ตอนที่ 4
กลิ่นยาต้มขมปร่าลอยอบอวลอยู่ในเรือนชุนฮุยติดต่อกันมาสองวันแล้ว นับตั้งแต่จิ้งอันโหวฟื้นคืนสติขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่ขาดหายไป
ตลอดสองวันที่ผ่านมานี้ ลานเรือนชุนฮุยถูกสั่งปิดประตูหน้า ห้ามคนนอกเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำสั่งของหมอหลวงจ้าว เพื่อป้องกันไม่ให้คนจากเรือนซงเฮ่อเข้ามาส่งเสียงดังรบกวนการพักฟื้นของเจ้าของเรือน ส่วนภายในห้องนอนที่มีกลิ่นสมุนไพรลอยกรุ่น เวินซู่เหยากำลังสั่งการให้ซูถงช่วยจัดวางข้าวของในห้องใหม่ด้วยความคล่องแคล่ว
“ซูถง เอาเสื้อผ้าที่เราพับใส่ห่อผ้าไว้เมื่อวันก่อนออกมาพาดไว้บนราวไม้รวมกับเสื้อคลุมของท่านโหว ส่วนปิ่นปักผมของข้า ให้เอาไปวางไว้ข้างแท่นฝนหมึกบนโต๊ะข้างเตียง” เวินซู่เหยากระซิบสั่งสาวใช้คนสนิทอยู่ที่ห้องชั้นนอก มือเรียวตักน้ำตาลกรวดใส่ลงในถ้วยใบเล็กเตรียมไว้
ซูถงรีบนำห่อผ้าไปรื้อจัดวางตามคำสั่งพลางเอ่ยถามเสียงเบา “ฮูหยินเจ้าคะ เมื่อวานท่านโหวนอนหลับไปเกือบทั้งวันเพราะฤทธิ์ยา วันนี้ดูท่าทางมีเรี่ยวแรงขึ้นมาก หากท่านโหวซักถามเรื่องราวในอดีตขึ้นมาอีก ฮูหยินจะตอบว่าอย่างไรดีเจ้าคะ บ่าวกลัวเหลือเกินว่าท่านโหวจะจับพิรุธได้”
“จะกลัวอันใด ในเมื่อตอนนี้ขี่หลังเสือแล้วย่อมยากจะลง มีแต่ต้องควบเสือตัวนี้ไปข้างหน้าให้สุดทางเท่านั้น” เวินซู่เหยายิ้มมุมปาก ดวงตากลมโตทอประกายซุกซนอย่างไม่ปิดบัง “เมื่อวานข้าลองเลียบเคียงถามดูแล้ว ความทรงจำของลู่ฉางเยว่ขาดหายไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน เขาจำได้แค่ตอนที่ตนเองเพิ่งสืบทอดบรรดาศักดิ์โหวและเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในสำนักผู้ตรวจการใหม่ๆ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้น รวมถึงเรื่องที่เขาเคยชังน้ำหน้าข้า เขาลืมไปจนหมดสิ้น!”
