บทที่ 1.2
ผู้คนต่างก็ชี้ชวนกันมามองยังนาง เหลือบไปมองเสียนมู่ด้วยสายตาสงสัยเป็นครั้งคราว จากนั้นข่าวลือซุบซิบสนุกปากก็ตามมาติดๆ ยังไม่ทันที่จ้าวหลิวจะออกจากเมืองหลวง เรื่องที่เจ้าบ่าวต้องออกไปรบยังชายแดนในวันแต่งงาน แถมเขายังไม่ทันได้เข้าห้องหอกลับออกจากจวนโหวไปพร้อมญาติผู้น้องหน้าตางดงาม ตรงไปยังชายแดนเหนือ ท่ามกลางคำถามมากมายของผู้ที่ไปส่งทัพ
แท้ที่จริงแล้ว...ญาติผู้น้องที่ตามไปชายแดนเหนือนั้นฐานะของนางคืออะไร
ทางหนึ่งลือกันว่า...ท่านโหวไม่ได้พึงใจในตัวฮูหยิน เขาลักลอบมีความสัมพันธ์กับญาติผู้น้องมานานแล้ว
ทางหนึ่งลือกันว่า...เจ้าสาวยังไม่ทันได้เข้าห้องหออย่างอิงหลันเสวี่ย ไหนเลยจะน่าเสน่หาไปกว่าญาติผู้น้องที่รู้ใจและเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก
ทางหนึ่งยังลือกันว่า...การแต่งงานครั้งนี้ก็เป็นเพียงผลประโยชน์ที่ทับซ้อน จวนปั๋วต้องการแม่ทัพนำทัพ จวนโหวต้องการเงินมาใช้หนี้สินที่พอกพูน สองฝ่ายเกี่ยวดองทำให้ทุกอย่างลงตัว ส่วนเรื่องมีใจหรือไม่นั้นหาสำคัญไม่ สำคัญคือฐานะโหวฮูหยินนี้ตกเป็นของคุณหนูใหญ่จวนปั๋วแล้วอย่างแน่นอน แม้ว่านางกับท่านโหวจะยังไม่ได้เข้าห้องหอกันก็ตาม!!
แต่งงานสามวันเจ้าสาวกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม อิงหลันเสวี่ยไปกราบคารวะบิดาที่ยังคงนอนซมบนเตียงไม่ได้สติ นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายเหลือเวลาไม่มากแล้ว...
อิงหมิงเฉิงเข้ามาคารวะนางด้วยสีหน้าเป็นกังวล “พี่ใหญ่...ข้างนอกนั่นข่าวลือเกี่ยวกันท่านล้วนเป็นเรื่องเสียหาย ได้ยินพ่อบ้านซูกล่าวว่าท่านเป็นคนสั่งให้กระจายข่าวลือ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรขอรับ”
นางมองน้องชายของตนที่แม้อายุเพียงสิบสอง ทว่าเขาก็มีความคิดความอ่านรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น “เฉิงเฉิง ตั้งแต่เด็กเจ้าเชื่อฟังพี่ใหญ่มาโดยตลอด ไม่ว่าพี่ใหญ่ให้เจ้าทำสิ่งใดเจ้าไม่เคยขัดเลย มีเรื่องหนึ่งพี่ใหญ่เห็นว่าสำคัญมาก ไม่อาจให้ผู้ใดทำ ไม่อาจไว้ใจผู้ใด เจ้า...ทำให้พี่ใหญ่ได้หรือไม่”
“เรื่องอะไรหรือขอรับ”
“เจ้า...ต้องไปที่ชายแดนเหนือ”
“ชายแดนเหนือ?? แต่พี่ใหญ่แต่งงานเพราะไม่อยากให้ข้าไปชายแดนเหนือมิใช่หรือขอรับ”
“ใช่ ไม่ให้เจ้าไปในฐานะหย่งจื๋อปั๋วซื่อจื่อ แต่ไปในฐานะผู้ส่งเสบียง เจ้าคิดว่าจะทำได้หรือไม่”
“ได้สิขอรับ ขอเพียงแบ่งเบาพี่ใหญ่ได้ข้าล้วนอยากทำ!”
