ตอนที่ 5 วัยเจริญพันธุ์
ระยะทางจากเขตล่าสัตว์และเมืองหลวงแม้ไม่ห่างไกลกันนัก แต่เจิ้งหลงก็ยังไม่กลับวังหลวง เขาเลือกที่จะพักค้างคืนก่อนที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น
ทั้งยังมีขุนนางหนุ่มอีกหลายคนที่ยังอยู่ต่อ พวกเขาก่อกองไฟพูดคุยสัพเพเหระ ไม่ได้มีโอกาสบ่อยนักที่พวกเขาจะได้พบปะสังสรรค์กันเช่นนี้
เจิ้งหลงไม่ได้เข้าไปพูดคุยกับผู้ใด เขาปลีกตัวออกไปนั่งรับลมชมวิวริมลำธาร สักพักก็เอนกายนอนลงกับพื้นจ้องมองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ มีดวงดาวมากมายส่องประกายระยิบระยับ
การเป็นมนุษย์ได้แต่นอนมองท้องฟ้า แต่ถ้าเป็นเทพเซียนเขาสามารถเดินทางผ่านหมู่ดาวได้ดั่งใจนึก เขาควรจะขวนขวายดีหรือไม่นะ
“คิดอะไรอยู่” ฟ่านอี๋ลู่นั่งลงแหงนหน้ามองตามสายตาของเขา
“เปล่า” เขาปฏิเสธไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ความคิดตน
กวางน้อยมองหากลุ่มดาวที่รู้จัก
“ฉันมาในสมัยที่มนุษย์สร้างยานพาหนะที่สามารถออกไปสำรวจดวงจันทร์และดาวดวงอื่นๆ ได้”
เจิ้งหลงเหลือบสายตาจ้องมองเธอรอฟังต่อ
“มนุษย์ที่เดินบนดวงจันทร์คนแรกชื่อนีล อาร์มสตรอง เขาออกเดินทางจากโลกใช้เวลาประมาณ 110 ชั่วโมง อืม คิดเป็น 55 ชั่วยามถึงได้เหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์”
“รู้อะไรไหม” ฟ่านอี๋ลู่เอ่ยคำถามแก่เจิ้งหลง
“ว่า”
ฟ่านอี๋ลู่หันไปทำหน้าจริงจังกับเขา “คนที่เดินทางไปดวงจันทร์ไม่เคยพบเทพธิดาฉางเอ๋อและกระต่ายที่นั่น”
เจิ้งหลงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “น่าจะดวงจันทร์คนละดวง หรือพูดง่ายๆ คือคนละมิติ เทพเซียนก็ไม่ได้อยากเจอใครต่อใครมาเยือนถึงหน้าบ้านหรอกนะ”
“แล้วเจ้าไม่อยากเป็นเทพหรือ”
“เป็นแล้วอย่างไร ไม่เป็นแล้วอย่างไร” เจิ้งหลงหลับตา
“ถึงอย่างไรข้าก็ต้องปกครองเมืองมนุษย์อยู่ดี”
ฟ่านอี๋ลู่เอนนอนข้างกายเขา
“รู้ไหมว่านีล อาร์มสตรอง พูดประโยคแรกเมื่อเหยียบดวงจันทร์ว่า นี่เป็นก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” เธอพลิกตัวมองหน้าเจิ้งหลงก่อนพูดต่อ
“ปกครองมนุษย์ไม่ดีตรงไหน เจ้าก็ทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น ชาวประชามีความสุข แล้วก็ส่งต่อให้ลูกหลานปกครองต่อไปสิ ก้าวแรกดูแลปกครองมนุษย์ แล้วก็ค่อยไปปกป้องแดนเทพ คิดจะอยู่วังหลวงชั่วกัลปาวสานหรืออย่างไร”
เจิ้งหลงเม้มริมฝีปากก่อนหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า หมายความว่าข้าต้องพยายามมีบุตรหลานเยอะๆ ใช่หรือไม่ คงเหนื่อยน่าดูเลย” เขาจ้องหน้ากวางน้อยแล้วทำสีหน้าจริงจัง
