คนที่เคยปฏิเสธ - 2
เขายอมตกลงงั้นเหรอ พิมพ์ชนกนิ่งไป คำพูดของบิดาทำให้เธอสับสนหนักกว่าเก่า เขาตกลงเพราะอะไร... เพราะผลประโยชน์ธุรกิจ หรือเพราะเขามีแผนจะกลั่นแกล้งอะไรเธออีกกันแน่
1 สัปดาห์ต่อมา
ณ ร้านอาหารสุดหรูบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ เสียงเพลงแจ๊สเบา ๆ และแสงไฟสีส้มสลัวควรจะทำให้บรรยากาศดูรื่นรมย์ แต่สำหรับ พิมพ์ชนก เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนกองไฟ ชุดเดรสสีครีมที่เธอสวมมาดูสง่างามทว่ามันกลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
บนโต๊ะอาหารยาวที่มีวิวโค้งน้ำเจ้าพระยายยามค่ำคืนเป็นฉากหลังบิดาและมารดาของเธอกำลังสนทนาอย่างออกรสกับเมธา และนภา พ่อและแม่ของเมธวิน ทั้งสองครอบครัวดูสนิทสนมกันเสียจนดูเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว เสียงหัวเราะและบทสนทนาเรื่องวันวานดังขึ้นเป็นระยะ
แต่สำหรับ พิมพ์ชนก เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินของบรรยากาศนี้ เธอได้แต่นั่งอมยิ้มบาง ๆ ฟังผู้ใหญ่คุยกันเรื่องกำหนดการต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ มือบางคอยหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบแก้ประหม่า สายตาคอยชำเลืองมองไปยังเก้าอี้ว่างข้างตัวที่ถูกเว้นไว้สำหรับ ใครบางคนที่ยังมาไม่ถึง
“หนูพิมพ์ไปอยู่เมืองนอกซะนาน กลับมาคราวนี้สวยขึ้นเยอะเลยนะ” เมธา เอ่ยชมด้วยแววตาเอ็นดูพลางหันไปพยักพเยิดกับสุวิทย์ “เห็นทีตาวินมันต้องรีบเคลียร์งานที่ไร่มาเฝ้าแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นใครต่อใครคงมาเข้าคิวขายขนมจีบแข่งกับลูกชายลุงแน่ ๆ”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” พิมพ์ชนกพึมพำตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่พยายามปั้นให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
แม้คำชมจะทำให้เธอรู้สึกเขินอายตามมารยาท แต่คำว่างานที่ไร่จากปากของเมธากลับสะดุดใจเธอเข้าอย่างจัง เธอจำได้ว่าครอบครัวของเขามีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และฟาร์มขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด แต่การที่เขาดูทุ่มเทให้กับงานที่นั่นจนเกือบจะมางานสำคัญแบบนี้ไม่ทัน ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกังวล
“คุณลุงอะไรกันจ๊ะ เรียกคุณพ่อสิลูก” นภา เสริมทัพด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ค่ะ... คุณพ่อ” พิมพ์ชนกขานรับเสียงแผ่ว ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ เธอรู้สึกเก้อเขินที่ต้องเปลี่ยนคำเรียกขานอย่างปุบปับแบบนี้ ทว่ากิริยาอ่อนน้อมและท่าทางขัดเขินของเธอกลับดูน่าเอ็นดูในสายตาผู้ใหญ่
“ฮ่า ๆ ๆ ดีมากหนูพิมพ์ ชื่นใจจริง ๆ” เมธา หัวเราะร่าด้วยความถูกใจพลางหันไปสบตากับสุวิทย์ที่พยักหน้ายิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาว
"พี่วิน เขาทำงานอยู่ที่ไร่หรอคะ"
“ใช่จ้ะลูก ตาวินเขาไปคลุกตัวอยู่ที่ไร่ภูม่านเมฆ ที่เชียงรายเกือบสามสี่ปีได้แล้วมั้ง” นภา เป็นคนตอบแทนพลางยิ้มอย่างภูมิใจ “เขารักไร่นั้นมาก พัฒนาจนตอนนี้กลายเป็นฟาร์มนมวัวส่งออกอันดับต้น ๆ เลยล่ะ แต่ก็นั่นแหละ... ทำงานจนลืมวันลืมคืน ลืมแม้กระทั่งว่ามีพ่อแม่ที่อยู่กรุงเทพ” นภา แสร้งทำเสียงบ่นน้อยใจแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูในตัวลูกชาย “ถ้าพ่อเขาไม่ขู่ว่าถ้าไม่กลับมาจะยกไร่ให้คนอื่นดูแลแทน ป่านนี้คงยังไม่ยอมโผล่หน้ามาหรอกจ้ะ”
พิมพ์ชนก นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินความจริงข้อนั้น เขาต้องจำใจกลับมาเพราะถูกบังคับงั้นเหรอ...
เธอนึกภาพผู้ชายที่มีโลกส่วนตัวสูงและนิ่งขรึมอย่างเขาที่ไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางหุบเขาและฟาร์มนมวัว มันดูเข้ากับบุคลิกของเขาดีเหลือเกิน
ในขณะพิมพ์ชนกกำลังคิดถึงว่าที่สามีของเธออยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอก็เคลื่อนใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง
“มาแล้วเหรอวิน” เสียงเมธาทักขึ้น พร้อมกับที่พนักงานเดินนำร่างสูงใหญ่เข้ามายังโต๊ะอาหาร
พิมพ์ชนกหัวใจกระตุกวูบ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง และภาพที่เห็นก็ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ เมธวิน ในวัยสามสิบสี่ปี ดูเปลี่ยนไปมากจนเธอเกือบจำไม่ได้ เขาดูเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ขับเน้นช่วงไหล่กว้าง ใบหน้าคมเข้มยังคงความหล่อเหลาไร้ที่ติ
ผิวพรรณของเขาไม่ได้ขาวจัดเหมือนคุณหนูในเมืองกรุงอีกต่อไป แต่มันกลับเป็นสีแทนสวยจากการตรากตรำทำงานกลางแจ้งที่ไร่ ผิวที่ไหม้แดดเล็กน้อยบริเวณโหนกแก้มยิ่งส่งให้เขาดูดิบเถื่อนและมีเสน่ห์อย่างประหลาด แตกต่างจากภาพลักษณ์หนุ่มเนี๊ยบในความทรงจำของเธออย่างสิ้นเชิง
