ตอนที่ 1 เกิดใหม่ผิดที่
ณ โรงพยาบาลเมืองประจำเมืองเหอ
“คุณพ่อ คุณแม่ทำใจนะคะ อาการคุณฟ่านแย่ลงมาก หมอเกรงว่าร่างกายผู้ป่วยคงไม่ไหวแล้ว”
เสียงแจ้งอาการตามด้วยการปลอบใจจากหมอเจ้าของไข้ ฟ่านอี๋ลู่ หญิงสาวอายุยี่สิบสามปี ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะสุดท้าย เธอเป็นบัณฑิตที่เพิ่งจบการศึกษาได้ไม่นาน มีผลการเรียนดี อนาคตยังอีกยาวไกล เพียงแต่ก่อนเข้าทำงานได้ไม่กี่วันก็พบว่าตนเองเป็นโรคร้ายและอาการก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้เธอไม่มีแรงแม้แต่ลืมตา ได้แต่ฟังหมอบอกอาการแก่พ่อแม่ตนอย่างเงียบๆ
‘การตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว น่ากลัวคือการจากลา’ เธอเชื่อเรื่องภพชาติและการเกิดใหม่ เมื่อถึงวาระสุดท้ายจึงได้แต่สวดมนต์ภาวนาในใจ
“ฟ่านอี๋ลู่ใช่หรือไม่” เธอได้ยินเสียงเรียกชื่อของเธอก่อนที่สติทุกอย่างจะดับวูบลง
รู้ตัวอีกทีพบว่าตนเองกำลังยืนต่อแถวบนสะพาน ด้านหน้าของเธอยังมีอีกหลายคนที่หน้าตาเศร้าหมอง บางคนร้องไห้ แต่บางคนก็ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในคนกลุ่มนี้ก็คือเธอ
ฟานอี๋ลู่เอื้อมมือไปสะกิดชายที่อยู่ข้างหน้า
“ที่นี่คือที่ไหนหรือคะ” เธอถามอย่างสุภาพ
แต่ชายคนนั้นไม่ได้สุภาพกับเธอ เขาหันมาตะคอก
“รอดื่มน้ำแกงยายเมิ่งยังไงล่ะ” ท่าทางเกรี้ยวกราดของเขาราวกับคนที่เสียสติพร้อมจะคลุ้มคลั่งทุกเมื่อ
ความตกใจพุ่งเข้าสู่ห้วงอารมณ์ของเธอ นี่เธอกำลังยืนอยู่บนสะพานไน่เหอในเรื่องเล่าขานเพื่อรอดื่มน้ำแกงยายเมิ่งหรือ เมื่อเข้าใจสถานการณ์ ความเศร้าก็เข้าถาโถม เธอจากมาโดยไม่มีโอกาสจะบอกลาพ่อกับแม่ของตน
‘หวังว่าท่านทั้งสองจะมีสภาพจิตใจดีขึ้นเร็ววัน’
ฟ่านอี๋ลู่หันมองบรรยากาศโดยรอบ เห็นแม่น้ำสายยาวหาที่สิ้นสุดไม่เจอ สองข้างลำน้ำช่างเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว เวิ้งฟ้าที่กว้างใหญ่ทำให้คนยืนรอเข้าใจสัจธรรมของชีวิต
ขณะที่กำลังเหม่อมองท้องฟ้าอยู่นั้น เธอก็เห็นลูกไฟสีแดงขนาดเท่าฝ่ามือลอยมาเหนือศีรษะก่อนที่จะเข้ามาเกาะอยู่บนไหล่ของเธอ
ทันใดนั้นเองก็มีแสงสว่างวาบดึงเธอออกมาจากแถว เธอรู้สึกว่าร่างกายตนเองถูกดูดอย่างรวดเร็วและหมดสติไป
........
