ตอนที่10 [ลงโทษเด็กดื้อเงียบ]
ทันทีที่สัมผัสกัน ความร้อนจากผิวกายของธามไทน์ ก็แล่นปราดเข้าสู่หัวใจของน้ำฟ้าจนเธอชะงัก ชายหนุ่มไม่ได้ขยับหนี แต่กลับจงใจทิ้งน้ำหนักมือลงบนฝ่ามือเล็กของเธอ บีบคั้นให้เธอต้องประคองมือเขาไว้แน่นขึ้น น้ำฟ้าพยายามก้มหน้าก้มตาเช็ดคราบน้ำมันจาง ๆ ออกอย่างตั้งใจที่สุดเพื่อหวังให้บทลงโทษนี้จบลงโดยเร็ว
“นิ้วชี้ ยังมีคราบอยู่” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยเตือนนิ่ง ๆ
น้ำฟ้าจำต้องขยับปลายนิ้วไปเน้นเช็ดที่นิ้วชี้ของเขาอย่างแผ่วเบา ทว่าธามไทน์กลับใช้นิ้วนั้นเกี่ยวไล้ไปตามอุ้งมือของเธออย่างจงใจรุกราน สายตาคมกริบไม่มองมือตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับจ้องมองปฏิกิริยาของใบหน้าหวานที่บัดนี้แดงซ่านไปถึงลำคอ นวลแก้มของน้ำฟ้าร้อนผ่าวจนแทบจะไหม้ เธอพยายามจะชักมือกลับเมื่อรู้สึกว่ามันเริ่ม ‘ล้ำเส้น’
“คุณธาม… น้ำฟ้าเช็ดเสร็จแล้วจ้ะ” เธอกระซิบเสียงแผ่วพยายามรักษาความนิ่ง
“ยัง” ธามไทน์สวนกลับทันควัน เขาพลิกมือกลับมาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่น ก่อนจะใช้ปลายนิ้วที่เพิ่งเช็ดสะอาดเชยคางมนของเธอขึ้นมาสบตา
“เธอยังไม่ได้เช็ด ‘คราบ’ ที่เธอกล่าวหาว่าฉันเป็นคนแก่ใจดีออกไปจากปากเธอเลยนะ น้ำฟ้า”
ใบหน้าคมสันโน้มลงมาจนจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ที่แก้มใส ความร้ายลึกของเขากำลังเปลี่ยนบทลงโทษให้กลายเป็นการรุกรานที่อุกอาจขึ้นทุกที น้ำฟ้าใจเต้นโครมครามจนแทบจะระเบิดออกนอกอก ความดื้อเงียบที่เคยมีเริ่มมลายหายไปเหลือเพียงความประหม่าต่อหน้าผู้ชายที่หล่อสมบูรณ์แบบและรุกเก่งคนนี้
“อย่า... อย่าแกล้งน้ำฟ้าแบบนี้เลยนะจ๊ะ” เธออ้อนวอนด้วยเสียงสั่นเครือ
“ฉันไม่ได้แกล้ง ฉันกำลัง ‘สอน’ ให้เธอจำ” ธามไทน์กระซิบชิดริมฝีปาก
“ว่าคนอย่างธามไทน์ ถ้าอยากได้อะไรเขาก็ต้องได้ และถ้าใครกล้ามาหักหน้าเขา คนนั้นต้องชดใช้ด้วยทุกอย่างที่มี!” ลมหายใจร้อนระอุที่เป่ารดกันในพื้นที่จำกัดทำให้บรรยากาศยิ่งทวีความตึงเครียด ธามไทน์ยังคงจ้องมองเหยื่อตัวน้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความต้องการจะเอาชนะ ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงหัวใจของทั้งสองคนที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในจังหวะที่ลมหายใจร้อนระอุของธามไทน์ เป่ารดริมฝีปากบางจนน้ำฟ้าต้องหลับตาปี๋ ร่างบอบบางสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ มือเล็กที่ยังกุมทิชชูเปียกไว้แน่นสั่นระริกจนเห็นได้ชัด หยดน้ำใส ๆ เริ่มคลอหน่วยตาที่ปิดสนิท แววตา ‘ดื้อเงียบ’ ที่เคยฉายชัดเมื่อตอนบ่าย บัดนี้พ่ายแพ้ราบคาบให้กับความคุกคามที่รุกแรงเกินกว่าเด็กสาวจะรับไหว
“ฮึก...คุณธาม อย่าทำแบบนี้เลยนะจ๊ะ”
