คนที่เคยปฏิเสธ - 3
“ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะครับ พอดีผมนาน ๆ ทีเข้ากรุงเทพฯ เลยมีธุระให้จัดการหลายอย่างเลย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและนิ่งลึกนั้นทำให้ พิมพ์ชนก รู้สึกเหมือนใจกระตุกวูบ เธอไม่ได้ยินเสียงนี้มาเจ็ดปีเต็ม ๆ เขายังคงรักษามารยาทต่อหน้าผู้ใหญ่ได้อย่างดีเยี่ยม ทว่าประโยคที่บอกว่า ‘นาน ๆ ทีเข้ากรุง’ มันตอกย้ำให้เธอรู้ว่าเขากลายเป็นคนของไร่ภูม่านเมฆไปอย่างเต็มตัวแล้ว
“ไม่เป็นไรเลย แกมาก็ดีแล้ว นั่งลงก่อนสิ” สุวิทย์บอกพร้อมรอยยิ้มต้อนรับ
เมธวินเลื่อนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ข้าง ๆ พิมพ์ชนกออกช้า ๆ แล้วนั่งลง ระยะห่างที่ใกล้กันเพียงคืบทำให้หญิงสาวได้กลิ่นสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาชัดเจนขึ้น ความร้อนผ่าวจากร่างกายชายหนุ่มที่เพิ่งผ่านการเดินทางมาหมาด ๆ แผ่ซ่านมาถึงเธอจนเผลอขยับตัวออกเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
“อ้าว... พิมพ์ ทำไมไม่ทักทายพี่เขาล่ะลูก” อริสาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นลูกสาวนั่งนิ่งราวกับเป็นหิน
พิมพ์ชนกรู้สึกเหมือนก้อนแข็ง ๆ จุกอยู่ที่ลำคอ ความหล่อเหลาที่ดูดิบเถื่อนและโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นของเขาทำให้เธอประหม่าจนแทบทำตัวไม่ถูก แต่เมื่อเห็นสายตาของคนเป็นแม่ที่ส่งสัญญาณมา เธอจึงรวบรวมความกล้าค่อย ๆ หันไปทางชายหนุ่มที่เพิ่งนั่งลงข้างกาย
มือบางทั้งสองข้างประกบเข้าหากันแล้วยกขึ้นไหว้เขาอย่างอ่อนน้อยตามกิริยาที่ถูกอบรมมาอย่างดี
“สวัสดีค่ะ... พี่วิน” เธอเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ไม่เจอกันนานเลยนะคะ พี่วินสบายดีไหมคะ”
เมธวินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้รีบร้อนตอบ แต่กลับทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้พลางปรายสายตามองคนข้างกายด้วยแววตาที่อ่านยาก ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปากออกมาจาง ๆ ที่ดูเหมือนเหนื่อยหน่ายมากกว่าจะยินดี
“จะว่าสบายดีมันก็พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่หรอก...” เขาเว้นจังหวะพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ “พายุที่ไร่ว่าวุ่นวายแล้วแต่การต้องทิ้งงานมาจัดการเรื่องส่วนตัวแบบปุบปับ น่าปวดหัวกว่านั้นอีก”
คำพูดของชายหนุ่มทำให้พิมพ์ชนกหน้าชาไปวูบหนึ่ง เธอรู้ดีว่าคำว่าธุระส่วนตัวที่เขากล่าวถึงนั้นหมายถึงการแต่งงานครั้งนี้ และเขากำลังสื่อให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจจะมาที่นี่สักเท่าไหร่
“ตาวินก็นะ พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยลูก น้องถามด้วยความเป็นห่วง” นภา รีบเอ่ยดุลูกชายเบา ๆ เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ “หนูพิมพ์อย่าไปถือสาพี่เขาเลยนะลูก”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่” พิมพ์ชนกฝืนยิ้มกว้างส่งให้นภาอย่างนอบน้อม พยายามซ่อนความเจ็บจี๊ดที่แล่นเข้ามาในใจเอาไว้ให้ลึกที่สุด “พิมพ์เข้าใจค่ะ”
“เอ้า ๆ ทานข้าวกันก่อนดีกว่า คุยไปทานไปเดี๋ยวอาหารจะเย็นหมดเสียรสชาติ” สุวิทย์เอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย เขาทำหน้าที่เจ้าภาพที่ดีด้วยการผุดรอยยิ้มกว้างเพื่อคลายความอึดอัดบนโต๊ะ
“จริงด้วยค่ะ ทานกันเลยนะ หนูพิมพ์ทานเยอะๆ นะลูก ร้านนี้อาหารอร่อยมาก” อริสารีบสำทับพลางใช้ช้อนกลางตักอาหารให้ลูกสาว
ความวุ่นวายเล็ก ๆ ในการตักอาหารส่งต่อกันทำให้พิมพ์ชนกพอจะมีช่องว่างให้หายใจได้บ้าง เธอค่อยๆ ก้มหน้าจัดการกับอาหารในจานของตัวเองอย่างเงียบเชียบ พยายามเลี่ยงที่จะสบตากับคนข้างกายที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น
“วิน... ตักแกงให้น้องหน่อยสิลูก” นภา พยายามจะชงให้ลูกชายแสดงความอาทรอีกครั้ง
เมธวินชะงักมือที่กำลังถือช้อนครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมือหนาไปตักแกงตามที่มารดาสั่ง ปลายช้อนของเขาบรรจงวางชิ้นเนื้อเป็ดลงบนจานของพิมพ์ชนกอย่างแผ่วเบา ทว่าในจังหวะนั้นเอง เขาก็จงใจขยับเข้ามาใกล้จนไหล่กว้างเบียดกับไหล่บางของเธอเบา ๆ
“ทานเยอะ ๆ นะครับ จะได้มีแรงไว้รับมือกับสิ่งที่ต้องเจอหลังจากนี้”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาจนเกือบเป็นกระซิบ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน พิมพ์ชนกมือสั่นจนเกือบจะวางช้อนไม่ลง เธอรู้ดีว่าคำเตือนของเขาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
