บทที่ 8 จงใจปล่อยตัว
สองสายตาประสานกัน ต่างคนก็ต่างคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะประสบกับชะตาเดียวกัน สายตาที่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิงของคนทั้งคู่ทำให้ฉู่หมิงหรงฮ่องเต้พลันรู้สึกประหลาดพระทัย แล้วจึงได้ตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอพระทัย
“ข้ายังอยู่ตรงนี้ พวกเจ้ามีเรื่องอะไรก็พูดกันออกมาตามตรงเลยก็ได้นะ พวกเจ้าสองคนเอาแต่จ้องตากันเช่นนี้มันทำให้ข้ารู้สึกราวกับว่าตนเองถูกมองข้าม” ถ้อยคำประโยคนี้ทำให้ฉู่หมิงอวี้พลันฉีกยิ้มออกมาในทันที ในใจก็คิดว่าจะต้องประจบคนตรงหน้าเอาไว้ แต่อีกใจก็อดรู้สึกต่อต้านพี่ชายของตนเองไม่ได้ ได้ตายแล้วเกิดใหม่มาแล้วชาติหนึ่งแม้จะรู้ว่าต้องคอยประจบเอาใจพี่ชายผู้นี้ของบตนเองเอาไว้ แต่บางอย่างในใจก็ยังทำให้นางอยากจะลุกขึ้นมาต่อต้านเขาอยู่ดี
“ก็เพราะฝ่าบาทยังยืนอยู่ตรงนี้ พวกกระหม่อมก็เลยพูดคุยกันอย่างที่ใจคิดไม่ได้ แต่ช่างเถิดกระหม่อมไม่มีความคิดจะปิดบังเบื้องสูงอยู่แล้ว” หยางกวงเอ่ยพลางชี้ไปที่ถุงผ้าที่เอวของฉู่หมิงอวี้แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถุงผ้าใบนั้นขององค์หญิงนอกจากจะใส่ยาต้านพิษที่ไม่ค่อยจะช่วยได้เท่าใดนักมียาผสานแผลอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้าหากมีกระหม่อมจะขอให้องค์หญิงประทานให้กระหม่อมได้ไหม” คำถามของหยางกวงทำให้ดวงตาของฉู่หมิงอวี้พลันวาวโรจน์ขึ้นมาในทันที นางยิ้มออกมาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เท่าที่ข้าจำได้พิษที่ท่านได้รับไม่ได้รุนแรงมากนัก เหตุใดจึงได้มาอยู่ตรงนี้ได้” คำถามของฉู่หมิงอวี้เต็มไปด้วยการหยั่งเชิง หยางกวงจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจนใจ
“พิษที่ได้รับไม่น้อยเลยก็จริง แต่บาดแผลที่ได้รับในตอนหลังหนักหนามากนัก สุดท้ายก็เลยมีจุดจบที่ไม่ค่อยจะดี” คำพูดของเขาทำให้ดวงตาของฉู่หมิงอวี้ไหววูบ นางไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากนางตายแล้วหยางกวงเองก็จะไม่รอดเช่นเดียวกัน ในความรู้สึกของนางหยางกวงผู้นี้เป็นคนที่เก่งกาจมาก แม้แต่เสด็จพี่ของนางยังต้องพึ่งพาเขา นอกจากจะพยายามยกนางให้แต่งงานกับเขาเพื่อเกี่ยวดองกับสกุลหยางของเขาแล้ว ในชาติที่แล้วฉู่หมิงหรงฮ่องเต้ยังรับตัวน้องสาวของเขาเข้าวังเพื่อเพิ่มพูนการเกี่ยวดองให้แนบแน่นมากขึ้นไปอีกขั้น ในใจจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นใครกัน ใครที่สามารถทำร้ายเขาได้เช่นนี้
“พวกเจ้ากำลังคุยเรื่องอะไรกัน เสี่ยวกวงบาดแผลบนแผ่นหลังของเจ้าคงจะปริแตกออกมาอีกแล้วกระมัง เจ้าอยากจะพบนางยามนี้ก็ได้พบแล้ว ดังนั้นข้าคิดว่าเจ้าควรจะกลับไปพักผ่อนดีกว่านะ” พระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของฉู่หมิงหรงฮ่องเต้ทำให้ฉู่หมิงอวี้นิ่วหน้า นางไม่เคยรู้เลยว่าพี่ชายของนางจะรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นด้วย นางล้วงมือลงไปที่ถุงผ้าของตนเองแล้วหยิบยาสำหรับรักษาบาดแผลออกมามอบให้หยางกวงแล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นี่คือยารักษาบาดแผลที่อาจารย์เคยมอบให้ ท่านแม่ทัพลองใช้ดู” ฉู่หมิงอวี้เอ่ยพลางยื่นยาขวดเล็กให้หยางกวง ซึ่งเขาก็รับไปโดยไม่ลังเลทำให้นางพลันยิ้มออกมาในทันที
“ขอบพระทัยองค์หญิงมากพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเขาเอ่ยจบ ฉู่หมิงหรงฮ่องเต้ที่ยังคงประทับอยู่ที่เดิมจึงได้ตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ
“เยี่ยมเยียนเสร็จแล้ว ของก็รับแล้ว เช่นนั้นสมควรจะกลับกันได้แล้วกระมัง”
“เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา หลังจากนี้พวกเราคงจะได้พบกันอีกครั้งในวันเข้าพิธี ขององค์หญิงได้โปรดรักษาพระวรกายด้วย” เมื่อหยางกวงเอ่ยเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้ก็พยักหน้า แม้ว่าจะมีถ้อยคำอยากจะสอบถามและพูดคุยกับเขามากมายเหลือเกิน แต่นางก็รู้ดีว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ทางด้านหยางกวงก็เช่นกัน สิ่งที่สามารถทำได้ในยามนี้สำหรับเขาก็คือการกลับจวนไปพักและรักษาตัวให้หายดีเพียงเท่านั้น
หลังจากฉู่หมิงหรงฮ่องเต้และผู้ติดตามคนสำคัญอย่างหยางกวงกลับไปแล้วฉู่หมิงอวี้ก็เรียกเหม่ยหลันและเหมยเซียงให้มาปรนนิบัตินางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและก็เป็นอย่างที่นางคิดเอาไว้ เหมยเซียงคอยเลียบเคียงถามนางอย่างระมัดระวัง หากฉู่หมิงอวี้ไม่ได้คิดสงสัยมาก่อนนางย่อมจะไม่สามารถจับผิดเหมยเซียงได้แน่
“เหตุใดอยู่ๆ ฝ่าบาทจึงเสด็จมาที่ตำหนักหรูเฟิ่งได้กันเล่าเพคะ ยังมีท่านแม่ทัพน้อยหยางอีก ทั้งที่ก่อนหน้าทั้งฝ่าบาทและแม่ทัพน้อยต่างก็เย็นชาต่อองค์หญิงมาโดยตลอด เหตุใดอยู่ๆ จึงได้มาเยี่ยมเยียนองค์หญิงจนถึงตำหนักได้เล่าเพคะ” คำถามของเหมยเซียงทำให้ฉู่หมิงอวี้ยิ้มเย็นออกมาในทันที
“ในสายตาของเจ้า ข้าไม่เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพี่จนถึงขั้นที่เสด็จพี่จะไม่ยอมมาเยี่ยมเยียนข้าเลยเชียวหรือ” คำถามประโยคนี้ของฉู่หมิงอวี้ทำให้เหมยเซียงรีบคุกเข่าลงในทันทีเหม่ยหลันเองก็รีบคุกเข่าลงเช่นเดียวกัน
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะหมายความเช่นนั้น” ถ้อยคำประโยคนี้ของเหมยเซียงทำให้ฉู่หมิงอวี้ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา
“เจ้าบอกข้ามาตามตรงเถิดว่าทำไมเจ้าจึงได้คิดว่าข้าไม่เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพี่” เมื่อฉู่หมิงอวี้เอ่ยถามเช่นนี้เหมยเซียงก็กลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก เนื้อตัวของนางสั่นเทาขึ้นมาในทันทีเมื่อคิดได้ว่าหากนางพูดผิดชีวิตของนางอาจจะต้องจบสิ้นในวันนี้ แต่เมื่อคิดได้ว่าที่ผ่านมาฉู่หมิงอวี้ไม่เคยลงโทษผู้ใดจนตายเลยสักคน นางจึงได้กล้าเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“หม่อมฉันรับใช้องค์หญิงมาตั้งแต่เด็กย่อมรู้ดีว่าเพราะเหตุใดองค์หญิงจึงไม่เป็นที่โปรดปราน ตั้งแต่วัยเยาว์ฝ่าบาททรงมีพระอัจฉริยภาพสูงส่ง ส่วนองค์หญิงนั้นแม้ว่าจะทรงพยายามมากเพียงใดแต่ก็มักจะทำผลงานออกมาได้ไม่ดี ศาสตร์ทั้งสี่ หมาก พิณ ภาพวาด และอักษร เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับองค์หญิงองค์อื่นๆ แล้วล้วนไม่อาจจะเทียบเคียงองค์หญิงองค์อื่นๆ ได้เลย ทำให้ฝ่าบาทที่ในยามนั้นดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทอยู่มักจะเสด็จมาว่ากล่าวและตักเตือนองค์หญิงอยู่เสมอว่าให้ทรงมีความพยายามมากกว่านี้ จึงจะสามารถช่วยเกื้อหนุนฝ่าบาทที่ในยามนั้นยังเป็นแค่เพียงองค์รัชทายาทได้ คำพูดแต่ละคำของฝ่าบาทล้วนชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่าในพระทัยของฝ่าบาท องค์หญิงเป็นแค่เพียงคนที่จะคอยช่วยเกื้อหนุนในการได้ครอบครองพระราชอำนาจเพียงเท่านั้น หาได้มีความรักใคร่โปรดปรานอย่างที่รุ่ยอ๋องทรงมีต่อองค์หญิงไม่” คำพูดของเหมยเซียงล้วนเป็นความจริง
นางกับฉู่หมิงหรงผู้เป็นพี่ชายมักจะมีเรื่องให้ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เป็นประจำ และเรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันเป็นประจำก็เรื่องความสามารถของนาง เพียงแต่คำพูดประโยคต่อมาของเหมยเซียงทำให้ฉู่หมิงอวี้พลันเม้มริมฝีปากแน่น รุ่ยอ๋องน่ะหรือที่รักใคร่โปรดปรานนาง ที่แท้ที่ผ่านมานอกจากนางจะคิดไปเองเพียงผู้เดียวแล้วยังมีนางกำนัลผู้นี้คอยยุแยงอยู่นี่เอง ไม่น่าประหลาดใจเลยว่าเพราะเหตุใดพระมารดาของนางจึงได้ไม่ยอมให้นางข้าหลวงในตำหนักติดตามนางไปอยู่จวนสกุลหยางเลยสักคน
“ยังมีการที่ฝ่าบาททรงออกราชโองการพระราชทานสมรสให้องค์หญิงและแม่ทัพน้อยหยางอีก ทั้งที่ทรงทราบดีว่าองค์หญิงคือคนที่ทำลายรูปโฉมของท่านแม่ทัพน้อยแต่กลับพระราชสมรสให้ท่านกับท่านแม่ทัพน้อยเช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าองค์หญิงถูกโยนเข้าปากเสือหรือเพคะ” คำพูดของเหมยเซียงหากฉู่หมิงอวี้ได้ยินก่อนหน้านี้คงจะโมโหโกรธาวิ่งออกจากตำหนักไปหาเรื่องฉู่หมิงหรงฮ่องเต้แล้ว แต่ยามนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นในเมื่อนางรู้แล้วว่าฉู่หมิงหรงฮ่องเต้หาใช่คนที่นางสามารถวิ่งไปหาเรื่องทะเลาะด้วยได้อย่างที่เคยทำ นางจึงทำได้แค่เพียงยืนจ้องมองเหมยเซียงด้วยสายที่เต็มไปด้วยความเย็นชาเพียงเท่านั้น
“เหมยเซียง หลายปีมานี้ข้าเคยหลงคิดว่าข้าดีต่อเจ้ามากเสียอีก แต่ยามนี้ข้าได้รู้แล้วว่าข้าคงทำดีกับเจ้าไม่พอ ใครก็ได้มาลากนางไปโบยตีสามสิบไม้แล้วโยนนางออกจากวังไปเสีย หลังจากนี่อย่าได้มีผู้ใดเอ่ยถึงชื่อของนางให้ข้าได้ยินอีก” เมื่อเอ่ยจบองครักษ์ในตำหนักของนางก็รีบเข้ามาจับเหมยเซียงออกไปโบยตีด้านหน้าตำหนักในทันที เสียงกรีดร้องและเสียงโบยตีที่ดังขึ้นที่หน้าตำหนักทำให้นางข้าหลวงคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าซีดเผือดกันในทันที ด้วยทุกคนต่างรู้กันดีว่าองค์หญิงเจ็ดฉู่หมิงอวี้ไม่เคยสั่งให้คนโบยตีนางข้าหลวงในตำหนักหรูเฟิ่งเลยสักครั้ง
“พวกเจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี หน้าที่ของพวกเจ้าคือสิ่งใด จงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีอย่าได้มีความคิดที่จะปฏิบัติตนนอกเหนือหน้าที่ ต่อไปนี้หากผู้ใดทำได้ดีข้าก็จะตกรางวัล แต่หากผู้ใดทำให้ข้ารู้สึกขุ่นเคืองใจจงเตรียมตัวรับโทษจากข้าได้เลย” เมื่อเอ่ยจบฉู่หมิงอวี้ก็โบกมือสั่งให้คนออกไปจากห้องของนางให้หมดทิ้งให้นางอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง
พอประตูห้องถูกปิดลงเสียงโบยตีและเสียงกรีดร้องของเหมยเซียงก็พลันจางหายไป ฉู่หมิงอวี้ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา นางจงใจปล่อยเหมยเซียงไปก็เพื่อตั้งใจให้เหมยเซียงนำเรื่องที่วันนี้ฉู่หมิงหรงฮ่องเต้และหยางกวงมาเยี่ยมเยียนนางที่ตำหนักไปบอกเล่าให้รุ่ยอ๋องและหลัวจิ้งรู้ หลังจากนี้คนเหล่านั้นจะต้องมีความเคลื่อนไหวอีกแน่
อย่างน้อยในชาติก่อน ก่อนหน้าที่นางจะได้แต่งงานกับหยางกวงคนเหล่านี้ก็เคยคิดจะลงมือกับนางขั้นเด็ดขาดอยู่เช่นกัน แต่ครั้งนั้นนางสามารถเอาตัวรอดไปได้ด้วยตนเอง นางมีความรู้เรื่องยาสมุนไพรพอสมควร น่าเสียดายที่ในตอนนั้นนางไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของคนเหล่านั้น แต่ยามนี้ในเมื่อนางรู้แล้วนางไม่เพียงจะเตรียมตัวตั้งรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิด แต่นางยังตั้งใจว่าจะใช้เหตุการณ์นี้สั่งสอนคนเหล่านั้นให้พวกเขารู้ว่าคนเช่นนางหาได้รังแกได้ง่ายอย่างที่พวกเขาคิด
