บทที่ 1.5
เมืองหยวนเฉิงเดินลงเขาไปก็ถึงแล้ว แต่พูดนั้นง่ายการเดินลงเขาที่ลดเลี้ยวนั้นใช้เวลานานมากทีเดียว กู้หรั่นเยวี่ยเดินเท้าไปเรื่อยๆ ในอ้อมแขนมีเสื้อคลุมที่ห่อข้าวของมากมาย ทั้งเครื่องประดับของจอมมาร ทั้งตั๋วเงินและป้ายหยก กว่าสามชั่วยามที่แดดร้อนจนแขนของนางเริ่มแสบและเป็นรอยแดง
ไม่มีคนเดินผ่าน ไม่มีรถม้า หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตก็ไม่โผล่มาให้เห็นสักตัว!!!
สามแยกด้านหน้ามีเสียงรถม้ากำลังแล่นมา หญิงสาววิ่งตรงไปที่นั่นตะโกนสุดเสียงหวังให้รถม้าคันดังกล่าวหยุด รถม้าวิ่งเร็วมากฝุ่นตลบไปทั่ว จนแล้วจนรอดนางก็มองเห็นเพียงด้านหลังรถม้าที่วิ่งจากไป
ล่วงเข้ายามเซิน แล้วกู้หรั่นเยวี่ยเริ่มสิ้นหวัง นางคงกลับเข้าเมืองไม่ทันก่อนฟ้ามืดเป็นแน่ เท้าสองข้างเริ่มระบม เหงื่อท่วมตัวกับอาการครั่นเนื้อครั่นตัวและร้อนผ่าว นางกระหายน้ำจึงดื่มน้ำในถุงที่เหลือจนหมด กระทั่งตอนได้ยินเสียงรถม้าด้านหลังนางกลับรู้สึกว่าตัวเองหูฝาด
ขณะหันกลับไปมองรถม้าหรูหราที่วิ่งผ่าน สติของนางก็กำลังเลือนราง ม่านรถม้าเปิดขึ้นทำให้มองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษผู้หนึ่ง ดวงตาเย็นชาสีหน้าเย็นเยียบ... สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยตอนเห็นนางยืนโอนเอนอยู่ริมถนนอย่างเดียวดาย
กู้หรั่นเยวี่ยถอนหายใจกับตัวเอง คอของนางแห้งผาก หมดสิ้นเรี่ยวแรงจะขยับ นางทรุดตัวลงนั่งตรงนั้นไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะยกแขนหรือร้องตะโกน
อยู่ๆ รถม้าคันนั้นก็หยุด คนคุ้มกันรถม้าวิ่งกลับมาตรงหน้านาง ก้มลงมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย “คุณหนู...เก้า?”
อา...เขารู้จักนาง ไม่สิ เขารู้จักคุณหนูเก้าตระกูลกู้ กู้หรั่นเยวี่ยต่างหาก นางพยักหน้า... “ข้าขอรบกวนติดรถม้ากลับเข้าเมืองหน่อยได้หรือไม่ ตอนนี้ข้า...ไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือแล้ว”
อีกฝ่ายหันไปมองยังรถม้า ดูเหมือนกำลังขอความเห็นคนบนนั้น “หรือไม่หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ท่านช่วยส่งข่าวไปยังจวนตระกูลกู้ ให้พวกเขาส่งคนมารับข้าที่นี่”
“พานางขึ้นมา”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่าเจือเอาไว้ด้วยความเย็นชา ถึงอย่างนั้นนางกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงเด็ดขาดของชายหนุ่มในรถม้ายังขาดพลังไปมาก มันคล้ายกับเขา...ไม่ใคร่จะสบาย??
ตอนเดินไปจนถึงรถม้าด้วยความช่วยเหลือของคนคุ้มกันผู้นั้น กู้หรั่นเยวี่ยชะงักเงยหน้าขึ้นมองป้ายอักษร ‘เว่ย’ “อา...บังเอิญยิ่ง”
ม่านประตูถูกเลิกขึ้นพร้อมกับคนที่นั่งอยู่ในนั้นเหลือบตามองนาง กู้หรั่นเยวี่ยแอบกลั้นหายใจกับความหล่อเหลาเย็นชาของอีกฝ่าย ทว่าใบหน้าค่อนไปทางซีดขาวของเขากับเสื้อคลุมที่ทำจากขนหมาป่าสีเทา ทำให้คิ้วของนางมุ่นลงเล็กน้อย “รบกวนแล้ว”
หญิงสาวละสายตาออกมาอย่างมีมารยาท นั่งลงห่างจากเขาเล็กน้อย
“ออกรถ” คนคุ้มกันผู้นั้นออกคำสั่ง ไม่นานรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัว
ความเงียบที่น่าอึดอัด... นางเหลือบมองอีกฝ่ายหลายครั้ง ทว่าจนแล้วจนรอดในประมวลความทรงจำของกู้หรั่นเยวี่ยก็ไม่มีคนผู้นี้
“คือ...” นางกอดห่อผ้าแน่น เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางอีก “ท่านเป็นคนตระกูลเว่ยหรือ”
คิ้วของเขากระตุกคราหนึ่ง เหลือบตามองนางในที่สุด “คุณหนูเก้า ท่านขึ้นรถม้ามาโดยไม่รู้ว่าเป็นรถม้าของผู้ใด เรื่องนี้มิใช่โง่งมมากหรอกหรือ เห็นชัดว่าท่านเห็นป้ายอักษรบนรถม้าแล้ว เหตุใดถามคำถามที่แสดงความเขลาออกมา หรือว่า...แม้แต่หนังสือก็อ่านไม่ออก??”
ปากร้ายมาก!!! กู้หรั่นเยวี่ยแอบสบถในใจ นางก้มลงค้นห่อเสื้อคลุมจากนั้นลังเลที่จะส่งป้ายหยกของอาจารย์ให้เขา ถึงอย่างนั้นนางจะนำของเหล่านี้กลับเข้าจวนตระกูลกู้ด้วยไม่ได้ในที่สุดก็ยื่นป้ายหยกให้เขา “ท่านรู้จักหรือไม่”
เขาเลิกคิ้วมองป้ายหยกจากนั้นยื่นมือออกมารับ “เจ้าได้มันมาอย่างไร”
