บทที่ 6 งานวิวาห์ (2)
บทที่ 6
งานวิวาห์ (2)
“เอ่อ...คือศรหมายถึงหน้าที่อย่างอื่นนอกจากการเล่นละครเป็นภรรยาคุณน่ะค่ะ อย่างเช่น...” ลูกศรลากเสียงในช่วงท้ายประโยค เธอไม่ได้พูดมันต่อเพราะรู้สึกเขินอายยังไงไม่รู้
“เช่น? เช่นอะไร?” คนที่ฉลาดเป็นกรด รู้ทันทุกแผนการ แต่ดันโง่เง่าในเรื่องการต่อประโยคของเลขาสาวเสียได้
ลูกศรอยากมุดหน้าหนีอาย ไม่รู้ว่าเขาแกล้งหรือไม่เข้าใจจริง ๆ กันแน่ว่าเธอหมายถึงเรื่องอะไร
“ลูกศรหมายถึงเรื่องบนเตียงน่ะค่ะ! ลูกศรต้องทำแบบนั้นด้วยไหมคะ” ในที่สุดก็พูดโพล่งออกไปจนได้ หญิงสาวพูดทั้งที่หลับตาแน่นเพราะไม่กล้ามองสีหน้าของเขาว่ากำลังแสดงออกแบบไหน
ราเมศวร์ที่ได้ยินแบบนั้นปั้นหน้าไม่ถูก ก่อนที่มันจะแทนที่ด้วยความเอ็นดูขำขันจนทำหน้าปกติไม่ได้ ร่างสูงใหญ่คู้ลงเล็กน้อย เขาหัวเราะจนต้องใช้มือกุมท้อง ผิดกันกับลูกศรที่กำลังหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธและอาย
“คุณเมศวร์ ศรไม่ขำนะคะ!” จากที่เขินอายก็เปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนเท้าเอวเตรียมวีนใส่คนเป็นเจ้าบ่าว
“มันขำอะ โอ๊ย...แป๊บนะ ขำจนปวดท้องปวดแก้มอะลูกศร ฮ่า ๆ”
“คุณเมศวร์!”
“ฮ่า ๆ โอเค ๆ ผมเองก็ลืมพูดกับคุณเรื่องนี้ไปเลย” ราเมศวร์พยายามกลั้นขำเพราะเขาเองก็เข้าใจความรู้สึกเธอเหมือนกัน การที่เธอกล้าถามกันแบบนี้ก็คงอยู่ในจุดที่สงสัยและต้องการคำตอบกับมันมาก เป็นเขาเองที่ไม่ยอมพูดให้มันเคลียร์ตั้งแต่ตอนแรก
“สรุปว่าไงคะ”
“แล้วลูกศรว่าไง อยากไหม”
“อยากอะไรคะ!” อารมณ์เกือบเย็นลงแล้วยังต้องมาพุ่งปรี๊ดกับคำพูดของเขาอีก
“ฮ่า ๆ ทำไมลูกศรเวลาโกรธมันน่ารักอย่างนี้กันนะ”
“คุณเมศวร์!”
“ก็ถามความสมัครใจไง ผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันมันก็ต้องเกิดอารมณ์กันบ้างแหละ ไม่กล้ารับปากเลยแฮะว่าจะไม่ทำอะไร” เสียงเข้มเอ่ยจริงจัง อาจจะดูเหมือนพูดเล่นแต่เขากำลังวิเคราะห์ถึงสถานการณ์จริงว่ามันเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก
ผู้ชายผู้หญิงอยู่ด้วยกันย่อมต้องมีประกายบางอย่าง อารมณ์ เสน่หา ความเผลอไผล และอะไรอีกมากมายที่เป็นตัวกลางให้มันเลยเถิด
“ผมถึงได้ถามไงว่าคุณอยากไหม แต่ผมกล้ารับรองนะว่าผมไม่ขืนใจใคร ถ้าถึงวันนั้นวันที่ผมเกิดอารมณ์เปลี่ยวขึ้นมาแล้วคุณไม่ยอม ผมก็ไม่มีทางทำอะไรคุณแน่” คนอย่างราเมศวร์ไม่บังคับฝืนใจใคร รสเซ็กซ์ของเราจะต้องเกิดขึ้นด้วยความเต็มใจเท่านั้น
“แล้วถ้าศรยอม...”
“ก็เจอกันยันเช้าครับ!”