“ดี...อีกห้าวัน ขอเวลาพี่ใหญ่ห้าวัน เรื่องนี้ห้ามเจ้าบอกผู้ใด แม้แต่ท่านแม่ก็บอกไม่ได้” นางมองเสี่ยวอู่คนสนิทของน้องชาย นี่คือหนึ่งในความหวังของนางที่จะปกป้องน้องชาย
“ขอรับ ข้าเชื่อฟังพี่ใหญ่”
เช้าวันถัดมานางให้แม่นมสวีกับเสี่ยวฉวนกลับจวนโหวไปก่อน ตัวนางกับเสี่ยวอวี๋แยกออกไปเดินในตลาด ใช้ข้ออ้างไปเดินตรวจร้านค้าของจวนปั๋ว ทว่านางกลับไปไม่ได้ไปที่ร้านค้าเพียงตรงไปยังตลาดค้าทาส
เสี่ยวอวี๋เอาตัวเองบดบังไม่ให้หญิงสาวถูกเดินชน แม้สงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามผู้เป็นนายให้มากความ เดินอยู่ค่อนวันก็ยังไม่รู้ว่าอิงหลันเสวี่ยกำลังมองหาสิ่งใด กระทั่ง...อยู่ๆ หญิงสาวก็ก้าวปราดเข้าไปหาชายร่างสูงกำยำผู้หนึ่ง
“คุณชายท่านนี้ช้าก่อน”
เสี่ยวอวี๋กล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ปราดเข้าไปยืนขวางผู้เป็นนาย เอาตัวบังอีกฝ่ายราวกับกลัวว่าชายตรงหน้าจะทำร้ายผู้เป็นนาย “เสี่ยวอวี๋...ไม่เป็นไร” อิงหลันเสวี่ยส่ายหน้า
“ฮูหยินท่านนี้มีเรื่องใดหรือ”
นางมองเขาขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้งจากนั้นเอ่ยถาม “ท่านเป็นวรยุทธ์หรือไม่”
เขาพยักหน้า นางยิ้ม “ข้ากำลังมองหาคนช่วยงาน เป็นงานที่อันตรายมาก แต่ก็ค่าจ้างงามเช่นกัน ท่านสนใจหรือไม่”
อีกฝ่ายเลิกคิ้วมองไปรอบๆ “คนตั้งมากมายเหตุใดเลือกข้า”
“เพราะ...ท่านดูเหมือนเป็นคนดีฝีมือ อีกทั้งที่นี่เป็นตลาดค้าทาส มีเพียงพ่อค้าทาส คนซื้อ และคนขายแรงงานเท่านั้นจึงจะมาเดิน”
เขาก้มลงมองตัวเอง “ข้าคงดูไม่เหมือนคนซื้อ ไม่เหมือนพ่อค้าด้วย”
“หากท่านสนใจพวกเราก็นั่งลงสนทนา หากไม่ข้าจะไม่รบกวนเวลาของท่าน”
“ฮูหยิน...เชิญ”
อิงหลันเสวี่ยมองประเมินลั่วเป่ยหยวน จำได้ว่าเขาเป็นทหารรับจ้างฝีมือดี ขอเพียงมีค่าจ้างไม่ว่างานอะไรเขาพร้อมเสี่ยงชีวิต ชาติก่อนเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตกลับมาจากสงคราม มีผลงานในกองทัพไม่น้อย เห็นชัดว่าเป็นคนมีฝีมือ
มีคนเคยกล่าวถึงว่าลั่วเป่ยหยวนไม่ได้ตั้งใจสมัครไปเป็นทหาร เพียงแต่มารดาของเขาล้มป่วย เพราะต้องการเงินไปจ่ายค่ารักษามารดา เขาจึงขายตัวให้องครักษ์คนหนึ่งของกองทัพ ติดตามอีกฝ่ายไปรบยังชายแดนเหนือ จากนั้นจึงสร้างผลงานกลับมาจนกลายเป็นหนึ่งในนายกองผู้เก่งกาจ
“บอกท่านตามตรง ข้ามีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เป็นทายาทที่ต้องสืบทอดบรรดาศักดิ์ของตระกูลในภายหน้า ดังนั้นข้าจึงอยากได้คนคุ้มกันข้างกายเขา ปกป้องดูแลให้เขากลับเมืองหลวงอยากปลอดภัย”
“ปกป้องเขาจากสิ่งใด”
“ชายแดนเหนือ”
ลั่วเป่ยหยวนเลิกคิ้ว “น้องชายของท่านเป็นทหาร?”
“มิใช่ น้องชายของข้าต้องไปส่งเสบียง”