“เจ้าเด็กบ้า เรื่องน่าอับอายเช่นนี้ยังพูดมาได้ ฉันไปดูหนุ่มหล่อดีกว่า” ฟ่านอี๋ลู่ทนมองสายตากวนประสาทของเจิ้งหลงไม่ได้ เธอรีบเดินหนีไปยังบริเวณลานก่อกองไฟแทน
“อาอี๋ อายุขนาดนี้ทำเป็นอายไปได้” เจิ้งหลงหัวเราะตามหลังอย่างชอบใจ
ยังไม่ทันที่ฟ่านอี๋ลู่จะเดินถึงลานก่อกองไฟ ในความมืดก็มีเงาสะท้อนของดวงตาสัตว์หลายคู่
“ตัวอะไรเนี่ย กลิ่นฉุ๊นฉุน กลับก่อนดีกว่า” เธอรู้สึกขนทั่วร่างกายลุกชัน จึงรีบกลับกระโจมเพื่อความปลอดภัย
กวางน้อยรีบเข้ากระโจมและมุดเข้าใต้ผ้าห่ม ซุกตัวอยู่อย่างนั้นราวกับเล่นซ่อนแอบแล้วกลัวถูกคนจับได้
สักพักเจิ้งหลงเดินตามเข้ากระโจมมาอย่างรวดเร็ว เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นก้อนผ้าห่มสั่นไหวก็ยิ้มมุมปาก
“อาอี๋เสน่ห์แรงจริงเชียว กวางหนุ่มมาล้อมกระโจมเราเยอะจนข้าแทบจะแทรกตัวเข้าไม่ได้” น้ำเสียงขบขันของชายหนุ่มทำให้กวางน้อยโผล่หัวออกมา
“ไอ้เด็กบ้า ช่วยจัดการหน่อยได้หรือไม่ ฉันไม่ใช่กวางนะ เป็นคน ถ้าไม่ใช่คนก็กิเลน จะให้กวางตัวผู้มาเข้าใกล้ไม่ได้”
ฟ่านอี๋ลู่ส่งเสียงหวาดกลัวผสมไม่พอใจ เธอจะไม่ยอมเสียตัวให้กวางพวกนี้หรอก ไม่มีทาง
เจิ้งหลงทิ้งตัวนั่งลงบนฟูกนอน เขาเอนกายยิ้มอย่างอารมณ์ดี “องครักษ์กันไว้อยู่ด้านนอก หนุ่มๆ ของอาอี๋เข้ามาไม่ได้หรอก จะเป็นกวางหนุ่มหรือมนุษย์หนุ่มก็เข้าไม่ได้ทั้งนั้น พรุ่งนี้เช้าเราก็กลับแล้ว อาอี๋ก็นอนเถอะ”
พูดจบเขาก็พลิกตัวนอนหันหลังให้กับฟ่านอี๋ลู่ที่อยู่บนเบาะฝั่งตรงข้ามกับฟูกนอนของเขา
คืนนั้นทั้งคืน ทั้งฟ่านอี๋ลู่และเจิ้งหลงได้ยินเสียงกวางตัวผู้พูดคุยกันและส่งเสียงท้าดวลกันเพื่อแสดงความแข็งแกร่งให้กวางสาวได้เห็นและตอบรับเป็นตัวเมียของมัน
เมื่อเข้าสู่ยามเหม่า (5.00 น.) ของอีกวัน แสงอาทิตย์ยังไม่ทันที่จะได้ทอประกายเหนือผืนฟ้า เจิ้งหลงก็ลุกขึ้นจากฟูกนอนแล้วคว้าตัวกวางน้อยที่ยังหลับอุตุขึ้นพาดบ่าก่อนจะเปิดกระโจมแล้วกระโดดขึ้นรถม้าอย่างว่องไว
ฟ่านอี๋ลู่ที่กำลังงัวเงียอยู่ถามขึ้น “ทำไมถึงรีบขนาดนี้”
เจิ้งหลงส่งมะเหงกของตนเคาะที่หน้าผากของเธอ
“ไม่ได้ยินเสียงหรือ บรรดากวางหนุ่มของอาอี๋เริ่มที่จะเตรียมประลองกันแล้ว บางตัวก็เอาเขาขวิดต้นไม้ลับเขาให้แหลมแล้ว”
“เรียกดีๆ ก็ได้ จะอุ้มข้าพาดบ่าทำไม” ฟ่านอี๋ลู่พยายามตะกายลงจากไหล่กว้างของเจิ้งหลง
“อาอี๋จะเดินส่ายสะโพกยั่วยวนให้พวกตัวผู้มากระโดดขึ้นคร่อมหรือ” เขาถามขณะที่มือแกร่งเริ่มผ่อนแรงจะปล่อยให้กวางน้อยลงบนพื้นรถม้า
“ไม่เอาๆ ไม่ลงแล้ว” ฟ่านอี๋ลู่หยุดดิ้น ทำเสมือนเป็นกวางน้อยที่เชื่อฟัง