ภูเขาพฤกษาเทพ
“เสี่ยวฉี เจ้ากลับมาแล้วสินะ”
บุรุษเส้นผมและหนวดเคราขาวจนเหมือนเปล่งประกายสีเงินยืนมองสัตว์เทพของตนด้วยความปีติ นัยน์ตาแสดงถึงความโล่งใจ รอยยิ้มมีเมตตาดั่งเจ้านายผู้มีคุณธรรม
ฟ่านอี๋ลู่มองบุรุษผู้นั้นอย่างสงสัย เธอรู้สึกว่าตนเองนั้นตัวเล็กมาก ราวกับว่าอยู่ในฝ่ามือหนาของเขาได้อย่างพอดี
ส่วนมืออีกข้างที่ยังว่างลูบที่ศีรษะของเธอซ้ำไปซ้ำมา
“กลับมาก็ดีแล้วๆ” หางตาเขามีร่องรอยน้ำตาไหล เมื่อสักครู่คงพบเจอเรื่องสะเทือนใจมา
วันเวลาผ่านไป ฟ่านอี๋ลู่ก็อาศัยอยู่กับชายชราผู้นั้น จากวันแรกที่ได้พบกับเขา เพียงไม่กี่ชั่วยามเธอก็พบว่าตนเองได้เกิดเป็นลูกกวางตัวน้อยทั้งที่ควรเป็นกิเลน
ตอนนี้ร่างกายของเธอยังตัวกระจิริด ขาทั้งสี่ยังไม่ค่อยมีแรงเดิน ไม่มีแรงเปล่งเสียง เธอได้ดื่มน้ำนมชั้นเลิศและดื่มน้ำเห็ดหลิน จือแทบทุกมื้อแต่ก็ยังไม่แข็งแรง
“ใจเย็นๆ เสี่ยวฉี ครั้งก่อนเจ้าใช้แรงมากเกินไปจนชีวีดับสูญ จิตวิญญาณจึงยังอ่อนแอนัก” เขากล่าวกับเธออย่างอ่อนโยน
ครั้นเมื่อเธอเริ่มวิ่งได้ ชายชราก็ยิ้มแย้มดีใจ เขาบอกกับเธอว่าจะพาเธอไปเยี่ยมหลานชายที่โลกมนุษย์ เมื่อเขาพาเธอขึ้นก้อนเมฆลอยจากเขาสูงลงมา เธอจึงรู้ว่าชายชราผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นเทพเซียนที่อาศัยอยู่แดนสวรรค์
OMG! เธออุทานอยู่ในใจ หลายปีที่ใช้ชีวิตเป็นฟ่านอี๋ลู่คนก่อน นึกว่าเรื่องเทพเซียนมีอยู่แค่ในนิทานนิยาย และเป็นเพียงความเชื่อที่งมงาย นึกไม่ถึงว่ามีอยู่จริง แม้เธอเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิด แต่เรื่องอัศจรรย์เช่นนี้ก็ยากที่จะเชื่อ หากไม่ได้ประสบพบเจอด้วยตัวเอง
ชีวิตนี้แค่เกิดใหม่เป็นกิเลนน้อย เป็นสัตว์เลี้ยงของเทพเซียน ก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่สุดแล้ว
เมฆที่ชายชราและเธอใช้เป็นพาหนะค่อยๆ เคลื่อนที่ลงเบื้องล่าง เมื่ออยู่เหนือพระราชวังที่โอ่อ่า เธอก็เห็นเหล่าผู้คนต่างคุกเข่าก้มลงกราบกรานชายชราด้วยความศรัทธา
“ขอเคารพท่านเทพ” เสียงคนเหล่านั้นดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน
สายตามองไปยังบริเวณที่นั่งของพระเจ้าแผ่นดินและเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ก็เห็นบุรุษวัยกลางคนที่สวมชุดมังกรท่าทางสง่างามยืนเคียงข้างกับสตรีรูปโฉมงดงามใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกำลังยกมือขึ้นมาคารวะ ด้านหลังของคนทั้งคู่มีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลารูปร่างสูงโปร่ง อายุประมาณสิบแปดปีท่าทางไม่ยินดียินร้าย เพียงแค่มอง เธอก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ช่างไม่น่าคบหาเอาเสียเลย
