บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 เทศกาลไหว้พระจันทร์

เทศกาลไหว้พระจันทร์ของแคว้นต้าซิ่งคือเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองของคนทั่วแคว้น ทั้งในวังและนอกวังต่างจัดงานเลี้ยงชมจันทร์กันอย่างครื้นเครง ฉู่หมิงอวี้ในฐานะที่เป็นองค์หญิงคนสำคัญของราชสำนักย่อมจะต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานเลี้ยง บรรดาพี่หญิงของนางล้วนแต่งงานออกจากวังกันไปหมดแล้ว นางในฐานะที่เป็นองค์หญิงที่มีอายุมากที่สุดที่ยังคงรั้งอยู่ในวังจึงได้รับหน้าที่ให้ออกไปจุดโคมไฟแล้วทำพิธีสักการะเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีสักการะแล้วนางก็เข้าร่วมดื่มกินในงานเลี้ยงอีกครั้ง นางรู้ดีว่าคืนนี้จะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นจึงได้ระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน

“องค์หญิงเจ็ดเพคะ สุราจอกนี้หม่อมฉันขอดื่มเพื่อแสดงถึงความจริงใจของหม่อมฉัน ขอให้องค์หญิงทรงประทานอภัยที่หม่อมฉันเคยล่วงเกินองค์หญิงด้วยเถิดนะเพคะ” หลัวจิ่งโหรวเอ่ยพลางลุกจากที่นั่งของตนแล้วเดินมาคารวะสุราอย่างนอบน้อม ฉู่หมิงอวี้จ้องมองอดีตสหายของตนเองที่ในยามนี้กำลังถือจอกสุราค้อมกายอยู่ตรงหน้า นางรู้ดีว่ายามนี้ตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่น แต่นางกลับไม่สนใจจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่ตนเอง ถึงอย่างไรผู้คนก็มองว่านางคือองค์หญิงที่เย่อหยิ่งเอาแต่ใจอยู่แล้ว ดังนั้นหากนางสร้างความลำบากใจให้แก่หลัวจิ่งโหรวต่อหน้าผู้คนก็ไม่มีผู้ใดคิดตำหนินาง อีกทั้งยังมองว่าการกระทำของนางคือการสร้างความบันเทิงให้แก่พวกนางอีกรูปแบบหนึ่งอีกด้วย

“องค์หญิงเจ็ดเพคะ” หลัวจิ่งโหรวเอ่ยเรียกฉู่หมิงอวี้อีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน นางเม้มปากแน่นแล้วคิดทบทวนตนเองว่าก่อนหน้านี้นางเคยทำเรื่องที่ผิดต่อฉู่หมิงอวี้ไปหรือไม่เพราะเหตุใดอยู่ๆ ฉู่หมิงอวี้จึงได้ตั้งแง่รังเกียจนางเช่นนี้ นางไม่เพียงถูกพี่ชายของตนเองตำหนิที่ทำให้ฉู่หมิงอวี้ไม่พอใจแต่ยังทำให้รุ่ยอ๋องทรงหมางเมินกับนางด้วย

“จิ่งโหรว เจ้าจงดีใจเถิดที่งานเลี้ยงในคืนนี้แยกฝั่งชายหญิง ไม่เช่นนั้นท่าทางน่าขายหน้าเช่นนี้ของเจ้าคงจะตกเป็นเป้าสายตาของคนในใจของเจ้าแน่ๆ” คำพูดของฉู่หมิงอวี้ทำให้หลัวจิ่งโหรวเม้มปากแน่นอีกครั้ง สุดท้ายก็เป็นลูกพี่ลูกน้องต่างสกุลของฉู่หมิงอวี้อย่างซุนลี่อินที่ช่วยออกหน้าพูดแทนหลัวจิ่งโหรว

“องค์หญิงเจ็ดเพคะ หม่อมฉันเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่หม่อมฉันคิดว่าองค์หญิงควรจะทรงเห็นแก่ที่นางเป็นพระสหายขององค์หญิงมาตั้งหลายปี ทรงยินยอมประทานอภัยให้แก่นางด้วยเถิดเพคะ” เมื่อซุนลี่อินเอ่ยเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้ก็ยิ้มออกมาแล้วเอ่ยกับหลัวจิ่งโหรวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจำใจ

“เช่นนั้นก็ได้ เพียงแต่สุราของนางหรือจะสู้สุราหวานของข้าได้ ดังนั้นหากนางอยากจะคารวะสุราขออภัยข้าก็ควรจะใช้สุราของข้าสิ” ฉู่หมิงอวี้เอ่ยพลางโบกมือให้นางกำนัลข้างกายนำสุราที่อยู่ตรงหน้านางไปมอบให้หลัวจิ่งโหรว ทำให้หลัวจิ่งโหรวพลันหน้าซีดไปในทันที สีหน้าเช่นนี้ของหลัวจิ่งโหรวทำให้ฉู่หมิงอวี้พลันเข้าใจในทันทีเช่นกัน