รถม้าเริ่มเคลื่อนออกจากบริเวณล่าสัตว์ มีกวางตัวผู้จำนวนมากหยุดขวิดต้นไม้และพักการต่อสู้กันเพื่อวิ่งตามรถม้าของเขา องครักษ์ได้แต่เร่งให้ม้าควบฝีเท้าหนีเหล่ากวางที่กำลังบ้าคลั่งอย่างรวดเร็ว
“หนีได้แล้วใช่หรือไม่” ฟ่านอี๋ลู่ชะเง้อคอมองลอดผ่านผ้าม่านที่บดบังเหตุการณ์ภายนอกรถม้า หูทั้งสองข้างก็พยายามฟังเสียงรอบๆ
“อืม ได้แล้ว” เจิ้งหลงค่อยๆ ปล่อยมือนำกวางน้อยลงจากบ่าของเขา
“ตัวยังเล็กอยู่เลย เป็นแม่พันธุ์ได้แล้วหรือ” เขาพินิจพิจารณากวางน้อยตรงหน้า
“ใช่ ยังเด็กอยู่ แต่เสน่ห์ขนาดนี้ แสดงว่าเป็นสาวเร็ว ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน คิคิ” ฟ่านอี๋ลู่ทำแววตาสดใส
“พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง” เจิ้งหลงมองท่าทางของกวางน้อยพลางส่ายศีรษะและทอดถอนใจ
“เสด็จแม่แจ้งท่านตาเรื่องของเจ้าแล้ว คาดว่าอีกสักพักท่านตาน่าจะเดินทางมาที่วังหลวง”
“ท่านเทพจะมาหรือ ดีๆ ข้าอยากกลับไปอยู่สวรรค์แล้ว” ฟ่านอี๋ลู่นั่งกระสับกระส่ายด้วยความตื่นเต้น
มือแกร่งยื่นมาจับปากของกวางน้อยให้หันหน้าจ้องมาทางตน
“อาอี๋ เจ้ายังกลับสวรรค์ไม่ได้หรอก ต้องอยู่กับข้าก่อน” เขาใช้มืออีกข้างลูบหัวฟ่านอี๋ลู่แสดงท่าทางเหมือนปลอบใจ
“จะลูบทำไมนัก ข้าไม่ใช่หมานะ” เธอทำท่าทางฟึดฟัดไม่พอใจ
“ก็จริง กวางไม่ใช่สุนัข กินเนื้อสัตว์ไม่ได้” นัยน์ตาหยอกเย้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่น่าถีบ
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้ แสลงใจ” ฟ่านอี๋ลู่ทำสีหน้าและแววตาเศร้าสร้อย เวลาเธอมองดูคนอื่นๆ นั่งกินปิ้งย่างหรือหม้อไฟก็รู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก นึกไม่ถึงว่าเจ้าเด็กคนนี้จะสังเกตตอนที่เธอน้ำลายไหลอยากอาหารมนุษย์
“ถ้าอาอี๋ทำตัวดีๆ ข้าจะให้ครัวหลวงทำอาหารมังสวิรัติ สัตว์เทพเช่นเจ้าน่าจะกินได้”
ฟ่านอี๋ลู่ได้ยินก็ตาลุกวาว ไถลร่างของตนมาแนบชิดกับขาของชายหนุ่ม เธอออดอ้อนโดยไม่สนลำดับอาวุโส
“ตกลงแล้วนะ เจี่ยเจียซาบซึ้งใจมากๆ”
“บอกว่าอาอี๋” เจิ้งหลงแสร้งทำเป็นไม่สนใจกวางน้อยตรงหน้า จนเธอต้องเอาหัวน้อยๆ ถูขาของเขาไปมา
“อาอี๋ก็อาอี๋ ขอได้กินก็พอ”
รถม้าใช้เวลาในการเดินทางไม่นานก็เข้าประตูวังหลวง เมื่อพวกเขาลงจากรถม้า ก็เห็นขันทีของตำหนักองค์ชายมายืนรอด้วยความกระวนกระวาย
“องค์ชาย”
“เกิดเรื่องใดขึ้น” เจิ้งหลงถามผู้ที่มารอ
ขันทีน้อยอ้ำอึ้ง “ท่านหญิงหลิวมาพำนักที่ตำหนักองค์ชายพะย่ะค่ะ”
“นางมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ชายหนุ่มถามพลางเร่งฝีเท้ากลับตำหนัก
“วันก่อนพะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยเดินตามหลังเขาอย่างรวดเร็ว