‘ดูหยิ่งยโส เย็นชา เอาแต่ใจ’ เธอตัดสินเขาตั้งแต่แรกเห็นหน้า
“ท่านพ่อ” สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นร้องเรียกชายชราเมื่อมวลเมฆสลายหายไปบนพื้น ฟ่านอี๋ลู่ยืนเคียงข้างชายชรามองกลุ่มคนที่เดินเข้ามาด้วยความสนใจ
‘นี่คือบุตรสาวของท่านเทพหรือนี่ สวยงามมากจริงๆ’ เธอชื่นชมแววตาเป็นประกาย
“มาคารวะท่านตาสิ” นางหันไปเอ็ดเด็กหนุ่มผู้นั้น
เด็กหนุ่มสีหน้าเฉยชายกมือคารวะอย่างรวดเร็ว “ท่านตา” เขาพูดน้อยเหมือนดั่งคำพูดของเขาเป็นของมีค่าเช่นเดียวกับทองพันชั่ง
ฟ่านอี๋ลู่เบนสายตามองสิ่งอื่นรอบพระราชวังทันที การเห็นหน้าของเขาทำให้เธออารมณ์ขุ่นมัว
‘ไม่เจริญหูเจริญตา’ เธอคิดเช่นนั้น
“หลงเอ๋อร์ของข้าโตขึ้นเป็นหนุ่มแล้วสินะ”ชายชรามองหลานชายด้วยความเอ็นดู “พลังเทพมีบ้างหรือยัง” น้ำเสียงที่ห่วงใยถูกกล่าวขึ้น
“ท่านตาเลิกถามเรื่องนี้เสียทีเถอะ ข้าคร้านจะฟัง” เด็กหนุ่มสีหน้าหงุดหงิดอย่างชัดเจน
ชายชรายิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเข้าใจหลานชายตนเป็นอย่างดี หลานชายคนโตที่เป็นลูกครึ่งเทพ-มนุษย์ แต่กลับไม่มีพลังเทพเฉกเช่นน้องชายน้องสาวของตน ตอนนี้น้องทั้งสองของเขาเรียนที่สำนักศึกษาเซียนบนสวรรค์ เหลือเพียงแค่เขาที่ต้องอยู่ภายในวังหลวงแห่งนี้
ช่างน่าสงสารยิ่งนัก !
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟ่านอี๋ลู่ไม่รู้ และถ้าหากรู้ก็อาจจะไม่สงสารเขาก็เป็นได้
ฮ่องเต้เจิ้งเฟยได้ยินเช่นนั้นรีบเปลี่ยนเรื่องโดยเชิญพ่อตาของตนเข้าภายในตำหนักทันที
“ท่านพ่อตา เชิญเข้าไปคุยกันในตำหนักเถิด” ฮ่องเต้เจิ้งเฟยผายมือเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาแต่ได้อาจเอื้อมแต่งงานกับเทพธิดาช่างดียิ่งนัก ที่น่าละอายก็คือบุตรชายคนโตไม่มีพลังเทพเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ลูกกวางน้อยที่เดินข้างกายของท่านพ่อตา ในหัวพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
เมื่อแต่ละคนนั่งเก้าอี้ประทับ ฮองเฮาหยิงซีก็เริ่มชวนบิดาของตนพูดคุย เรื่องแรกที่นางถามก็คือความเป็นอยู่ของบุตรและธิดาที่ไปเรียนสำนักศึกษาเซียน
