอี๋ลู่ไม่สนว่าคนอื่นจะเข้าใจที่เธอพูดหรือไม่ เพียงแค่ได้พูดเธอก็มีความสุขแล้ว

เจิ้งหลงลงจากรถม้าตามแรงดึงของฟ่านอี๋ลู่ เขายืนเผชิญหน้ากับเกาฟู่ สายตาเย่อหยิ่งจองหองทำให้บุรุษตรงข้ามโมโหจนร่างสั่นเทา

“ข้าแน่จริง ไม่ต้องถึงมือองครักษ์ก็ได้ แค่ข้าก็พอ” เจิ้งหลงพูดพร้อมตั้งท่ารับจากเกาฟู่

ทุกสายตาจับจ้องการต่อสู้ระหว่างองค์ชายใหญ่เจิ้งหลงกับเกาฟู่บุตรเจ้ากรมโยธา

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเกาฟู่ก็ล้มลงกองอยู่บนพื้นสภาพเนื้อตัวสะบักสะบอม

“เก่งมากลูกแม่ แต่ต้องฝึกอีกเยอะๆ นะ ฝีมือยังไม่ได้ดีเท่าไหร่” ฟ่านอี๋ลู่กล่าวชื่นชม หากยกสองขาหน้ามาปรบมือได้เธอคงทำนานแล้ว

“ยังดีที่ตอนนี้ข้าไม่ค่อยได้ซ้อมวรยุทธ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะแพ้เพียงแค่กระพริบตา” เจิ้งหลงพูดน้ำเสียงจองหอง หลายคนที่ได้ยินล้วนคิดว่าเขากำลังโอ้อวดเกินจริง สีหน้าแสดงออกว่าไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด

“เจ้าคนพวกนี้ คงต้องให้เห็นกับตาจึงจะเชื่อสินะ ฉันก็หนึ่งคน ถ้าไม่เห็นก็ไม่เชื่อ” เสียงของฟ่านอี๋ลู่ที่เริ่มต้นพูดเหมือนโมโหแทนเจิ้งหลง แต่ตอนท้ายกลับฟังดูคล้ายเข้าข้างคนพวกนั้น

พูดจบกวางน้อยก็เข้าไปทำท่าทางกระโดดดีใจรอบๆ เจิ้งหลง

“ทำได้ดีก็ต้องชื่นชม”

• เฉ่าเหมย หมายถึง สตรอว์เบอร์รี่ ผิงกั่ว หมายถึง แอปเปิ้ล

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel