บทที่ 5 อย่าให้เป้าหมายรู้ตัว
ในขณะที่หยางกวงกำลังวางแผนแก้ไขความพลาดพลั้งของตนเอง ฉู่หมิงอวี้ก็กำลังต้อนรับแขกที่นางรู้สึกเกลียดชังมากที่สุดอย่างรุ่ยอ๋อง และสองพี่น้องสกุลหลัว
“พอพี่ได้ยินว่าน้องหญิงได้สติแล้ว พี่กับหลัวจิ้งและหลัวจิ่งโหรวก็รีบเข้าวังมาเพื่อเยี่ยมเยียนน้องหญิงในทันที” รุ่ยอ๋องเป็นคนพูดขึ้นมาก่อนเมื่อเข้ามาในตำหนักของนางแล้ว
“หม่อมฉันต้องขอขอบพระทัยองค์หญิงมากเลยเพคะที่ทรงช่วยหม่อมฉันขึ้นมาจากน้ำ” เมื่อหลัวจิ่งโหรวเอ่ยเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้ก็พลันยิ้มเย็นออกมานางจ้องมองหลัวจิ่งโหรวแล้วก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หากข้าไม่ออกหน้ากระโดดลงไปช่วยเจ้า เสด็จพี่รองของข้าก็คงจะต้องช่วยเหลือเจ้าเป็นคนแรกแน่ น่าเสียดายที่ข้าช่วงชิงโอกาสที่จะได้เป็นพระชายาของเจ้าไปก็เลยทำให้เจ้าคิดแค้นเคืองข้าในเรื่องนี้ใช่หรือไม่” ฉู่หมิงอวี้เอ่ยออกมาพลางจ้องมองหลัวจิ่งโหรวด้วยสายตาเย็นชา ในชาติก่อนนางเคยคิดว่าการที่ตนเองทุ่มเทชีวิตกระโดดลงไปในสระเพื่อช่วยหลัวจิ่งโหรวขึ้นมาจากสระคือการแสดงความจริงใจที่มีต่อสหายรัก หารู้ไม่ว่ากลับเป็นการสร้างปมความแค้นกับสหายของนางด้วยตนเอง หลัวจิ่งโหรวคาดหวังตำแหน่งพระชายาเอกของรุ่ยอ๋อง แต่เพราะนางเสนอหน้าไปช่วยทำให้หลัวจิ่งโหรวไม่มีข้ออ้างที่จะบีบบังคับให้รุ่ยอ๋องแต่งกับนาง
“เหตุใดองค์หญิงจึงได้ทรงตรัสออกมาเช่นนี้กันเล่าเพคะ หม่อมฉันไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นเลยนะเพคะ” เมื่อหลัวจิ่งโหรวเอ่ยเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้ก็พยักหน้า
“เจ้าไม่มีความคิดเช่นนั้นก็ดี จิ่งโหรวในฐานะที่พวกเราเคยเป็นสหายกันข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้ว่าคนอย่างเสด็จพี่รองหากอยากจะแต่งเจ้าเข้าจวนอ๋องย่อมสามารถทำได้อย่างง่ายดาย แต่การที่เขาเหนี่ยวรั้งเรื่องการแต่งงานกับเจ้ามานานถึงขั้นนี้น่าจะเป็นเพราะในสายตาของเขาเจ้ายังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะผลักดันเขาขึ้นไปในจุดที่เขาคาดหวังมาโดยตลอดต่างหาก” ฉู่หมิงอวี้พูดพลางหันไปทางรุ่ยอ๋องแล้วจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ที่หม่อมฉันเอ่ยออกมาเป็นความจริงไหมเพคะเสด็จพี่ ยามนี้คนที่เสด็จพี่หมายพระทัยเอาไว้น่าจะเป็นหยางเยว่ซิน น้องสาวเพียงคนเดียวของว่าที่สามีของหม่อมฉันกระมัง” คำถามของฉู่หมิงอวี้ทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของรุ่ยอ๋อง ฉู่หมิงรุ่ยพลันดูจอมปลอมขึ้นมาในทันที เขาจ้องมองน้องสาวต่างมารดาที่กำลังใช้สายตาเย็นชาจ้องมองเขาอยู่แล้วจึงได้เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“น้องหญิง เจ้าคงจะรู้สึกว่าตอนที่เจ้าล้มป่วยไม่ได้สติ ในบรรดาพวกเราไม่ได้มีผู้ใดมาเยี่ยมเยียนคอยดูแลเจ้าเลยกระมัง แต่เจ้าอย่าได้ลืมนะว่าด้วยฐานะของเจ้า แค่จะเข้าวังมาหาเจ้าในแต่ละครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแล้ว