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขา พรสวรรค์ของพวกเขาไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใดในชั้นเรียน ทั้งยังองอาจร่าเริง ไว้ข้าจะให้พวกเขาติดต่อกับเจ้าแล้วกัน”
ฮ่องเต้และฮองเฮายิ้มอย่างโล่งอก บุตรคนรองและคนเล็กจากบ้านไปเรียนย่างเข้าปีที่เจ็ดแล้ว องค์ชายและองค์หญิงน้อยแทบไม่มีชีวิตสนุกสนานเหมือนเด็กมนุษย์คนอื่นๆ ได้ยินว่าเขาทั้งสองมีความสุขดีก็เบาใจ
ฟ่านอี๋ลู่มองเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าอึมครึม ‘เป็นเด็กมีปัญหานี่เอง’
ชายชราสังเกตเห็นลูกกวางน้องของตนจ้องหลานชายด้วยความสนใจ
“เสี่ยวฉีเจ้าจำหลงเอ๋อร์ได้หรือไม่ ล่าสุดที่เจ้าเจอเขาก็น่าจะห้าปีที่แล้ว”
ฟ่านอี๋ลู่ได้แต่ส่ายหัวปฏิเสธ ก็เธอไม่ใช่กิเลนตัวเดิมที่ชายชราเคยเลี้ยง จะมีความทรงจำได้อย่างไร
“คราก่อนที่เสี่ยวฉีมา ข้าเห็นว่าเอ็นดูหลงเอ๋อร์เป็นอย่างมาก ตอนนี้เจ้าก็ยังเล็กนัก จะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนหลงเอ๋อร์ดีหรือไม่” ฮ่องเต้เอ่ยถามกวางน้อยแต่ในใจรอคำตอบจากพ่อตาบ้านตน
ชายชราลูบหนวดเคราครู่หนึ่ง
“เสี่ยวฉีอยู่กับหลงเอ๋อร์เถิด เจ้าอาจจะสามารถปลุกพลังเทพของเขาได้ และเขาก็อาจจะทำให้เจ้ากลายเป็นกิเลนเร็วขึ้น”
ฟ่านอี๋ลู่ส่ายหัวอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แสดงท่าทางไม่ยินยอมอยู่บนโลกมนุษย์
“อย่าดื้อเลย เจ้าควรร้องหรือพูดได้นานแล้ว อยู่บนเขาตั้งนานยังไร้วี่แวว อยู่ที่นี่เถอะ” ชายชราเกลี้ยกล่อม ไม่เหลือเหตุผลให้ปฏิเสธ
ดังนั้นฟ่านอี๋ลู่จึงได้กลับมาอยู่บนโลกมนุษย์เช่นชาติที่แล้ว เพียงแค่ต่างยุคสมัยอาจจะต่างโลกที่เคยอยู่ด้วยซ้ำไป เธออาจจะเต็มใจมากขึ้นถ้าไม่ต้องอยู่กับองค์ชายหน้าตาไม่รับแขกผู้นี้
องค์ชายเจิ้งหลงผู้ซึ่งถูกยัดเยียดให้ดูแลกวางตัวน้อยเพียงปรายตามอง สีหน้าเรียบเฉย
“จากกิเลน ตอนนี้เป็นแค่ลูกกวาง” คำพูดเสียดสีส่อแววไปในทางดูถูกออกจากปากของเขา
“มันจะกลายเป็นกิเลนได้จริงๆ หรือ ไม่เหมือนพี่เสี่ยวฉีตัวเก่าที่น่าเกรงขามสักนิด”
“ต้องใช้เวลาหน่อย” ชายชราตอบแล้วทำเสียงกระแอมกระไอ เจิ้งหลงจึงไม่พูดต่อให้มากความ
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามชายชราก็กลับไปยังเขาพฤกษาเทพ ทิ้งให้กวางน้อยเสี่ยวฉีต้องอยู่กับหลานชายตัวแสบ
ก่อนที่เขาจะจากไปได้สื่อกระแสจิตบอกกับฟ่านอี๋ลู่ว่า
“ฝากควบคุมดูแลหลานข้าหน่อยนะ ทำให้เขาเป็นเด็กดีเสียที”
เธออยากจะยกขาหน้ากุมขมับ ‘งานยากแล้วล่ะตาเฒ่าเอ้ย’