ฟ่านอี๋ลู่ที่ยังจับใจความในเรื่องที่ฟังไม่ได้กึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อให้ทันชายหนุ่ม “ใครมาหรือ”
มาถึงตำหนักยังไม่ทันได้คำตอบก็ได้ยินเสียงดัง เป็นเสียงเนื้อกระทบเนื้อคล้ายกับมีคนตีกัน เมื่อข้ามสะพานเข้าสู่ตำหนักองค์ชายใหญ่สายตาก็เห็นนางกำนัลยืนเรียงแถวยกฝ่ามือทั้งสองมาตบที่แก้มของตนเองสลับไปมา
“นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย” ฟ่านอี๋ลู่ตกใจร้องออกมา
“ใครใช้ให้พวกเจ้าเข้ามาในตำหนักองค์ชายใหญ่ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ห้ามสตรีเข้ามาในตำหนักนี้” เสียงสตรีที่แหลมบาดหูดังเข้ามาในโสตประสาทเธอ
“เกินไปแล้ว แค่มาทำงานถึงกับต้องให้ตบหน้าตัวเอง เด็กสาวคนนี้ร้ายใช่ย่อย” ฟ่านอี๋ลู่ยืนวิจารณ์อยู่ข้างเจิ้งหลง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เจิ้งหลงตะโกนน้ำเสียงโมโห
“องค์ชายเพคะ” สตรีนางนั้นเมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มก็รีบเข้ามาหาด้วยความดีใจ
“หม่อมฉันคิดถึงองค์ชายจังเลยเพคะ” สองมือน้อยของนางเอื้อมมาเกาะแขนของเขาท่าทางสนิทสนม
“มีอะไรหรือเพคะ เมื่อก่อนหม่อมฉันทำโทษนางกำนัลในตำหนักไม่เห็นองค์ชายดุหม่อมฉันเลย ทำไมวันนี้ถึงให้หยุดเสียได้”
สตรีน้อยทำสีหน้าเศร้าสลด น้ำตาเอ่อล้นรอบดวงตาชวนให้ผู้ที่มองสงสาร
“เสแสร้งสุดๆ หญิงร้ายชายเลว เอ้ย ชายดื้อ” ฟ่านอี๋ลู่หลุดปากจึงรีบเดินหนีด้วยเกรงว่าชายหนุ่มจะได้ยิน
เจิ้งหลงยิ้มมุมปาก “ไม่ต้องตบหน้าตัวเองแล้ว กลับไปที่ของพวกเจ้าเสีย ไม่ต้องมาทำงานที่ตำหนักข้าอีก ส่วนเสี่ยวฉีไปอยู่ในห้องของเจ้าอย่าเดินเถลไถล”
หญิงสาวได้ยินก็จ้องมองกวางน้อยที่กำลังเดินเข้าไปในตำหนัก
“นั่นเสี่ยวฉีหรือเพคะ หม่อมฉันนำกวางตัวเมียมาให้ จะได้มีลูกกวางน้อยน่ารักๆ เพิ่มขึ้น”
“เสี่ยวฉีเป็นตัวเมีย ไม่ใช่ตัวผู้” เจิ้งหลงตอบเสียงเรียบ
“อ่อ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะเปลี่ยนเป็นพ่อพันธุ์กวางตัวผู้นะเพคะ”
“อย่าทำสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า กวางนั้นเดิมทีเป็นกิเลน จะมีคู่อย่างไรขึ้นอยู่กับท่านตาของข้า ไม่ใช่เจ้า” น้ำเสียงของเจิ้งหลงขุ่นเคือง เขาเดินตามหลังฟ่านอี๋ลู่เข้าไปในตำหนัก
“องค์ชายเป็นอะไรของเขานะ”
หญิงสาวมองตามหลังด้วยความสงสัย ปกติเจิ้งหลงไม่เคยห้ามหากนางต้องการอะไร และไม่เคยตำหนินางต่อหน้าผู้อื่น ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ นอกจากจะเอ่ยปากไล่นางกลับบ้านแล้ว หากนางอยู่ในตำหนักเขาไม่แม้แต่จะเหลียวมองนางด้วยซ้ำไป
“เหลียนเหลียน ตามข้าไปตำหนักฮองเฮา” นางหันไปบอกสาวรับใช้ของตนเอง
........