“สวรรค์เข้าข้างฮูหยินจริงๆ เลยเจ้าค่ะ!” ซูถงยกมือทาบอกอย่างโล่งใจ “แต่คนอย่างท่านโหว จะยอมเชื่อเรื่องที่ฮูหยินเล่าเมื่อวันก่อนหรือเจ้าคะ ที่บอกว่าท่านโหวไปคุกเข่าตากฝนหน้าจวนตระกูลเวินตั้งสามวันสามคืน ขนาดบ่าวฟังเองยังขนลุกเลยเจ้าค่ะ”
เวินซู่เหยาหัวเราะเบาๆ “ตอนนั้นข้าตกใจ เลยเผลอพูดเกินจริงไปสักหน่อย แต่พูดไปแล้วจะกลืนน้ำลายตัวเองได้อย่างไร ยิ่งเรื่องราวน่าเหลือเชื่อเท่าใด คนที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีอย่างลู่ฉางเยว่ก็ยิ่งไม่กล้าออกไปถามคนอื่น เพราะกลัวจะเสียหน้าจิ้งอันโหวผู้เที่ยงธรรมอย่างไรเล่า”
นางหยิบถาดไม้ที่มีชามยาต้มสีดำส่งกลิ่นขมฝาดขึ้นมาถือไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะเชิดหน้าเดินผ่านฉากกั้นเข้าไปในห้องนอนชั้นใน
บนเตียงหลังใหญ่ ลู่ฉางเยว่ในชุดคลุมตัวในสีขาวสะอาดตากำลังนั่งพิงหมอนใบโตอยู่ แม้ศีรษะจะยังมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบหน้าผาก และใบหน้าคมคายจะยังซีดเซียวอยู่บ้าง แต่แผ่นหลังของเขากลับตั้งตรงตามความเคยชินของขุนนางผู้รักษาระเบียบวินัย
ตั้งแต่วันที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ลู่ฉางเยว่ใช้เวลาทบทวนความทรงจำของตนเองอยู่เงียบๆ
เขาจำชีวิตในวัยเยาว์ได้ จำได้ว่าบิดาสิ้นใจไปเมื่อสี่ปีก่อน จำข้อกฎหมายของราชสำนักและคดีความเมื่อสามปีก่อนได้ทุกตัวอักษร ทว่าเมื่อพยายามนึกถึงเหตุการณ์หลังจากนั้น ในศีรษะกลับว่างเปล่าและมีอาการปวดขึ้นมาทุกครั้งที่ฝืนเค้นความคิด
สายตาของลู่ฉางเยว่กวาดมองไปรอบห้องนอน เขามองเห็นเสื้อคลุมสีเข้มของตนเองพาดเคียงคู่อยู่กับชุดกระโปรงสีสดใสของสตรีบนราวไม้ มองเห็นถุงหอมปักลายใบชาห้อยอยู่ข้างหัวเตียง และสุดท้าย สายตาของเขาก็หยุดลงที่ร่างบอบบางของภรรยาที่กำลังเดินถือถาดยาเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวานหยด
เวินซู่เหยามีดวงตากลมโตสุกใส ผิวพรรณขาวผ่อง ยามแย้มยิ้มจะมีลักยิ้มบุ๋มเล็กๆ ที่ข้างแก้ม ดูมีชีวิตชีวาและซุกซนอยู่ในที
ลู่ฉางเยว่ขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองนางด้วยความสับสนว้าวุ่นใจอย่างหนัก
เขารู้จักตนเองดี เขาเป็นคนถือระเบียบเคร่งครัด ไม่ชอบความวุ่นวาย และไม่เคยสนใจเรื่องรักใคร่ ในยามที่สหายในสำนักผู้ตรวจการชวนไปดื่มสุราฟังเพลงที่หอคณิกา เขายังปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แล้วเหตุใด... ตัวเขาในช่วงสามปีที่ความทรงจำหายไป จึงได้หน้ามืดตามัว ไปตกหลุมรักบุตรีพ่อค้าใบชาจากเมืองหยางโจว ถึงขั้นยอมทิ้งเกียรติยศของจิ้งอันโหวไปคุกเข่าตากฝนขอนางแต่งงานถึงสามวันสามคืนได้เล่า!
“ท่านพี่ตื่นนานแล้วหรือเจ้าคะ วันนี้สีหน้าของท่านพี่ดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานมากทีเดียว”
เสียงหวานใสของเวินซู่เหยาดึงลู่ฉางเยว่ออกมาจากห้วงความคิด นางวางถาดยาลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้ๆ แล้วหยิบช้อนคนยาต้มในชามเพื่อระบายความร้อน
ลู่ฉางเยว่มองการกระทำที่คล่องแคล่วของนาง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำตามวิสัยคนที่ชอบซักถามหาความจริง “เวินซู่เหยา...”