“คุณเมศวร์!” ลูกศรถลึงตาดุกับถ้อยคำยียวนของเขา เธอกล้าสาบานว่าตลอดการทำงานร่วมกับราเมศวร์มาหนึ่งปีกว่าเธอไม่เคยเห็นเขาในมุมเจ้าเล่ห์ร้ายกาจแบบนี้เลย
ราเมศวร์ที่เธอรู้จักเป็นผู้ชายสุขุม แต่ก็มีบ้างที่เธอสัมผัสได้ถึงความแพรวพราวร้ายลึก แต่มันก็ไม่ได้มากถึงขนาดนี้
“ได้เวลาแล้วนะคะ ประตูกำลังเปิดค่ะ”
เสียงของทีมงานออแกไนซ์เป็นเหมือนสัญญาณให้คู่บ่าวสาวหยุดทุกการกระทำ ลูกศรรีบปั้นหน้ายิ้ม ส่วนราเมศวร์ยังคงอยู่ในอาการเดิมที่ตั้งใจจะทำให้คนข้าง ๆ เสียสติกับหัวข้อสนทนาเมื่อครู่
“เดี๋ยวรอดูคืนนี้ก็แล้วกัน พิธีส่งตัวเข้าหอ...เราสองคนอาจจะเลยเถิดกันตั้งแต่คืนแรกเลยก็ได้...โอ๊ย!”
เล็บเล็กจิกที่แขนแกร่งเป็นการลงโทษในจังหวะที่ประตูห้องเปิดออกพอดี ลูกศรคล้องแขนของเจ้าบ่าว ใช้โอกาสในนั้นการทำร้ายระบายความปั่นป่วนที่เขาเป็นคนก่อ ต่อให้ร้องโหยหวนน่าสงสารขนาดไหนเธอก็จะสร้างแผลด้วยกรงเล็บของตัวเองจนกว่าเขาจะเลิกแกล้ง
“ถ้าคุณไม่หยุดพูดเรื่องนี้ศรจะไม่เกรงใจแล้วนะคะ”
“นี่มันก็เลยคำว่าเกรงใจมามากแล้วลูกศร ตั้งแต่จะได้เป็นเมียผมก็เอาใหญ่เลยนะ ทำไมเหมือนเมียผมจริง ๆ เข้าไปทุกที สงสัยต้องได้เป็นเมียจริง ๆ แล้วมั้ง”
“คุณเมศวร์!”
“เอาล่ะยิ้มหน่อย ทุกคนกำลังจ้องมองเราอยู่” ราเมศวร์กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าเจ้าเล่ห์จะเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งสุขุมเมื่อได้รับสัญญาณจากทีมงานให้เดินเข้าไปด้านใน
แสงแฟลชจากกล้องและเสียงฮือฮาของแขกที่มาร่วมงานเป็นเหมือนโปรแกรมคำสั่งให้ลูกศรหยุดความคิดปัจจุบันทุกอย่าง เธอผลิยิ้มอ่อนหวาน ทอประกายถึงความสุขที่เอ่อล้นตามแบบฉบับเจ้าสาวผู้โชคดี ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับเต็มไปด้วยความประหม่าและตื่นเต้น
ไม่เป็นไร เพื่อเงิน เพื่อเงิน...ลูกศรพูดพร่ำกับตัวเองในใจ เงินคงเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เธอหน้าหนามากพอที่จะกล้าโกหกเชิดหน้ากับคนทั้งประเทศ
เป็นปกติของงานมงคลที่จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดีจากแขกเหรื่อผู้มาร่วมงาน หากแต่มันคงไม่ใช่สำหรับงานวิวาห์ของราเมศวร์และลูกศร
บรรดาเครือญาติผู้เป็นปฏิปักษ์กับราเมศวร์แทบไม่มีความยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้ ล้วนมีแต่ความอิจฉาเหยียดหยาม แม้ว่าจะมีสายเลือดในตระกูลเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าจะหาความรักและความหวังดีจากคนพวกนี้ได้
“ฉลาดดีนี่ ตั้งใจจะทำคะแนนเอาหน้ากับคุณปู่ก็เลยไปคว้าเอาเลขามาเป็นเมีย แผนตื้น ๆ ไม่คิดว่าคนอย่างมึงจะเอามันมาใช้” เสียงเหยียดหยามดังขึ้นก่อนเจ้าตัวจะเดินมา
ราเมศวร์ไม่แม้แต่จะหันมอง แต่เขากลับรั้งเอวบางของลูกศรเข้าหาตัวเพราะไม่อยากให้เธอเฉียดใกล้กับคนพวกนั้น คงจะมีแค่เขาเท่านั้นที่สามารถรับมือไหว
“ต๊าย! นี่ถึงขนาดเอาเลขาหน้าห้องมาเป็นเมียเลยเหรอ น่าสมเพชจริง ๆ กลัวแพ้อะไรขนาดนั้นก็ไม่รู้” หญิงวัยกลางคนป้องปากหัวเราะตามคำลูกชาย สายตากดมองคนในชุดเจ้าสาวฟูฟ่องตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะตวัดกลับไปยังคนตัวสูงตรงหน้าที่มีศักดิ์เป็นหลาน หากแต่ไม่เคยอยากนับญาติเพราะเป็นก้างชิ้นใหญ่ที่ทำให้สิ่งที่ควรได้หลุดลอยหายไป
“ไม่เป็นไรนะ” ราเมศวร์เอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มือกระชับจับเอวบางให้แน่นขึ้นเพื่อเป็นการปลอบโยนว่าไม่มีอะไรต้องกลัวหากเขาอยู่ตรงนี้