ฟ่านอี๋ลู่เดินวนไปมาอยู่ในห้อง “มีแต่คนแสบๆ ทั้งนั้น หนุ่มสาวยุคนี้ทำไมเอาแต่ใจ ชอบยกตนข่มท่าน ไม่เห็นใจผู้ที่ต่ำกว่าตนบ้างเลยนะ แล้วนางเป็นใคร อย่าบอกนะเป็นแฟนเจ้าเด็กบ้านั่น”
เจิ้งหลงยืนฟังอยู่หน้าประตูถึงกับขมวดคิ้วไม่พอใจ ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูเข้าไปก็มีเสียงเรียกของขันทีดังขึ้น
“องค์ชายพะย่ะค่ะ ท่านเทพมา”
“ท่านตามาแล้วหรือ” เขาทวนคำก่อนส่งเสียงเรียกฟ่านอี๋ลู่ให้ไปพบท่านเทพพร้อมกันกับเขา
ในโถงรับรองแขกของตำหนักองค์ชายใหญ่ ชายชราผมขาวยืนลูบหนวดตนเองสีหน้ากำลังครุ่นคิด จนไม่ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา
“ท่านตา” เจิ้งหลงส่งเสียงเรียกจนเขาสะดุ้งเล็กน้อย
ด้านหลังของเจิ้งหลงมีกวางน้อยที่สูงระดับสะโพกของชายหนุ่มยืนก้มหัวแสดงความเคารพเขาอยู่
“หลงเอ๋อร์” เขาตอบรับก่อนทักทายกวางน้อย “เสี่ยวฉีเจ้าโตเร็วเสียจริง”
“ข้าคงกินเก่งกระมัง แหะแหะ” ฟ่านอี๋ลู่ตอบอย่างเหนียมอาย
ชายชราทำท่าตกใจเมื่อได้ยินเสียงร้องของกวางน้อย
“เจ้าไม่ใช่เสี่ยวฉีหรือ เป็นไปได้อย่างไร” เขาพูดพลางสะบัดมือส่งพลังดึงร่างฟ่านอี๋ลู่มาอยู่ด้านหน้าของเขา
“หนูไม่รู้ว่าตนเองใช่หรือไม่ใช่เสี่ยวฉี หนูจำได้ว่าตัวเองตายแล้วยืนต่อแถวรอดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง รู้ตัวอีกทีก็เป็นเสี่ยวฉีแล้ว” ฟ่านอี๋ลู่ตอบเสียงเบา
ชายชราได้ยินดังนั้นก็ยื่นฝ่ามือจับที่หัวของกวางน้อย เขาหลับตาส่งกระแสจิตเข้าสู่ภายในของตัวกวาง คิ้วของเขาขมวดเป็นปมอยู่ครู่หนึ่งก่อนแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“สองดวงจิต ดวงจิตแม่หนูนี่ข่มดวงจิตของเสี่ยวฉีอยู่ มิน่าจึงเป็นเพียงแค่กวางไม่ใช่กิเลน”
“ท่านเทพจะช่วยหนูได้หรือไม่เจ้าคะ ให้คืนร่างเป็นมนุษย์เช่นเดิม หนูยังไม่อยากไปเกิดใหม่เจ้าค่ะ” ฟ่านอี๋ลู่รีบขอร้องชายชรา
“อืม” ชายชราหันไปทางเจิ้งหลง
“ได้ยินว่าหลงเอ๋อร์ฟังเสี่ยวฉีกับสัตว์ต่างๆ เข้าใจ เจ้ามีความสามารถเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