ต่อให้มีความใส่ใจต่อเจ้ามากเพียงใดก็ทำได้แค่เพียงรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วจึงพากันเข้าวังมาหาเจ้าได้” คำพูดของรุ่ยอ๋องทำให้ฉู่หมิงอวี้จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน แต่เมื่อคิดได้ว่าหากอยากจะเล่นงานคนเหล่านี้นางจะต้องใจเย็นมากกว่านี้ แม้จะล่วงรู้ว่าพวกเขาไร้ซึ่งความจริงใจแต่ฉู่หมิงอวี้ก็ยังคิดว่าไม่ควรจะตั้งตนเป็นศัตรูกับคนเหล่านี้อย่างออกนอกหน้า นางจึงทำได้แค่เพียงยิ้มออกมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ข้ารู้ดีว่าสถานะของข้ามันทำให้ทุกคนรู้สึกลำบากใจ เช่นนั้นพวกท่านกลับกันไปก่อนเถิด เอาไว้ให้ข้าอารมณ์ดีกว่านี้ข้าค่อยให้คนไปเชิญพวกท่านมาก็แล้วกัน” เมื่อฉู่หมิงอวี้เอ่ยเช่นนี้ทั้งฉู่หมิงรุ่ย หลัวจิ้งและหลัวจิ่งโหรวต่างก็หันไปมองหน้ากัน แล้วสุดท้ายก็เป็นหลัวจิ้งที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พวกกระหม่อมหาได้รู้สึกลำบากใจ เพียงแต่การจะเข้าวังในแต่ละครั้งหาได้ง่ายดาย ต่อให้รู้สึกเป็นห่วงองค์หญิงมากเพียงใดก็ไม่อาจจะเข้าวังมาเยี่ยมเยียนได้ อีกทั้งโหรวเอ๋อร์เองก็ล้มป่วยเช่นกัน แม้กระนั้นครั้งแรกที่นางลืมตาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่นางถามถึงก็คือเรื่องสุขภาพร่างกายขององค์หญิง” คำพูดของหลัวจิ้งทำให้หลัวจิ่งโหรวพลันพยักหน้าในทันที
“หม่อมฉันเป็นห่วงองค์หญิงจากใจจริงนะเพคะ หากไม่เพราะล้มป่วยต่อให้ต้องคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูวังหม่อมฉันก็จะทำเพคะ” คำพูดของหลัวจิ่งโหรวทำให้ฉู่หมิงอวี้พลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชาในทันที
“เช่นนั้นวันนี้เจ้าลองออกไปคุกเข่าที่หน้าประตูให้ข้าดูเป็นบุญตาที ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าหากเจ้าต้องคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูวัง เสด็จพี่รองจะออกหน้าช่วยเหลือเจ้าหรือไม่” เมื่อฉู่หมิงอวี้เอ่ยเช่นนี้หลัวจิ่งโหรวก็เม้มปากแน่นนั่งคุกเข่าลงไปบนพื้นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือในทันที
“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ขอองค์หญิงทรงประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วย ต่อไปหม่อมฉันจะไม่สร้างความไม่พอพระทัยให้กับองค์หญิงอีกแล้ว” คำพูดของหลัวจิ่งโหรวหากมองเพียงผิวเผินก็จะคิดว่านางคุกเข่าลงเพื่อขอให้ฉู่หมิงอวี้อภัยให้นาง แต่ฉู่หมิงอวี้รู้ดีว่าท่าทีเช่นนี้หลัวจิ่งโหรวทำเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากทุกคนโดยเฉพาะฉู่หมิงรุ่ยผู้เป็นพี่ชายต่างมารดาของนางเพียงเท่านั้น
“เจ้าลุกขึ้นมาเถิด ทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้น้องหญิงเจ็ดยิ่งไม่พอใจเจ้ามากยิ่งขึ้นนะ” คำพูดของรุ่ยอ๋องทำให้ฉู่หมิงอวี้พลันพยายามเก็บงำสีหน้าของตนเองเอาไว้แล้วเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นเดิม
“ยังคงเป็นพี่รองที่เข้าใจในความคิดของข้ามากที่สุด จิ่งโหรวเดิมทีข้าก็แค่รู้สึกไม่พอใจที่เจ้าอยากจะอาศัยทางลัดขึ้นมาเป็นพระชายาของเสด็จพี่รองโดยไม่สนใจความปลอดภัยของตนเอง แต่ยามนี้เมื่อข้าได้เห็นท่าทีเช่นนี้ของเจ้าความไม่พอใจของข้าก็ยิ่งเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นวันนี้พวกเราก็พบกันเพียงเท่านี้เถิด ต้องขอโทษพี่รองกับคุณชายหลัวด้วยที่ข้าเอาความไม่พอใจที่เดิมทีมีต่อจิ่งโหรวไปลงที่พวกท่าน แต่ช่วงนี้นอกจากสุขภาพของข้าจะย่ำแย่แล้ว ข้ายังอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมากอีกด้วย” คำพูดของฉู่หมิงอวี้ทำให้แววตาของหลัวจิ่งโหรวพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที ในใจก็ได้แต่คิดว่า
‘เหตุใดอยู่ๆ องค์หญิงเจ็ดจึงได้เฉลียวฉลาดขึ้นมาได้เช่นนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นางสามารถพูดจาจนทำให้ข้ากลายเป็นคนหน้าไม่อายใช้แผนตกน้ำจับผู้ชาย โดยที่ข้าไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของนางได้เลยเช่นนี้’ หลัวจิ่งโหรวตั้งใจจะเอ่ยปากตอบโต้ฉู่หมิงอวี้เพื่อแก้ตัว แต่พี่ชายของนางกลับหันมาส่งสายตาให้นางเก็บงำคำพูดและท่าทีของตนเองเอาไว้ ยามนี้สิ่งที่นางทำได้ก็มีแค่เพียงการหลั่งน้ำตาออกมาแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน่าเห็นใจว่า
“หม่อมฉันทำให้องค์หญิงทรงเข้าพระทัยหม่อมฉันผิดไปเสียแล้ว” คำพูดและท่าทีของนางทำให้หลัวจิ้งทอดถอนใจออกมาเขาเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลนฉู่หมิงอวี้ที่จ้องมองน้องสาวของเขารวมไปถึงสายตาที่เริ่มจะเย็นชาของฉู่หมิงรุ่ยแล้วก็รีบเอ่ยออกมาในทันที
“น้องสาวของกระหม่อมไม่รู้ความต้องขอประทานอภัยแทนนางด้วย จิ่งโหรวเจ้าอย่าได้พูดอะไรออกมาอีกเลย เจ้ากับองค์หญิงเป็นสหายกันมานาน ความเข้าใจผิดย่อมจะมี ทางที่ดีช่วงนี้เจ้าอย่าพึ่งมารบกวนพระทัยองค์หญิงเลย” เมื่อหลัวจิ้งเอ่ยเช่นนี้หลัวจิ่งโหรวก็พยักหน้า นางย่อกายถวายการคารวะแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนน้อมและสำนึกผิด
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยทั้งองค์หญิงเจ็ดและรุ่ยอ๋องด้วยนะเพคะ หลังจากวันนี้ไปหม่อมฉันจะเก็บตัวสำนึกตนอยู่แต่ในจวน จะไม่ออกมาสร้างความลำบากพระทัยให้ทั้งสองพระองค์อีกเพคะ” คำพูดและท่าทีของหลัวจิ่งโหรวทำให้สายตาของฉู่หมิงรุ่ยพลันอ่อนลง แต่เมื่อเห็นว่าฉู่หมิงอวี้ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาเขาก็ทอดถอนใจแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดาย
“เอาไว้วันหน้าพวกเราค่อยมาเยี่ยมเยียนน้องหญิงเจ็ดอีกครั้งก็แล้วกัน” เมื่อเขาเอ่ยจบฉู่หมิงอวี้ก็พยักหน้าพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือดีในทันที
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอไม่ส่งนะเพคะ” เมื่อเอ่ยจบนางก็ขยับตัวลุกขึ้นย่อกายเล็กน้อยเพื่อคารวะพี่ชายต่างมารดาตามธรรมเนียมแล้วจึงได้ส่งสัญญาณให้เหม่ยหลันมาประคองนางออกไปจากโถงกลางของตำหนัก นางรู้ดีว่าคำพูดในวันนี้ของนางและแขกที่มาเยี่ยมเยียนจะต้องถูกถ่ายทอดให้ฉู่หมิงหรงฮ่องเต้ฟังทุกประโยคอย่างแน่นอน เมื่อก่อนนางรู้แต่ไม่เคยคิดจะสนใจ แต่ยามนี้นางรู้แล้วว่าคนที่นางควรจะประจบเอาใจคือผู้ใด เพียงแต่นางจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่าให้เป้าหมายของนางรู้ตัว รวมไปถึงคนที่นางต้องการจะแก้แค้นเหล่านั้นด้วย