พอได้ยินเขาเรียกชื่อเต็มของนางด้วยน้ำเสียงห่างเหิน เวินซู่เหยาก็ชะงักมือที่กำลังคนยาทันที
นางวางช้อนลงในชาม ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจอย่างที่สุด “ท่านพี่... เรียกชื่อเต็มของข้าอีกแล้ว ยามปกติท่านพี่ไม่เคยเรียกข้าอย่างห่างเหินเช่นนี้เลยสักครั้ง หรือว่าท่านพี่ฟื้นขึ้นมาครานี้ นอกจากจะจำเรื่องราวไม่ได้แล้ว ยังคิดจะรังเกียจข้าด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ลู่ฉางเยว่สะดุ้งเล็กน้อย รีบอธิบายด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ “ข้ามิได้รังเกียจเจ้า เพียงแต่ข้าจำเรื่องราวระหว่างพวกเราไม่ได้เลย จึงยังรู้สึกไม่คุ้นชินนัก... เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดอีกสักครั้งได้หรือไม่ ว่าเหตุใดคนอย่างข้าจึงไปพบเจ้าที่เมืองหยางโจว แล้วเหตุใดบิดาของเจ้าจึงใจดำปล่อยให้ข้าคุกเข่าตากฝนอยู่ถึงสามวัน”
เวินซู่เหยาลอบยิ้มในใจ ช่างถามเสียด้วย! ได้เลย ในเมื่อสามีอยากฟังรายละเอียด ข้าก็จะปั้นเรื่องให้ท่านฟังจนซาบซึ้งตรึงใจไปเลย!
“เรื่องนี้จะโทษท่านพ่อกับพี่ใหญ่ของข้าก็ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” เวินซู่เหยาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตาเบาๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงฉะฉานน่าฟัง “ครอบครัวตระกูลเวินของข้าทำการค้าใบชาอยู่ที่เมืองหยางโจว มีท่านพ่อและพี่ใหญ่ดูแลกิจการ ข้าเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของตระกูล จึงถูกท่านพ่อและพี่ใหญ่ทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็ก พวกเขาตั้งใจว่าจะหาบุรุษในเมืองหยางโจวแต่งเข้าตระกูล เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องจากบ้านเกิดไปไกล”
ลู่ฉางเยว่พยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ เพราะเรื่องนี้ฟังดูสมเหตุสมผลตามธรรมเนียมตระกูลคหบดีใหญ่
“แต่เมื่อปีก่อน ท่านพี่ปลอมตัวไปสืบราชการลับที่เมืองหยางโจว แล้วบังเอิญแวะมาดื่มชาหลบฝนที่หอใบชาของตระกูลเวิน” เวินซู่เหยาช้อนตามองเขา แววตาเปล่งประกายพราวระยับ “วันนั้นข้ากำลังนั่งดีดลูกคิดตรวจบัญชีอยู่ที่โถงชั้นล่าง ท่านพี่บอกข้าในภายหลังว่า ทันทีที่ท่านพี่ได้ยินเสียงลูกคิดและเห็นรอยยิ้มของข้า หัวใจของท่านพี่ที่เคยแข็งกระด้างก็พลันอ่อนยวบ ท่านพี่แวะเวียนมาซื้อใบชาที่ร้านของข้าไม่เว้นแต่ละวัน จนใบชาเต็มรถม้าไปหมด!”
ลู่ฉางเยว่กะพริบตาปริบๆ ยกมือขึ้นลูบคางตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เขาเนี่ยนะ... แวะเวียนไปซื้อใบชาทุกวันเพราะหลงใหลเสียงดีดลูกคิดของนาง?
“ตอนแรกท่านพ่อและพี่ใหญ่ของข้าไม่ยอมยกข้าให้ท่านพี่อย่างเด็ดขาด เพราะเกรงว่าแต่งเข้าตระกูลขุนนางในเมืองหลวงแล้ว ข้าจะถูกแม่สามีและญาติพี่น้องในจวนรังแก” เวินซู่เหยาแอบสอดแทรกความจริงเข้าไปอย่างแนบเนียน “แต่ท่านพี่ก็ไม่ยอมถอดใจ ท่านพี่ไปคุกเข่าอยู่หน้าประตูจวนตระกูลเวินท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก ยืนกรานว่าจะดูแลข้าด้วยชีวิต ท่านพ่อเห็นความจริงใจของท่านพี่ อีกทั้งข้าเองก็แอบมีใจให้ท่านพี่ จึงยอมตกลงมอบข้าให้แต่งเข้าจวนจิ้งอันโหวอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
