ตอนที่9 [ลงโทษเด็กดื้อเงียบ]
ของบำเรอธามไทน์
ตอนที่9
[ลงโทษเด็กดื้อเงียบ]
แสงแดดในยามเย็นฉาบไล้ไปทั่วลานเอนกประสงค์ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาเริ่มทยอยกลับบ้านทว่าบรรยากาศรอบตัวของ น้ำฟ้า กลับดูอึดอัดอย่างประหลาด ร่างบางในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินแกมวิ่งมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความกังวล มือเล็กกำสายเป้แน่นจนชื้นเหงื่อ เธอรู้ดีว่าการที่เธอ ‘ดื้อเงียบ’ ใส่ธามไทน์ต่อหน้าเพื่อนเขาเมื่อตอนบ่ายมันคือการกระตุกหนวดเสือครั้งใหญ่
เธอรีบก้าวเท้าไว ๆ เพื่อจะไปให้ถึงป้ายรถเมล์ พลางเหลียวหลังมองอย่างระแวดระวังทว่ายังไม่ทันที่เท้าเล็กจะก้าวพ้นเขตลานจอดรถวีไอพี เสียงคำรามของเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์ที่คุ้นเคยก็ดังก้องมาจากทางด้านหลัง รถสปอร์ตสีดำขลับพุ่งทะยานมาขวางหน้าเธอไว้พอดีจนน้ำฟ้าต้องชะงักกึก และก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ ประตูรถฝั่งคนขับถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงสง่าของธามไทน์ ที่ก้าวลงมาด้วยท่าทางนิ่งขรึม ทว่าแผ่รังสีคุกคามอย่างรุนแรง
ใบหน้าคมสันเรียบเฉยจนน่ากลัว นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งมาที่เด็กสาวราวกับจะตรึงเธอไว้กับพื้น เขาไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่กลับก้าวเข้าไปหาเธอช้า ๆ ด้วยความสูงโปร่งที่ข่มให้ร่างของน้ำฟ้าดูตัวเล็กลงไปถนัดตา
“คุณธาม! น้ำฟ้าจะกลับบ้านจ้ะ รถเมล์จะมาแล้ว” เธอพยายามทำใจดีสู้เสือ เอ่ยด้วยเสียงหวานที่พยายามไม่ให้สั่น ทว่าความดื้อเงียบในดวงตากลับยังไม่จางหาย
“ขึ้นรถ” คำสั่งสั้น ๆ หลุดออกมาจากปากเรียวหยักด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจและเย็นชาถึงขีดสุด
“แต่น้ำฟ้า”
“ฉันบอกให้ขึ้นรถ!” ธามไทน์ไม่ได้รอให้เธอปฏิเสธซ้ำ มือหนาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้ทันควัน แรงบีบแน่นทำให้คนหัวอ่อนอย่างน้ำฟ้าถึงกับสะดุ้ง เขาออกแรงกึ่งลากกึ่งจูงพาเธอไปที่ประตูรถฝั่งข้างคนขับ ท่ามกลางสายตานักศึกษาที่มองมาด้วยความสนใจ แต่ไม่มีใครกล้าสอดเพราะรังสีความร้ายลึกของ ‘มัจจุราชวิศวะ’ นั้นน่าเกรงขามเกินไป
ธามไทน์ยัดร่างบางเข้าไปในรถ ก่อนจะอ้อมกลับมาประจำที่คนขับ เขาเหยียบคันเร่งพารถทะยานออกจากมหาวิทยาลัย ด้วยความเร็วที่ทำให้น้ำฟ้าต้องหลับตาปี๋และคว้าที่จับไว้แน่น เขาไม่ได้ขับไปทางบ้าน แต่กลับหักเลี้ยวเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่เป็นพื้นที่จอดรถส่วนตัวหลังโกดังเก็บของซึ่งไร้ผู้คน
เมื่อรถหยุดสนิท ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม ธามไทน์ดับเครื่องยนต์แต่ไม่ยอมเปิดล็อกประตู เขาเอนหลังพิงเบาะแล้วหันหน้ามามองน้ำฟ้าที่นั่งตัวลีบชิดประตู สายตาคมกริบสำรวจใบหน้าหวานที่เริ่มมีรอยน้ำตาคลอเบา ๆ แต่อีกฝ่ายก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมก้มหัวให้ง่าย ๆ
