ตอนที่ 2
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงจ้าว ชายชราหนวดเคราสีดอกเลาผู้เป็นสหายของบิดาลู่ฉางเยว่ก็หอบหิ้วล่วมยาเข้ามาในห้องด้วยความเร่งรีบ
เวินซู่เหยาถอยออกมาเปิดทางให้หมอหลวงจ้าวทำการรักษา นางยืนกุมมืออยู่ข้างฉากกั้น มองดูหมอหลวงจ้าวฝังเข็มประคองชีพจรและห้ามเลือด ล้างบาดแผล และพันผ้าพันแผลสีขาวรอบศีรษะของลู่ฉางเยว่ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
ในใจของลูกสาวพ่อค้าใบชากำลังดีดลูกคิดคำนวณชะตากรรมของตนเองอย่างหนักหน่วง หากลู่ฉางเยว่เกิดสิ้นใจตายขึ้นมาตอนนี้ หนังสือหย่าในแขนเสื้อของนางที่ยังไม่ได้ประทับตราของเขาก็จะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า และนางจะต้องกลายเป็นแม่ม่ายเฝ้าป้ายวิญญาณอยู่ในจวนโหวไปตลอดชีวิต!
“ท่านหมอจ้าว อาการของท่านโหวเป็นอย่างไรบ้าง เขา... คงไม่ถึงขั้นสิ้นใจทิ้งข้าไปหรอกใช่หรือไม่?” เวินซู่เหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ฟังดูคล้ายภรรยาผู้โศกเศร้า ทั้งที่ความจริงนางกำลังกลัวว่าเขาจะตายก่อนได้ประทับตราหย่าต่างหาก
หมอหลวงจ้าวดึงเข็มเงินเล่มสุดท้ายออกแล้วปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะถอนหายใจยาว “ฮูหยินโปรดวางใจ ชีพจรของท่านโหวแม้จะอ่อนแรงแต่ยังมั่นคง พ้นขีดอันตรายถึงชีวิตแล้วขอรับ”
เวินซู่เหยาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “ขอบคุณสวรรค์...”
“แต่ทว่า...” หมอหลวงจ้าวขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน “ศีรษะของท่านโหวกระแทกเข้ากับโขดหินเต็มแรง ทำให้มีก้อนเลือดคั่งอุดตันอยู่ภายในศีรษะ ข้าต้องจ่ายยาต้มสลายเลือดคั่งให้ดื่มต่อเนื่อง แต่เมื่อท่านโหวฟื้นคืนสติขึ้นมา ศีรษะที่ได้รับความกระทบกระเทือนอาจส่งผลให้เกิดอาการหลงลืม หรือสูญเสียความทรงจำบางส่วนไปชั่วคราวขอรับ”
“สูญเสียความทรงจำหรือ?” เวินซู่เหยาเบิกตากว้าง
“ถูกต้องขอรับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามให้ท่านโหวได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจหรือมีเรื่องให้ขบคิดจนปวดศีรษะเป็นอันขาด มิฉะนั้นเลือดที่คั่งอยู่ภายในศีรษะอาจตีกลับและเส้นชีพจรฉีกขาดได้ คราวนี้ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยชีวิตท่านโหวไว้ไม่ได้แล้วขอรับ”
ยังไม่ทันที่เวินซู่เหยาจะได้ซักถามเพิ่มเติม เสียงร้องไห้คร่ำครวญแสบแก้วหูก็ดังแว่วมาจากลานหน้าเรือนชุนฮุย
“ฉางเยว่! โธ่ ลูกแม่! เหตุใดสวรรค์จึงใจร้ายกับตระกูลลู่ของเรานัก!”
ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของฮูหยินผู้เฒ่าลู่ ที่เดินเช็ดหัวตาแห้งๆ เข้ามาโดยมีซ่งเป่าจู สะใภ้รองที่สวมเครื่องประดับทองเต็มศีรษะคอยพยุงอยู่ข้างกาย ตามมาด้วยลู่ฉางหมิง น้องชายต่างมารดาของลู่ฉางเยว่ที่พยายามกลั้นรอยยิ้มยินดีไว้อย่างสุดความสามารถ
เวินซู่เหยามองกลุ่มคนจากเรือนซงเฮ่อที่แห่กันเข้ามาด้วยสายตารู้ทัน คนพวกนี้ไหนเลยจะมาเพราะความเป็นห่วง พวกเขามารอดูต่างหากว่าลู่ฉางเยว่ตายหรือยัง เพื่อจะได้ฮุบบรรดาศักดิ์โหวและทรัพย์สินในเรือนชุนฮุย!
“ท่านหมอจ้าว อาการของพี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง ได้ยินบ่าวไพร่พูดกันว่าศีรษะแตกเลือดไหลออกมามากกว่าหนึ่งถัง พี่ใหญ่คงจะ... ไม่รอดแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?” ซ่งเป่าจูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากแสร้งทำเป็นสะอื้น
หมอหลวงจ้าวมองปราดเดียวก็รู้แจ้งถึงเจตนาของคนเรือนรอง จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทำให้ฮูหยินรองต้องผิดหวังแล้ว ท่านโหวดวงแข็งยิ่งนัก เลือดที่ปากแผลหยุดไหลแล้ว เพียงแต่ต้องพักฟื้นรอดูอาการเลือดคั่งในศีรษะเท่านั้น”
รอยยิ้มที่มุมปากของลู่ฉางหมิงและซ่งเป่าจูแข็งค้างไปทันที ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าลู่เมื่อเห็นว่าลู่ฉางเยว่ยังไม่ฟื้น ก็ตวัดสายตามาทางเวินซู่เหยาที่ยืนอยู่ข้างเตียง
“เวินซู่เหยา! เจ้ายังกล้ายืนลอยหน้าลอยตาอยู่อีกหรือ!” ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ตวาดเสียงกร้าว กระแทกไม้เท้าลงกับพื้นห้อง “ตั้งแต่เจ้าแต่งเข้ามาในจวนจิ้งอันโหว ฉางเยว่ก็พบเจอแต่เรื่องเคราะห์ร้าย วันนี้ถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด เจ้ามันตัวกาลกิณีดวงกินสามีชัดๆ!”
ซ่งเป่าจูรีบเอ่ยต่อทันที “จริงด้วยเจ้าค่ะท่านแม่! ลูกสาวพ่อค้าใบชาไร้รากฐานจากเมืองหยางโจว ไหนเลยจะมีบุญบารมีคู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินโหว ดูสิเจ้าคะ ขนาดพี่ใหญ่นอนเจ็บปางตาย นางยังไม่มีน้ำตาสักหยด!”
เวินซู่เหยาก้มหน้าลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งลูบคลำหนังสือหย่าในแขนเสื้อพลางคิดในใจ หากไม่ติดว่าสามีหน้าหินของข้าดันหมดสติไปก่อนประทับตราหย่า ข้าคงโยนตำแหน่งฮูหยินโหวใส่หน้าพวกท่านแล้วนั่งรถม้าออกไปกินเป็ดย่างนอกเมืองตั้งนานแล้ว!
“ท่านแม่กล่าวหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” เวินซู่เหยาเงยหน้าขึ้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “ท่านพี่ออกไปปฏิบัติราชการแผ่นดินเพื่อปราบปรามคนทุจริต การถูกคนชั่วลอบทำร้ายย่อมเป็นเพราะความตงฉินของท่านพี่ เกี่ยวอันใดกับดวงชะตาของข้าเล่าเจ้าคะ อีกอย่าง เมื่อครู่ข้าเป็นคนสั่งการให้บ่าวไพร่เตรียมน้ำร้อนและช่วยท่านหมอจ้าวห้ามเลือด หากมัวแต่นั่งร้องไห้ฟูมฟายเกรงว่าจะเกะกะขวางทางรักษาของท่านหมอจ้าวเปล่าๆ”
“หุบปากเดี๋ยวนี้!” ฮูหยินผู้เฒ่าลู่แค่นเสียงเย็นชา “ในเมื่อฉางเยว่บาดเจ็บที่ศีรษะ ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใดและจะกลับมาว่าราชการได้เหมือนเดิมหรือไม่ ในฐานะที่ข้าเป็นผู้อาวุโสสูงสุดในจวน ข้าขอสั่งให้เจ้าส่งมอบป้ายดูแลเรือนชุนฮุย กุญแจคลัง และใบผ่านทางประทับตราจวนโหวที่ตระกูลเวินของเจ้าเอาไปใช้ คืนมาให้ฉางหมิงกับเป่าจูดูแลแทนเดี๋ยวนี้!”
ซ่งเป่าจูยื่นมือออกมาตรงหน้าเวินซู่เหยาด้วยแววตาละโมบ “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ส่งกุญแจคลังกับหนังสือรับรองใบผ่านทางมาเสียดีๆ! และหากพี่ใหญ่เกิดเป็นใบ้หรือพิการขึ้นมาจริงๆ ท่านแม่ตกลงกับผู้อาวุโสสายรองไว้แล้วว่าจะส่งเจ้าไปโกนหัวบวชชีสวดมนต์ล้างบาปที่อารามฉือเอินไปจนวันตาย ส่วนสินเดิมของเจ้าทั้งหมดต้องตกเป็นของกองกลางจวนโหวเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพี่ใหญ่!”
เวินซู่เหยาหรี่ตาลง ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาในอก
คิดจะยึดใบผ่านทางของตระกูลเวิน ฮุบสินเดิมของข้า แถมยังจะจับข้าไปโกนหัวบวชชีที่อารามฉือเอินอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ!
ตระกูลเวินของนางเพิ่งจะทำสัญญาจัดส่งใบชาขบวนใหญ่ให้กับหอการค้าทางเหนือ หากถูกยึดใบผ่านทางคืนในตอนนี้ ขบวนสินค้าของบิดาและพี่ชายจะต้องถูกกักตัวและขาดทุนย่อยยับเป็นแน่!
เวินซู่เหยาไม่เสียเวลาโต้เถียงเรื่องทรัพย์สินให้เปลืองน้ำลาย นางหันไปทางหมอหลวงจ้าวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนหวาดหวั่น “ท่านหมอจ้าวเจ้าคะ เมื่อครู่ท่านหมอบอกว่าตอนนี้ท่านโหวมีเลือดคั่งในศีรษะ ห้ามถูกรบกวนอย่างเด็ดขาดใช่หรือไม่? ตอนนี้ท่านแม่และพี่สะใภ้รองเข้ามาตะโกนข่มขู่ข้าถึงข้างเตียงเช่นนี้ หากท่านโหวเกิดตกใจจนเลือดลมตีกลับขึ้นมา ผู้ใดจะเป็นคนรับผิดชอบชีวิตของท่านโหวเล่า!”
หมอหลวงจ้าวที่รำคาญความละโมบของคนเรือนซงเฮ่อเป็นทุนเดิม รีบกระแอมไอแล้วเชิดหน้ารับคำทันที “ฮูหยินโหวพูดถูกต้องแล้ว! ฮูหยินผู้เฒ่า คุณชายรอง หากพวกท่านยังส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของท่านโหวจนอาการทรุดหนัก ข้าจะเขียนรายงานกราบทูลฝ่าบาทตามความจริงว่าคนในตระกูลลู่จงใจบีบคั้นให้ผู้ตรวจการของราชสำนักถึงแก่ชีวิต!”
พอได้ยินว่าจะนำเรื่องขึ้นกราบทูลฝ่าบาท ฮูหยินผู้เฒ่าลู่และลู่ฉางหมิงก็หน้าถอดสีทันที
สวีเจิ้งที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูรีบก้าวเข้ามาวางมือบนด้ามดาบ เอ่ยเสียงเข้ม “เชิญฮูหยินผู้เฒ่า คุณชายรอง และฮูหยินรองกลับเรือนซงเฮ่อไปก่อนเถิดขอรับ หน้าที่ดูแลท่านโหวในเรือนชุนฮุย มีฮูหยินและพวกบ่าวรับผิดชอบอยู่แล้ว!”
“ฮึ! ฝากไว้ก่อนเถิดเวินซู่เหยา หากฉางเยว่เป็นอะไรไปขึ้นมา ข้าจะจัดการเจ้าเป็นคนแรก!” ฮูหยินผู้เฒ่าลู่สะบัดแขนเสื้อเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง โดยมีลู่ฉางหมิงและซ่งเป่าจูเดินตามหลังไปด้วยความขัดใจ
หมอหลวงจ้าวเขียนเทียบยาเสร็จก็ส่งให้ซูถงนำไปต้ม พร้อมกำชับเวินซู่เหยาอีกสองสามประโยคเรื่องการเฝ้าดูอาการ ก่อนจะขอตัวออกไปพักผ่อนที่เรือนรับรอง โดยมีสวีเจิ้งคอยคุมเวรยามอยู่ที่หน้าลานเรือน