เจิ้งหลงนึกใคร่ครวญครู่หนึ่ง “ข้าบังเอิญปากกระแทกหัวเสี่ยวฉีครั้งแรกก็ฟังนางรู้เรื่อง ครั้งที่สองหน้านางมากระแทกกับริมฝีปากข้า ข้าก็ฟังสัตว์อื่นเข้าใจ”
“หืม” หน้าของชายชราและกวางน้อยแสดงความประหลาดใจอย่างเห็นใจชัด
ชายชรากระแอมเบาๆ
“มันอาจไม่ใช่ความผิดพลาดของข้า แต่เป็นลิขิตสวรรค์ก็เป็นได้ ยายหนู เจ้าคงเป็นคนที่จะช่วยให้หลงเอ๋อร์กลายเป็นเทพได้อย่างสมบูรณ์ คงต้องอยู่ช่วยเหลือเขาต่อไปนะ ข้ายังแยกดวงจิตของเจ้ากับเสี่ยวฉีไม่ได้ คงต้องรอให้หลงเอ๋อร์เป็นเทพก่อนจึงอาจจะช่วยเจ้าได้ ตอนนี้ข้าทำได้เพียงช่วยเจ้าให้กลับร่างเป็นมนุษย์ได้วันละสามชั่วยาม”
เขาพูดพร้อมกับยกมือสัมผัสหัวของกวางน้อยอีกครั้ง ทำริมฝีปากขมุบขมิบก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าคลายดวงจิตของเจ้ากับเสี่ยวฉีแล้ว แต่เจ้าต้องหาวิธีคืนร่างเอง หาสิ่งที่กระตุ้นให้เจ้ากลับร่างเป็นมนุษย์เองนะ”
“ยังไงหรือเจ้าคะ สิ่งกระตุ้น ถูกน้ำเหมือนรันม่า ดื่มเหล้าเหมือนโคนันหรือเจ้าคะ”
“ฮ่า ฮ่า อะไรม่าๆ นานๆ ข้าฟังเจ้าไม่เข้าใจ แต่คงประมาณนั้นแหละ ข้าเอาใจช่วยเจ้านะ แล้วอยู่ช่วยหลงเอ๋อร์ด้วย” เขาหันหลังเดินไปทางประตู แต่ถูกกวางน้อยงับแขนเสื้อไม่ให้เขาจากไป
“ท่านเทพเจ้าคะ เวลาหนูกลายร่างแล้ว ร่างกายจะโป๊เปลือยหรือไม่เจ้าคะ” เธอรีบถามเรื่องสำคัญทันที
ชายชราตกใจตาเบิกโพลง “จริงด้วยๆ” เขาใช้นิ้วจิ้มหน้าผากกวางน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกว่า “เรียบร้อยแล้ว ไม่เปลือยแน่นอน”
“ว้า น่าจะแก้ผ้าล่อนจ้อน ข้าจะได้เห็นสาวใหญ่โป๊บ้าง” เจิ้งหลงแสร้งทำท่าทางเสียดาย
“ไอ้เด็กทะลึ่ง เรียกว่าสาวใหญ่ อยากตายอย่างนั้นหรือ” ฟ่านอี๋ลู่วิ่งไปเอาหัวชนกับสะโพกของเขา
“โอ้ย ชนสะโพกข้า เจ้าทะลึ่งกว่าอีก” เจิ้งหลงทำเสียงดุใส่
“เฮอะ ไม่สนใจ ขอบคุณเจ้าค่ะท่านเทพ หนูขอไปหาสิ่งกระตุ้นก่อนนะคะ วันละสามชั่วยามนะเจ้าคะ” ฟ่านอี๋ลู่ก้มหัวเคารพท่านเทพก่อนจะวิ่งกระโดดเริงร่าออกจากตำหนัก
“ฮ่า ฮ่า เจ้าเด็กคนนี้” ชายชรามองตามหลังกวางน้อยด้วยแววตาเป็นประกาย