“เมื่อตอนบ่าย เก่งมากใช่ไหม” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้น ขณะที่เขาโน้มตัวเข้าหาเธอช้า ๆ จนระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงคืบ
“กล้าสั่งสอนฉันต่อหน้าเพื่อน กล้าว่าฉันเป็นคนแก่ใจดีงั้นเหรอ”
“น้ำฟ้าแค่พูดความจริง และน้ำฟ้าก็หวังดีจ้ะ” เธอตอบเสียงแข็งพยายามรักษามาดดื้อเงียบเอาไว้
ธามไทน์ขยับยิ้มที่มุมปากเพียงบางเบา แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มของนักล่าที่เจอเหยื่อถูกใจ มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นมาไล้ไปตามพวงแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา แต่กลับให้ความรู้สึกคุกคามอย่างมหาศาล
“ความหวังดีของเธอมันมีราคาที่ต้องจ่ายนะน้ำฟ้า ในเมื่ออยากให้ฉันล้างมือมากนัก งั้นตอนนี้ ฉันจะให้เธอเป็นคน ‘ล้าง’ ให้เอง แต่ไม่ใช่ด้วยน้ำหรอกนะ”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นระริก การรุกที่รุนแรงและเงียบเชียบของเขา กำลังทำให้น้ำฟ้าจนมุม ร่างสูงโน้มลงไปจนจมูกโด่งแตะกับปลายจมูกของเธอ กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวที่หรูหราล้อมรอบตัวเธอไว้ จนหนีไปไหนไม่ได้
“เตรียมตัวรับบทลงโทษของ ‘คนแก่ใจดี’ ไว้ได้เลย เพราะคืนนี้ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอหลับสบายแน่” เขาเอ่ยขู่
ภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตที่ถูกสั่งปิดล็อกอัตโนมัติ ความเงียบงันปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของน้ำฟ้า เด็กสาวนั่งตัวลีบชิดประตูรถ นัยน์ตากลมโตสั่นระริกขณะจ้องมองร่างสูงสง่าของธามไทน์ ที่ค่อย ๆ โน้มกายเข้าหาเธอช้า ๆ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นหนังแท้จากเบาะรถรุกรานโสตประสาท จนเธอรู้สึกเหมือนจะขาดใจ
“เมื่อบ่าย เธอสั่งให้ฉันล้างมือใช่ไหม” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นชิดใบหูจนน้ำฟ้าขนลุกซู่
“ในเมื่อหวังดีนัก! ก็รับผิดชอบความหวังดีของเธอซะ”
ธามไทน์ส่งห่อทิชชูเปียกราคาแพงให้เธอด้วยท่าทางเผด็จการ ก่อนจะยื่นมือหนาที่มีคราบน้ำมันจาง ๆ เกาะอยู่ตามปลายนิ้วและซอกเล็บมาตรงหน้าเธอ มือที่เคยถือประแจซ่อมเครื่องยนต์บัดนี้กลับดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามเมื่อมันอยู่ห่างจากหน้าเธอเพียงไม่กี่คืบ
“เช็ดให้สะอาด ทุกนิ้ว อย่าให้เหลือแม้แต่รอยเดียว” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่ากดดัน
น้ำฟ้าเม้มริมฝีปากแน่น ความดื้อเงียบสั่งให้เธออยากจะสะบัดหน้าหนี แต่สายตาคมกริบที่จ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อทำให้เธอต้องยอมรับห่อทิชชูมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ มือเล็กที่สั่นเทาค่อย ๆ ดึงแผ่นเช็ดทำความสะอาดออกมา แล้วบรรจงแตะลงบนปลายนิ้วแกร่งของชายหนุ่ม
