ตอนที่ 5
ลู่ฉางเยว่มองใบหน้าของภรรยาที่กำลังเล่าเรื่องด้วยท่าทางจริงจัง เขาลองนึกภาพตนเองไปคุกเข่าตากฝนหน้าบ้านพ่อตาแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อพยายามจะเค้นความคิดว่าเรื่องจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อาการปวดที่ขมับขวาก็แล่นปราดขึ้นมาทันทีจนเขาต้องนิ่วหน้ายกมือกุมศีรษะ
“อึก...”
“ท่านพี่! อย่าเพิ่งฝืนคิดอันใดเลยเจ้าค่ะ!” เวินซู่เหยารีบลุกขึ้นไปประคองไหล่ของเขาไว้ “ท่านหมอจ้าวกำชับนักหนาว่าในศีรษะของท่านยังมีก้อนเลือดคั่งอยู่ ห้ามใช้ความคิดหนักเป็นอันขาด เรื่องในอดีตหากท่านพี่จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าจำได้คนเดียวก็พอแล้ว ข้าจะคอยเตือนความจำให้ท่านพี่ฟังทุกวันเองเจ้าค่ะ”
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาหลงจิ่งจากสาบเสื้อของเวินซู่เหยาลอยมาแตะจมูกของลู่ฉางเยว่ สัมผัสอุ่นนุ่มจากฝ่ามือเล็กๆ ที่ลูบแผ่นหลังของเขาเบาๆ ทำให้ความเจ็บปวดที่ศีรษะค่อยๆ ทุเลาลง
ลู่ฉางเยว่ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เขามองหญิงสาวตรงหน้าที่คอยเฝ้าดูแลเขามาตลอดสองวันสองคืนโดยไม่ปริปากบ่น ดวงตาของนางมีรอยคล้ำจางๆ จากการอดนอน และที่ปลายนิ้วชี้ของนางก็มีรอยแดงเล็กๆ จากการยกหม้อยาต้ม
แม้เขาจะจำไม่ได้ว่าตนเองรักนางมากเพียงใด แต่หลักฐานความห่วงใยที่นางมีต่อเขานั้นอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน
“ลำบากเจ้าแล้ว” ลู่ฉางเยว่เอ่ยเสียงอ่อนลงหลายส่วน “ข้าบาดเจ็บครานี้ ทำให้เจ้าต้องเหน็ดเหนื่อยไปด้วย”
เมื่อเห็นว่าสามีเชื่อคำลวงของนางไปเกินครึ่งแล้ว ความซุกซนและความหัวการค้าของเวินซู่เหยาก็เริ่มทำงานทันที
ตีเหล็กต้องตีเมื่อยังร้อน! ในเมื่อตอนนี้เขาจำสิ่งใดไม่ได้เลย นางก็ควรจะตั้งกฎระเบียบในเรือนชุนฮุยเสียใหม่ เพื่อที่ต่อไปนางจะได้ใช้ชีวิตในจวนจิ้งอันโหวแห่งนี้อย่างสุขสบายและมีอำนาจเต็มมือ!
“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ เพื่อท่านพี่แล้ว ต่อให้เหนื่อยกว่านี้สิบเท่าข้าก็ทนได้” เวินซู่เหยากลับมานั่งที่เก้าอี้ ยกชามยาขึ้นมาถือไว้ พร้อมกับแสร้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เพียงแต่ข้ากังวลอยู่เรื่องหนึ่ง... ตอนที่เราเพิ่งแต่งงานกัน ท่านพี่เคยตั้งกฎเหล็กสามข้อประจำเรือนชุนฮุยเอาไว้ ข้ากลัวว่าพอท่านพี่ลืมเลือนไปแล้ว ท่านพี่จะผิดคำสาบานที่เคยให้ไว้กับข้าเจ้าค่ะ”
ลู่ฉางเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดหลังตรงรับฟังด้วยท่าทีจริงจัง สำหรับบุรุษที่ยึดมั่นในคุณธรรมและสัจจะวาจา คำว่าผิดคำสาบานถือเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งนัก
“ข้าเคยตั้งกฎเหล็กสามข้อไว้ด้วยหรือ?” ลู่ฉางเยว่ถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “มีเรื่องอันใดบ้าง เจ้าจงบอกมาให้หมด คนอย่างลู่ฉางเยว่ คำพูดทุกคำย่อมหนักแน่นดั่งขุนเขา ต่อให้จำไม่ได้ ข้าก็จะปฏิบัติตามคำพูดของตนเองอย่างเคร่งครัด!”
เวินซู่เหยากลั้นหัวเราะจนแก้มแทบปริ แต่ยังคงตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จต่อไปอย่างลื่นไหล
“กฎเหล็กข้อที่หนึ่ง ท่านพี่เคยสาบานไว้ในคืนวันเข้าหอว่า ชั่วชีวิตนี้ของจิ้งอันโหวลู่ฉางเยว่ จะมีเวินซู่เหยาเป็นภรรยาเพียงคนเดียว จะไม่รับอนุภรรยา ไม่รับสาวใช้ข้างห้อง และไม่ชายตามองหญิงอื่นเป็นอันขาด ท่านพี่บอกว่ากลิ่นแป้งของหญิงอื่นฉุนจมูกสู้กลิ่นใบชาบนตัวข้าไม่ได้เลยสักนิดเจ้าค่ะ”
ลู่ฉางเยว่พยักหน้ารับอย่างไม่อิดออด เรื่องไม่รับอนุภรรยานี้ตรงกับนิสัยของเขา เพราะบิดาของเขาเคยรับมารดาเลี้ยงอย่างเจียงหรูอวี้เข้ามาจนจวนโหววุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน เขาจึงตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนสืบทอดบรรดาศักดิ์แล้วว่าจะไม่รับสตรีหลายคนเข้ามาสร้างปัญหาในเรือนหลัง “ข้อนี้ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้อที่สองเล่า?”
