บทที่ 1.6
“รู้จักหรือไม่”
เขาไม่ตอบแต่จ้องนางเขม็งย่อมแสดงว่ารู้จัก “ข้าไว้ใจท่านได้หรือไม่”
เขามองนางด้วยสายตาประหลาด มองนางราวกับนางมีเขางอกออกมาจากหน้าผาก จนกระทั่งนางรอไม่ไหวค้นห่อเสื้อคลุมมอบกวานหยกของจอมมารให้ “นี่เป็นสินน้ำใจให้ท่าน แต่ข้าต้องรบกวนฝากของเอาไว้กับท่าน” นางตัดสินใจยื่นตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงให้เขา
เขามองตั๋วแลกเงินนั้นและรับไปเปิดดูทีละใบ “เจ้าขึ้นไปบนคุนหลุนซานหรือ”
“ใช่” นางตอบ
“ลักขโมยของที่ไม่ใช่ของตนเป็นเรื่องไร้ยางอาย”
“ข้าไม่ได้ขโมยของผู้ใด เป็นผู้อาวุโสมอบให้ข้า”
“ผู้อาวุโส??”
นางสบตากับเขานิ่ง “คิดว่าท่านคงได้ยินแล้วว่าข้าเขียนจดหมายเอาไว้จากนั้นข้าก็ขึ้นไปยังผาคุนหลุนซาน กระโดดลงไป”
“จากนั้นเล่า...”
“จากนั้นก็ได้พบผู้อาวุโส...หรั่น”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงสีหน้าอื่นนอกจากความเย็นชา เขาดูมีท่าทีตื่นตระหนก “เป็นไปไม่ได้”
“หาไม่ท่านคิดว่าข้าจะรอดมาได้อย่างไร หน้าผานั่นสูงถึงหมื่นจั้ง อีกทั้ง...ของพวกนี้หากไม่ใช่นางชี้ทางข้าจะหาเจอได้อย่างไร”
“นาง...เป็นอย่างไรบ้าง”
กู้หรั่นเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง “นางสิ้นใจแล้ว ข้าฝังนางเอาไว้ที่ใต้หุบผาคุนหลุนซานตามที่นางปรารถนา สาบานว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่บอกใครว่าหลุมศพนั้นอยู่ตรงไหน”
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครไปรบกวนหลุมศพ นางจำเป็นต้องโกหกเช่นนี้ อีกอย่างหากจะโกหกว่านางได้พบคนที่ตายไปแล้วสิบห้าปี นางต้องมั่นใจว่าหลุมศพจะไม่ถูกพบ
“แล้วนอกจากนาง...”
“จอมมารตายแล้ว ตายแน่นอน ข้าฝังเขาเอาไว้ที่นั่นเช่นกัน ใช้ดาบของเขากับกระบี่ของนางเป็นป้ายหน้าหลุมศพ”
“เจ้า...ทิ้งกระบี่ล้ำค่าเอาไว้ที่นั่น??”
นางกลอกตา “หาไม่จะให้ข้าแบกกลับมาหรือ อีกอย่างนั่นก็เป็นของคนตาย แบกกลับมาก็มีแต่จะนำความวุ่นวายมายังเมืองหยวนเฉิง”
เขาเลิกคิ้วมองนางราวไม่อยากเชื่อว่านางคิดเช่นนั้น
นางโบกมือ “เอาเป็นว่าข้าฝากท่านไว้ได้ใช่หรือไม่”
“เพราะอะไรต้องฝากเอาไว้ที่ข้า”
“เพราะข้าไม่อยากให้ผู้ใดรู้ว่าข้ามีเงินหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ ยังมี...” นางถลกกระโปรง
เขารีบดึงสายตาไปมองผนังรถม้า “เจ้าจะทำอะไร”
“ฝากของ” นางงุนงงจากนั้นคลายแถบผ้าออกจากด้ามมีดสั้นที่น่อง ดึงมีดสั้นของจอมมารออกมา ตอนที่เขาเห็นมีดสั้นก็เบิกตาอ้าปากค้าง
“เจ้า...”
“มีดสั้นของจอมมาร ข้าแกะพลอยออกไปเม็ดหนึ่งเพื่อเป็นค่าเสบียง”
“ค่าเสบียง!” เขากัดฟันกรอดราวอยากบีบคอใครสักคนให้ตาย...
นางรู้น่า...พลอยนั่นมีค่าเทียบเท่ากับจวนหลังงามทั้งหลัง แต่นางไม่มีทางเลือกนี่นา “หาไม่จะให้ข้ามอบหยกประดับที่มีตราพรรคมารให้เขา? หรือกำไลหยกเมฆของจอมมาร?”
ของที่นางกล่าวมาล้วนมีราคาสูงกว่าพลอยเม็ดนั้นทั้งสิ้น ด้วยจอมมารพรรคอวิ๋นซานเป็นคนฟุ่มเฟือยยิ่ง ที่สำคัญหากของเหล่านี้ถูกขายทอดตลาด คนไม่รู้จักก็แล้วไป แต่หากมีคนจดจำของของจอมมารได้ นั่นไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ!!
เสียงจอแจกลางตลาดทำให้หญิงสาวแอบเลิกม่านรถม้าขึ้นมอง ใกล้จะถึงจวนตระกูลกู้แล้ว... “เสื้อคลุมนั่น...ขอข้าได้หรือไม่” นางทั้งมอมแมมและสกปรก ทันทีที่ลงรถม้าสายตาก็จะจ้องมองมา อย่างน้อยๆ ขอให้นางหลงเหลือศักดิ์ศรีเอาไว้ให้กู้หรั่นเยวี่ยสักเล็กน้อย
“นั่นเป็นเสื้อคลุมของเส้าชิง เจ้า...” เขากำลังจะปลดเสื้อคลุมของตัวเอง”
“ไม่เป็นไรท่านสวมเอาไว้เถิด วันนี้ลมแรงทางที่ดีหากยังไม่เข้าไปในจวนก็อย่าถอดเสื้อคลุมออก อากาศอบอ้าวแต่ลมแรงยิ่งนัก คืนนี้ไม่แน่ว่าฝนอาจจะตก”
เขาชะงักมุ่นคิ้วมองนางคว้าเสื้อคลุมของคนสนิทขึ้นมาสวม
“คุณชายเว่ย ท่านว่าท่านชื่ออะไรนะ”
“กวงอวี่ นามของข้าคือ...เว่ยกวงอวี่”
“เรื่องในวันนี้รบกวนท่านแล้ว ขอบคุณท่านมาก วันหน้าข้าจะไปรบกวนท่านอีกครา หวังว่ากวานนั้นจะไม่ทำให้ข้าดูเป็นสตรีน่ารำคาญจนเกินไป” พูดจบนางก็ขยับตัวก้าวลงจากรถม้าเมื่อรถม้าจอดสนิท
เว่ยกวงอวี่เองก็ขยับลงจากรถม้าเช่นกัน ผู้คนมากมายเห็นรถม้าตระกูลเว่ยจอดหน้าจวนตระกูลกู้ก็ชี้ชวนกันมอง ที่มากไปกว่านั้นคือสตรีที่ก้าวลงจากรถม้า แม้สวมหมวกเสื้อคลุมก็จริง แต่คนเฝ้าประตูกลับตะโกนราวกับเพิ่งเจอผี
“คะ...คุณหนูเก้า!! คุณหนูเก้ากลับมาแล้ว ไปแจ้งนายท่านกับฮูหยินเร็วเข้า!!!”