ตั้งแต่วัยเยาว์การเรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่ไม่เคยดึงดูดความสนใจจากนางได้เลย มีเพียงการร่ำเรียนวิชาแพทย์และสมุนไพรเพียงเท่านั้นที่สามารถดึงดูดความสนใจของนางได้ นางจึงได้ออกจากวังไปกราบท่านอาจารย์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดานอกวัง เรียนรู้วิชาแพทย์และสมุนไพรจนแตกฉาน

เดิมทีทั้งพระบิดาและพระมารดาของนางก็คัดค้าน แต่เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ออกจากวังไปเที่ยวเล่น แต่กลับออกไปศึกษาเรียนรู้ทักษะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตได้จึงไม่คิดจะห้ามปรามนางแถมยังช่วยสนับสนุนนางเป็นอย่างดีอีกด้วย และคนที่ติดตามไปเรียนกับนางอีกทั้งยังเรียนรู้ได้ดีกว่านางก็คือหลัวจิ่งโหรวผู้นี้ ดังนั้นแค่ได้เห็นท่าทีเพียงเล็กน้อยของหลัวจิ่งโหรวฉู่หมิงอวี้ก็สามารถคาดเดาความคิดของหลัวจิ่งโหรวได้แล้ว

“ทำไมไม่รับไปเล่า หรือว่ารังเกียจที่สุราจอกนี้คือสุราของข้า วางใจได้ข้ายังไม่ได้จิบสุราหวานจอกนี้เลยสักคำ ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรังเกียจสุราที่ข้ามอบให้” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดันของฉู่หมิงอวี้ทำให้หลัวจิ่งโหรวค่อยๆ ยืดกายขึ้น นางรู้ดีว่าสุราจอกนี้ของฉู่หมิงอวี้มีปัญหา แต่หากนางไม่รับสุราจอกนี้ของฉู่หมิงอวี้มาดื่มก็จะกลายเป็นว่านางไร้ซึ่งความจริงใจ อีกทั้งยังอาจจะยิ่งสร้างความบาดหมางกับฉู่หมิงอวี้อีกด้วย

“ขอบพระทัยองค์หญิงเจ็ดเพคะ” หลัวจิ่งโหรวยื่นมือไปรับจอกสุรามาถือเอาไว้ แล้วยื่นสุราอีกจอกที่อยู่ในมือของนางไปให้นางกำนัลของฉู่หมิงอวี้ ทันทีที่นางกำนัลผู้นั้นได้รับจอกสุราของนางไปก็เทสุราจอกนั้นทิ้งไปในทันที หลัวจิ่งโหรวหาได้สนใจสุราจอกนั้นของนาง แต่ที่นางกำลังชั่งใจว่าควรจะดื่มดีหรือไม่ก็คือสุราจอกนี้ต่างหาก

รุ่ยอ๋องและพี่ชายของนางวางแผนจะทำลายงานแต่งงานขององค์หญิงเจ็ดด้วยการใส่ยาปลุกกำหนัดลงไปในจอกสุราที่องค์หญิงเจ็ดจะต้องดื่มในงานเลี้ยง แต่นางสังเกตเห็นว่าองค์หญิงเจ็ดไม่เพียงไม่ยอมดื่มสุราแม้แต่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็ยังไม่ยอมแตะต้องเลยสักนิด นางจึงร้อนใจด้วยเกรงว่าแผนการของพี่ชายของนางจะล้มเหลวนางจึงได้เสนอหน้าออกมาทำเรื่องที่ทำให้ตนเองต้องได้รับความอับอายเช่นนี้เพียงเพื่อเร่งรัดให้ฉู่หมิงอวี้ยกสุราจอกนั้นขึ้นมาดื่ม คิดไม่ถึงว่าฉู่หมิงอวี้จะทำเช่นนี้กับนาง

“ลังเลอะไร หรือว่ากำลังโกรธเคืองที่ข้ารังแกเจ้า” คำถามของฉู่หมิงอวี้ทำให้หลัวจิ่งโหรวเม้มปากแน่น

“หลัวจิ่งโหรว ก่อนหน้านี้ข้าพึ่งจะสละชีวิตของตนเองกระโดดลงน้ำไปช่วยเจ้าขึ้นมาแท้ๆ แต่เจ้ากลับไม่เคยใส่ใจไม่เคยถามไถ่เรื่องสุขภาพของข้า แล้วเหตุใดยามนี้แค่การดื่มสุราขออภัยเจ้าจึงได้ขาดความจริงใจเช่นนี้กันเล่า” เมื่อฉู่หมิงอวี้เอ่ยเช่นนี้หลัวจิ่งโหรวจึงได้กลั้นใจดื่มสุราจอกนั้นลงไปในทันที เมื่อดื่มสุราจนหมดจอกแล้วนางก็พลันทำท่าทางโอนเอนแล้วเสียหลักไปทางฉู่หมิงอวี้ในทันที คนเช่นนางไม่มีทางยอมเสียเปรียบ ในเมื่อยามนี้นางต้องดื่มยาปลุกกำหนัดไปแล้วดังนั้นนางก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว

“หลัวจิ่งโหรว!” ฉู่หมิงอวี้ลุกขึ้นมายืนในทันทีเมื่อรับรู้ได้ว่าตอนที่หลัวจิ่งโหรวล้มเข้ามาหานางได้ลอบโปรยผงยาบางอย่างใส่ ฉู่หมิงอวี้พยายามถอยห่างออกมาจากจุดที่หลัวจิ่งโหรวโปรยผงยาใส่แล้วจ้องมองหลัวจิ่งโหรวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

“ไม่คิดจะเสแสร้งต่อแล้วหรือ” คำถามของฉู่หมิงอวี้ทำให้หลัวจิ่งโหรวแสร้งบีบน้ำตาออกมาในทันที

“องค์หญิงทรงประทานอภัยด้วย เมื่อครู่นี้หม่อมฉันค้อมกายนานจนเกินไปก็เลยทรงตัวไม่ค่อยจะอยู่” หลัวจิ่งโหรวคุกเข่าพลางยอมรับผิดออกมาอย่างน่าสงสาร แต่ฉู่หมิงอวี้กลับจ้องมองนางอย่างรู้เท่าทันแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็จงคุกเข่าอยู่ตรงนี้ ห้ามลุกขึ้นมาเชียว” ฉู่หมิงอวี้เอ่ยพลางปัดตามเครื่องแต่งกายของตนเพื่อทำให้ผงยาหลุดออกไปให้ได้มากที่สุด หลัวจิ่งโหรวที่รู้ดีว่าอีกไม่นานยาจะออกฤทธิ์รีบแสร้งเป็นลมทิ้งกายลงไปนอนบนพื้นในทันที นางรู้ดีว่าหากนางยังคงคุกเข่าอยู่ที่นี่จะต้องเสียกิริยาต่อหน้าผู้อื่นแน่

“แสร้งเป็นลมหรือ ดี! ใครก็ได้มาช่วยกันแบกนางไปวางในลานแสดงทางด้านหน้าหน่อย ในเมื่อนางแสดงเก่งขนาดนี้สมควรให้ผู้อื่นได้เห็นฝีมือการแสดงของนางสักหน่อย” เมื่อฉู่หมิงอวี้เอ่ยเช่นนี้ก็ทำให้ทุกคนต่างหันมามองนาง แม้แต่ในงานเลี้ยงทางฝั่งบุรุษก็เริ่มจะหันมามองทางด้านนี้แล้ว

“เสด็จพี่หญิงเจ็ด ต่อให้มีเรื่องแค้นเคืองกันก็ไม่ควรจะจัดการกันในงานเลี้ยงนะเพคะ ฝ่าบาททรงหันมาทางนี้แล้ว” คำเตือนขององค์หญิงแปดฉู่หมิงเยียนทำให้ฉู่หมิงอวี้เม้มปากแน่น เดิมทีนางเคยคิดว่าหลัวจิ่งโหรวไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ในเมื่อยามนี้หลัวจิ่งโหรวออกหน้าเกี่ยวข้องอย่างเปิดเผยฉู่หมิงอวี้ก็ไม่คิดจะละเว้นนาง

“เหม่ยหลัน! เจ้าพานางไปพักยังตำหนักรับรอง” ฉู่หมิงอวี้เอ่ยพลางหรี่ตาลงต่อให้นางส่งหลัวจิ่งโหรวไปให้ชายอื่นอย่างที่อยากจะทำแต่ในเมื่อยามนี้หลัวจิ่งโหรวยังมีสติอยู่จึงสามารถเสแสร้งแกล้งเป็นลมได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้คงจะสามารถหนีเอาตัวรอดได้แน่ เมื่อคิดถึงว่าจอกสุราที่หลัวจิ่งโหรวพึ่งจะดื่มลงไปคือฝีมือของพี่ชายคนรองของนางฉู่หมิงอวี้ก็พลันยิ้มเย็นออกมาในทันที

“จิ่งโหรว ข้าสร้างโอกาสให้เจ้าแล้ววันนี้เจ้าก็จงคว้าโอกาสเอาไว้ก็แล้วกัน คนอย่างเสด็จพี่รองหากไม่ใช้วิธีการขั้นเด็ดขาดก็ยากจะจับเขาได้อยู่มือ” ฉู่หมิงอวี้ทำทีเป็นห่วงก้มลงไปตรวจชีพจรของหลัวจิ่งโหรวแล้วกระซิบกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แล้วจึงได้หันไปส่งสายตาให้คนของนางพาหลัวจิ่งโหรวไปที่เรือนพักรับรอง หลังจากนี้ก็คงจะต้องดูความสามารถของหลัวจิ่งโหรวแล้วว่าจะสามารถทำให้รุ่ยอ๋องฉู่หมิงรุ่ยตกเป็นของนางได้หรือไม่

พอฉู่หมิงอวี้ขยับกายลุกขึ้นเหม่ยหลันก็รีบตรงเข้ามาช่วยประคองนางในทันที แล้วเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“องค์หญิงเพคะ ให้หม่อมฉันช่วยประคององค์หญิงกลับตำหนักนะเพคะ” เมื่อเหม่ยหลันเอ่ยเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้ก็พยักหน้าในทันทีแล้วยินยอมให้นางกำนัลคนสนิทช่วยประคองนางกลับตำหนักของตนเอง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel