บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 กวางน้อยอาภัพ

ชีวิตใหม่ของฟ่านอี๋ลู่ได้เริ่มต้นขึ้น เธอเดินตามองค์ชายเจิ้งหลงกลับไปยังตำหนักองค์ชายใหญ่ของเขา ระหว่างทางที่ค่อนข้างไกล เด็กหนุ่มคนนั้นไม่แลสายตามองเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

ตอนนี้เธอเป็นกวางน้อยที่ยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ดี จะวิ่งตามเขาก็ยังไม่ได้ ทำได้เพียงเดินเตาะแตะตามหลังเขาที่สาวเท้ารวดเร็ว ราวกับกลัวเธอจะตามทัน

‘ไอ้เด็กบ้า’ เธอบ่นในใจด้วยความโมโห ถ้าเธอโตขึ้นกว่านี้จะต้องเอาคืนให้ได้

กว่าจะมาถึงตำหนักองค์ชายใหญ่ เธอก็เมื่อยล้าทั้งตัว สายตากวาดมองหาที่หย่อนสะโพกนั่งพักให้หายเหนื่อย

ชายหนุ่มไม่ได้หันมามอง เขาสั่งให้ขันทีในตำหนักมาดูแลเธอ “นั่นคือกวางของท่านตา ดูแลมันดีๆ” เขากำชับกับบรรดาขันที

ได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้ฟ่านอี๋ลู่รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย ดีที่ยังสั่งให้คนดูแลไม่ปล่อยให้เธอต้องหิ้วท้องหิวหาเล็มใบไม้ใบหญ้าในวังก็ดีแล้ว

ยินดีได้ไม่นานเธอก็โมโหแทบอยากจะกระโดดถีบขาคู่ใส่เขา เนื่องจากเจิ้งหลงให้เธออยู่รอบนอกตำหนัก ต้องนอนตากน้ำค้างดั่งเช่นสัตว์ป่า ตอนที่เธออยู่บนเขาพฤกษาเซียน ชายชราให้เธออยู่ในตำหนักอุ่นๆ มีเบาะนอนนุ่มๆ และยังมีของเล่นให้มากมาย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เล่นก็ตาม

เช้าของอีกวัน ขณะที่ฟ่านอี๋ลู่กำลังเดินเล่นรอบๆ ตำหนัก องค์ชายใหญ่ เจิ้งหลงก็เดินเข้ามาและพยายามลากเธอให้ไปกับเขา เมื่อเห็นเธอขัดขืนเขาจึงอุ้มเธอไปยังสำนักศึกษาของวังหลวง

สหายร่วมเรียนของเจิ้งหลงล้วนเป็นบุตรชายของขุนนางที่เป็นกำลังสำคัญของแคว้นหลิงซือ บางคนก็เรียบร้อยดั่งที่คุณชายควรจะเป็น แต่บางคนก็ดื้อรั้นชอบเล่นพิเรนทร์เช่นเดียวกับเจิ้งหลง

ในเวลาเรียนเจิ้งหลงก็หยิบพู่กันมาขีดเขียนไม่สนใจสิ่งที่อาจารย์กำลังพร่ำสอน ฟ่านอี๋ลู่ที่นอนหมอบอยู่ข้างกายเขาเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ก็ได้แต่ส่ายหัวเอือมระอา

เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน จางอี้ชินบุตรชายของเจ้ากรมอาญาเห็นลูกกวางน้อยก็นึกสนุก เขาหยิบลูกผิงกั่วในชามของฟ่านอี๋ลู่แล้ววิ่งหนี เจิ้งหลงมองสหายของตนแกล้งลูกกวางแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม เขานั่งดูด้วยสายตาเย็นชา

ฟ่านอี๋ลู่ตอนแรกก็วิ่งตามจางอี้ชิน เธอหิวจนปวดท้อง แต่เมื่อความหิวคงที่เธอก็หยุดวิ่งและเลิกตาม

เห็นเช่นนั้นจางอี้ชินก็ยังไม่พอใจ เขาปีนต้นไม้เอาลูกผิงกั่วไปวางไว้บนซอกของกิ่งไม้ ก่อนที่จะลงมาแล้วอุ้มลูกกวางขึ้นไปบนกิ่งไม้ ปล่อยให้กวางน้อยหาทางกินลูกผิงกั่วและหาทางลงด้วยตนเอง

‘ไอ้เด็กชั่ว’ ฟ่านอี๋ลู่บ่นในใจไม่หยุด เธอทนกับพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้ ขณะที่เธอพยายามจะลงก็เสียหลักร่วงหล่นจากต้นไม้ เธอหลับตาใจลุ้นระทึกว่าจะเจ็บหนักเพียงใด

รู้สึกตัวอีกทีร่างของเธอก็อยู่ในอ้อมแขนของเจิ้งหลง ท่าทางตอนร่วงหล่นของเธอคือริมฝีปากของเขากระแทกเข้าที่หน้าผากของกวางน้อยอย่างจัง

“สกปรก” เขายกมือข้างหนึ่งมาถูกที่ริมฝีปากของตน เหลือมือเพียงข้างเดียวที่ยังอุ้มลูกกวาง

ฟ่านอี๋ลู่มองเขาตาขวาง “ไอ้เด็กบ้า ไอ้เด็กมหาประลัย” พอพูดไปก็ตกใจที่ได้ยินเสียงร้องของตนเอง

กวางน้อยที่เงียบราวกับเป็นใบ้กลับส่งเสียงร้องได้ในชั่วพริบตา สหายของเจิ้งหลงต่างประหลาดใจ มีเพียงแต่เจิ้งหลงที่มีสีหน้าตกใจบอกบุญไม่รับ

เขาค่อยๆ ปล่อยกวางน้อยลงบนพื้น สีหน้าท่าทางเปลี่ยนเป็นสนใจในตัวกวางน้อยจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“ฉันไม่ได้เป็นใบ้หรือนี่ พูดได้ด้วย ดีที่คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง จะพูดอะไรก็เต็มที่ได้แล้ว ไม่ต้องอึดอัดคิดในใจ” เธอปล่อยโพล่งออกมาอย่างดีใจ

“ไอ้เด็กบ้า โตแล้วยังทำตัวไม่รู้จักโต สำรวมเป็นไหม มารยาทมีหรือไม่ อย่าให้ต้องมีน้ำโหนะ” เธอหันไปบ่นใส่จางอี้ชิน

จางอี้ชินเห็นอากัปกิริยาของกวางน้อย แม้ไม่เข้าใจความหมายของเสียงร้อง แต่ก็คาดเดาได้ว่าเจ้ากวางตัวนี้กำลังไม่พอใจเขา

“ร้องบ่นอะไรนักหนา พอร้องได้ก็ร้องไม่หยุดเลยนะ” เขาทำเสียงดุใส่ลูกกวาง

“แล้วจะทำไม จะให้ด่าไหม แม่ก็พอด่าเก่งอยู่นะ” ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดต่อก็ถูกผิงกั่วยัดเข้าในปาก

“เงียบได้แล้ว” เจิ้งหลงตำหนิก่อนอุ้มลูกกวางเข้าไปในห้องเรียน

คาบเรียนในช่วงบ่าย พฤติกรรมของเจิ้งหลงไม่แตกต่างกับตอนเช้า เขาหยิบพู่กันมาเขียนนั่นนี่โดยไม่สนใจฟังคำสอนของอาจารย์

“เกเร เหลวไหล ไร้สาระ” ฟ่านอี๋ลู่บ่นพึมพำอยู่ด้านข้าง ปากยังไม่ทันงับลงมาก็มีกล้วยลูกหนึ่งถูกยัดในปากเธอ

“ร้องอะไรน่ารำคาญ” เด็กหนุ่มด้านข้างพูดเสียงเรียบ

เธอคิดจะต่อว่าอีกหน่อย แต่เมื่อมีกล้วยอยู่ภายในปากจึงต้องจำใจกินมันลงไป

หลังเลิกเรียน คุณชายของตระกูลต่างๆ ก็มาลากับเจิ้งหลงด้วยความเคารพ แต่เจิ้งหลงก็หาได้สนใจพวกเขา กลับโบกมือให้กับจางอี้ชินและสหายบางคน

“เพื่อนดีไม่ยอมเลือกคบ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล เคยได้ยินบ้างหรือเปล่า” เธอทำน้ำเสียงสั่งสอนราวกับเจิ้งหลงเป็นเพียงเด็กน้อย

ไม่รอให้เธอได้บ่นต่อ เจิ้งหลงก็เดินกลับตำหนักอย่างรวดเร็วปล่อยให้ฟ่านอี๋ลู่ต้องวิ่งตาม

“ช้าหน่อยก็ไม่ได้ เดินไล่วัวหรืออย่างไร ฉันตัวเล็กแค่นี้ก็เหนื่อยเป็นนะ ไอ้เด็กบ้านี่ เป็นเวรเป็นกรรมอะไรถึงต้องมาอยู่ที่นี่นะ แฮกๆ” เธอเดินไปบ่นไปสุดท้ายก็ชนเข้ากับขาของเจิ้งหลงที่หยุดเดินกะทันหัน เขาหันหลังเอื้อมมือมาคว้าคอของเธอแล้วหิ้วเดินเหมือนหิ้วสำรับใส่อาหาร

ถูกดึงรั้งตรงต้นคอเช่นนี้ ฟ่านอี๋ลู่ได้แต่เพียงอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับไม่ส่งเสียงร้อง ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำแต่มันทำไม่ถนัด

เจิ้งหลงหิ้วลูกกวางเข้าตำหนัก เขาปล่อยลูกกวางลงในห้องบรรทมของตน

“ตั้งแต่คืนนี้ไปเจ้าต้องนอนที่นี่ ถ้าจะถ่ายหนักถ่ายเบาให้ไปนอกตำหนัก” เขาหรี่ตาจ้องฟ่านอี๋ลู่

“ข้ารู้ว่าเจ้าฟังเข้าใจ อ่อ แล้วก็อย่าร้องบ่อยนัก ข้าไม่ชอบฟังเสียงของสัตว์ร้องโวยวาย”

“ไม่ชอบฟังแล้วให้เข้ามาทำไม เป็นคนย้อนแย้งนะเรา เข้าใจหรือไม่ ย้อนแย้ง” บ่นจบฟ่านอี๋ลู่ก็รีบหันหลังใส่เจิ้งหลง เธอกลัวว่าจะถูกอะไรยัดปากอีกรอบ

สักพักขันทีก็นำเครื่องนอนเข้ามา เขาปูลงที่พื้นมุมหนึ่งของห้องบรรทม “เสี่ยวฉี ที่นอนเจ้า” เขาบอกกับลูกกวางก่อนที่จะเดินออกไป

ฟ่านอี๋ลู่มองยังเบาะที่ขนาดใหญ่กว่าตนเล็กน้อย นัยน์ตาดีใจอย่างมาก

“อะไรดลใจเนี่ย ใจดีขนาดนี้ กินยาผิดสำแดงหรือเปล่า”

ขณะที่กำลังดีใจกับเบาะนอนก็ถูกเจิ้งหลงยกมาพิงไว้กับผนังห้องต่อหน้าต่อตา

“อุตส่าห์ชม ถ้าตดก็ยังไม่ทันหายเหม็น ดีแตกซะแล้ว” กวางน้อยเชิดหน้าทำเป็นไม่พอใจ

ตอนกลางคืนฟ่านอี๋ลู่ต้องออกแรงใช้ขาหน้าทั้งสองผลักให้เบาะนอนล้มลงกับพื้น ใช้ปากน้อยลากเบาะไปบริเวณที่ต้องการ

“เจ้าเด็กนิสัยเสีย” เธอบ่นพึมพำ เดินวนรอบเบาะหนึ่งรอบก่อนล้มตัวลงนอนและหลับอย่างเหนื่อยล้า

เธอไม่รู้เลยว่าในความมืดมิดมีสายตาที่จับจ้องมองเธอทุกการกระทำ

ล่วงเข้ายามเช้าของอีกวัน ฟ่านอี๋ลู่ลืมตาตื่น เห็นบรรยากาศรอบตัวก็รู้สึกงงงวย “ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย”