เสียงสะอื้นแผ่วเบาที่หลุดออกมาจากลำคอระหง ทำให้ธามไทน์ชะงักงันไปชั่วขณะ นัยน์ตาคมกริบที่เคยฉายแววผู้ชนะ จ้องมองใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเผือดสลับกับแดงซ่านเพราะความกลัวปนประหม่า เขาเห็นหยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลซึมออกมาจากหางตาเพียงเล็กน้อย แต่มันกลับส่งผลกระทบต่อใจพญามัจจุราชอย่างรุนแรง
ธามไทน์ขมวดคิ้วเข้าหากัน ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัส ความรู้สึกอยากปกป้องมากกว่าอยากทำลาย เริ่มก่อตัวขึ้นกลางอกอย่างน่าประหลาด เขาค่อย ๆ ผ่อนแรงบีบที่ข้อมือเล็กลง เปลี่ยนมาเป็นใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาที่แก้มใสอย่างแผ่วเบาโดยที่เจ้าตัวก็อาจจะไม่รู้ตัว
“ขี้แย” เขาพึมพำเสียงต่ำ แต่น้ำเสียงกลับไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้
เขามองดูท่าทางที่เหมือนกระต่ายน้อยหลงป่าของน้ำฟ้า แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความนิ่งขรึมกลับมาปกคลุมใบหน้าอีกครั้ง ทว่ารังสีการรุกรานกลับจางหายไปแทนที่ด้วยความเงียบสงบที่ดูอ่อนโยนขึ้นอย่างน่าตกใจ ธามไทน์ผละกายกลับมานั่งประจำที่คนขับตามเดิม พลางเสมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เพื่อซ่อนสายตาที่สั่นไหวของตัวเอง
“เช็ดหน้าซะ! แล้วเลิกทำหน้าเหมือนจะขาดใจตายได้แล้ว ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยสักนิด”
น้ำฟ้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งจะ ‘คุกคาม’ เธอเมื่อครู่ด้วยความงุนงง สัญชาตญาณความหัวอ่อนทำให้เธอรีบเช็ดหน้าเช็ดตาตามคำสั่งพลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
“ขอบคุณ ขอบคุณที่เมตตานะจ๊ะคุณธาม” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว
ธามไทน์ไม่ตอบคำถาม เขาเอื้อมมือไปสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงท่อไอเสียคำรามสนั่นอีกครั้ง ก่อนจะกระชากรถออกสู่ถนนใหญ่ด้วยความเร็ว ทว่าคราวนี้เขากลับขับได้นิ่งและนุ่มนวลกว่าตอนขามาอย่างเห็นได้ชัด ตลอดระยะทางกลับบ้านไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของทั้งคู่ มีเพียงความอึดอัดรูปแบบใหม่ที่แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ที่ก่อตัวขึ้นในใจของคนตัวสูง
ชายหนุ่มที่รวยล้นฟ้าและไม่เคยแพ้ใคร ทว่าบัดนี้กลับรู้สึกว่าเขาพ่ายแพ้ให้กับน้ำตาเพียงหยดเดียวของเด็กสาว ที่เขาตราหน้าว่า ‘น่ารำคาญ’ ธามไทน์บดกรามแน่น พลางสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ความใจอ่อนแบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่สายตาที่ลอบมองคนข้างกายผ่านกระจกมองหลังกลับทรยศความคิดของเขาอย่างสิ้นเชิง