ดวงตาของเวินซู่เหยาวาววับขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องเงินทอง “กฎเหล็กข้อที่สอง... ท่านพี่บอกว่างานในสำนักผู้ตรวจการยุ่งยากวุ่นวาย ท่านพี่ไม่อยากปวดหัวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง จึงได้มอบกุญแจคลังส่วนตัวของท่านพี่ โฉนดที่ดิน ร้านค้า และเบี้ยหวัดทั้งหมดให้ข้าเป็นผู้เก็บรักษาแต่เพียงผู้เดียว!”
คิ้วกระบี่ของลู่ฉางเยว่กระตุกเล็กน้อย “ข้ามอบกุญแจคลังส่วนตัวให้เจ้าทั้งหมดเลยหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ!” เวินซู่เหยารีบพยักหน้ายืนยันหนักแน่น “แต่เมื่อสองวันก่อน ตอนที่ท่านพี่ออกไปสืบคดีนอกเมือง ท่านพี่ให้องครักษ์สวีเจิ้งเก็บกล่องกุญแจคลังส่วนตัวไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบรายการของขวัญปีใหม่ ท่านพี่เคยบอกข้าว่า เวลาท่านพี่กลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ สิ่งที่ท่านพี่โปรดปรานที่สุดคือการได้นั่งมองข้าเปิดหีบสมบัติและฟังเสียงข้าดีดลูกคิดนับตั๋วเงิน ท่านพี่บอกว่าเสียงลูกคิดของข้าไพเราะยิ่งกว่าเสียงดนตรีในวังหลวงเสียอีก หากไม่ได้เห็นข้าใช้เงินของท่านพี่อย่างมีความสุข ท่านพี่จะกินข้าวไม่ลงเลยนะเจ้าคะ!”
ลู่ฉางเยว่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เขาก้มลงมองมือของตนเอง สลับกับมองดวงตากลมโตของภรรยา... ตัวเขาเมื่อเดือนก่อน ชอบนั่งฟังภรรยาดีดลูกคิดนับเงินของตัวเองจนถึงขั้นถ้าไม่เห็นนางใช้เงินจะกินข้าวไม่ลงเชียวหรือ? เหตุใดความชอบของเขาจึงได้แปลกประหลาดถึงเพียงนี้!
ทว่าเมื่อเห็นแววตาคาดหวังของเวินซู่เหยา ลู่ฉางเยว่ที่ไม่อยากถูกมองว่าเป็นบุรุษตระหนี่ถี่เหนียวกับภรรยาจึงกระแอมไอเบาๆ “อืม... ทรัพย์สินของสามีย่อมเป็นของภรรยา เรื่องกุญแจคลังส่วนตัว ประเดี๋ยวข้าจะสั่งให้สวีเจิ้งนำมาคืนให้เจ้าก็แล้วกัน แล้วกฎข้อที่สามเล่า คือเรื่องใด?”
เวินซู่เหยามองชามยาต้มสีดำในมือ ความคิดซุกซนอยากกลั่นแกล้งสามีหน้าหินที่เคยทำตัวเย็นชาใส่นางมาตลอดหนึ่งปีก็ผุดขึ้นมาในใจ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่พบหน้ากันที่ลานเรือน ลู่ฉางเยว่มักจะเชิดหน้ามองข้ามศีรษะนางไป วาจาสักคำก็ไม่ยอมเอื้อนเอ่ย วันนี้แหละ นางจะเอาคืนให้คุ้มค่าเหนื่อยที่ต้องนั่งต้มยาให้เขาสองวันเต็มๆ!
“กฎเหล็กข้อที่สาม... เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดื่มยาเจ้าค่ะ” เวินซู่เหยาตักยาขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านพี่เป็นคนเกลียดรสขมของยาต้มเป็นที่สุด เมื่อฤดูหนาวปีก่อนตอนที่ท่านพี่เป็นหวัด ท่านพี่ดื้อดึงไม่ยอมดื่มยาเลย จนกระทั่งท่านพี่ตั้งกฎข้อนี้ขึ้นมาเองว่า ก่อนจะดื่มยาทุกชาม ท่านพี่จะต้องเอ่ยเรียกข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า ‘เหยาเหยาคนดี ป้อนยาข้าเถิด’ แล้วให้ข้าป้อนยาหนึ่งคำ สลับกับป้อนน้ำตาลกรวดหนึ่งก้อน มิฉะนั้นท่านพี่จะอารมณ์เสียและนอนไม่หลับไปทั้งคืนเลยเจ้าค่ะ!”
สิ้นคำพูดของเวินซู่เหยา ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้องนอนทันที
ลู่ฉางเยว่เบิกตากว้าง จ้องมองชามยาในมือนางสลับกับถ้วยน้ำตาลกรวดบนโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวพลันมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาที่ข้างแก้มและใบหูด้วยความกระดากอาย
ให้จิ้งอันโหวผู้ตรวจการแห่งราชสำนัก... เอ่ยปากออดอ้อนภรรยาว่า ‘เหยาเหยาคนดี ป้อนยาข้าเถิด’ แล้วกินน้ำตาลกรวดตามหลังเนี่ยนะ?!