เธออยู่ในห้องขนาดไม่ใหญ่มากนัก เป็นห้องที่แทบจะไร้เครื่องประดับตกแต่งห้อง แต่ดีที่สะอาดเรียบร้อย

ประตูห้องถูกเปิดออก ขันทีน้อยก้าวเท้าเข้ามา เมื่อเขาเห็นว่าลูกกวางตื่นแล้วก็ยิ้มแย้ม

“เสี่ยวฉี องค์ชายเจิ้งหลงให้ข้ามาตามท่าน” เขาพูดอย่างนอบน้อม เขาเคยเห็นตอนที่เสี่ยวฉีเป็นกิเลนใหญ่เมื่ออยู่กับท่านเทพ ท่านตาขององค์ชาย ในเวลานั้นดูน่าเกรงขามมาก

“ทำไมวันนี้เขาตื่นเช้า” ฟ่านอี๋ลู่ถามกลับลืมไปว่าไม่มีผู้ใดฟังเธอเข้าใจ “พูดคนเดียวก็น่าเบื่ออยู่นะ”

เธอลุกตัวเดินออกจากห้องเพื่อไปหาเจิ้งหลง พบว่าเขากำลังกินอาหารเช้า เธอเดินเข้าไปสายตาสำรวจอาหารบนโต๊ะ

“น่ากินทั้งนั้นเลย ฉันอยากกินหมั่นโถวร้อนๆ จัง”

อยู่ดีๆ เจิ้งหลงก็หยิบหมั่นโถวหนึ่งลูกวางในถาดผลไม้ของเธอ

“มองจนน้ำลายจะหกใส่อยู่แล้ว น่ารังเกียจ” เขาพูดขณะวาง

ฟ่านอี๋ลู๋ไม่ใส่ใจคำพูดของเขา เธอรีบก้มลงกินด้วยความดีใจ

ทุกวันที่สี่ของสัปดาห์เป็นวันที่เจิ้งหลงไม่มีเรียน เขาอยากไปเที่ยวย่านการค้าของเมืองหลวง มีหลายร้านที่เขาอยากแวะไปดูสินค้าออกใหม่

รถม้าของเขาใหญ่โตขนาดที่ว่าบรรจุคนเข้าไปนั่งสิบคนยังนั่งได้สบาย แต่เจิ้งหลงกลับบอกว่าเขานั่งเพียงคนเดียวก็คับแคบแล้ว ฟ่านอี๋ลู่จึงต้องเดินอยู่ด้านข้างรถม้า

“รู้อย่างนี้ไม่มาด้วยหรอก เดินเมื่อยขนาดนี้” ฟ่านอี๋ลู่บ่นพลางมองซ้ายแลขวาสอดส่องร้านค้าต่างๆ ด้วยความอยากรู้

“ช่างเป็นเมืองหลวงที่คนน้อยนัก” เธอมองถนนหนทางโล่งไร้ผู้คนสัญจร

“ไม่น้อยหรอก เป็นคนของเด็กหนุ่มพวกนั้นที่มาไล่ผู้คนออกไป พวกเขาขู่ว่า องค์ชายกำลังจะเสด็จจงหลีกไปให้พ้นทาง”

แมวน้อยขนยาวสีขาวที่กำลังเลียทำความสะอาดเท้าหน้าทั้งสองของตนเองตอบเธอ

“บ้าอำนาจ” ฟ่านอี๋ลู่พูดสายตาเหลือบไปมองชายหนุ่มผ่านทางช่องหน้าต่างของรถม้า

เมล็ดทานตะวันถูกดีดออกจากหน้าต่างของรถม้าใส่หน้าผากของเธอ หูทั้งสองของเธอได้ยินเสียงของเขา

“เก็บสายตาแบบเมื่อครู่กลับไปซะ”

ฟ่านอี๋ลู่หันหน้าไปทางอื่น ความรู้สึกแสบที่บริเวณหน้าผากยังไม่เท่าไหร่ แต่ความหงุดหงิดในใจเหลือจะทน

ชีวิตช่างอาภัพเสียจริงที่จะต้องมาทนอยู่กับเด็กแบบนี้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel