บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 กำเนิดใหม่ขององค์หญิงเจ็ด

“องค์หญิง องค์หญิงเพคะ”

เสียงเรียกของเหม่ยหลันทำให้ฉู่หมิงอวี้ลืมตาขึ้นมาในทันที นางหันไปจ้องมองเหม่ยหลันนางข้าหลวงคนสนิทที่เคยได้รับโทษโบยจนตายไปนานแล้วด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมึนงง พอได้เห็นว่าเหม่ยหลันกำลังคุกเข่าอยู่ตรงข้างเตียงของนางและยามนี้กำลังจ้องมองนางอยู่ด้วยความเป็นห่วง ฉู่หมิงอวี้ก็ขยับตัวลุกขึ้นมาแล้วโอบกอดนางข้าหลวงคนสนิทของตนด้วยความรักและความคิดถึงในทันที

“เหม่ยหลัน เจ้ายังไม่ตายหรือ” คำถามประโยคนี้ของนางทำให้เหม่ยหลันชะงักงันไปครู่หนึ่งแล้วสุดท้ายเหม่ยหลันก็ยิ้มออกมาแล้วยื่นฝ่ามือมาตบแผ่นหลังของนางเบาๆ ด้วยความอ่อนโยน

“หม่อมฉันยังไม่ตายเพคะ แต่เมื่อครู่นี้หม่อมฉันก็เข้าใกล้ความตายไปแค่เพียงก้าวเดียวแล้ว หากองค์หญิงไม่ฟื้นขึ้นมาก่อนที่องค์ไทเฮาจะมาถึงหม่อมฉันคงจะถูกโบยตีจนตายเป็นแน่” คำพูดของเหม่ยหลันทำให้ฉู่หมิงอวี้ได้สติ นางหันไปสำรวจรอบกายอีกครั้งแล้วก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อพบว่ายามนี้นางอยู่ในตำหนักหรูเฟิ่งหาใช่เรือนพักส่วนตัวในจวนสกุลหยาง ฉู่หมิงอวี้รีบตรวจจับชีพจรของตนเองในทันทีแล้วจึงได้ก้มมองหน้าท้องที่ยังแบนราบของตนเองแล้วจึงได้แต่ทอดถอนใจออกมา ไม่พบชีพจรมงคลของสตรีตั้งครรภ์อีกทั้งยังไม่มีพิษตกค้างในร่างกาย นางแน่ใจว่าตนเองไม่ได้ตรวจจับชีพจรผิดพลาด สิ่งที่ผิดพลาดไปก็คือหลายสิ่งหลายอย่างที่กำลังรอให้นางเผชิญหน้าต่างหาก

“องค์หญิงทรงลุกขึ้นมาแต่งกายไหวไหมเพคะ หากองค์ไทเฮาเสด็จมาแล้วพบว่าองค์หญิงทรงอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ไม่แน่ว่าหม่อมฉันจะรอดพ้นจากการถูกโบยตีจนตายได้” เมื่อเหม่ยหลันเอ่ยเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้จึงได้จ้องมองเหม่ยหลันและนางข้าหลวงคนอื่นๆ ที่ยืนรอให้การปรนนิบัตินางอีกครั้ง นางจำได้ดีว่าเหม่ยหลันถูกโบยตีจนตายหลังจากซุนไทเฮาเสด็จเข้ามาในตำหนักแล้วพบว่านางนอนสิ้นสติอยู่บนเตียงนอน

นางจำได้ว่าตอนนั้นเพราะต้องการช่วยเหลือน้องสาวของหลัวจิ้งทำให้นางต้องพลัดตกลงไปในน้ำ แม้ว่านางจะถูกช่วยขึ้นมาได้แต่ก็หมดสติอยู่บนเตียงไปหลายวัน ยามที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่านางกำนัลคนสนิทถูกซุนไทเฮาผู้เป็นพระมารดาโบยตีจนตายไปแล้ว ทำให้นางในยามนั้นเอ่ยวาจาประกาศตัดขาดแม่ลูกกับซุนไทเฮาในทันที และการกระทำในครั้งนี้ของนางก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉู่หมิงหรงฮ่องเต้ทรงห่างเหินกับนาง

“ไทเฮาเสด็จ” เมื่อสิ้นเสียงขันทีประกาศซุนไทเฮาก็เสด็จเข้ามาในโถงกลางของตำหนักหรูเฟิ่งในทันที ฉู่หมิงอวี้ที่แต่งกายใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วถวายคารวะด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความนอบน้อมทำให้ซุนไทเฮาอดรู้สึกประหลาดพระทัยไม่ได้เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นท่าทีที่เรียบร้อยอย่างผิดปกติของนางเช่นนี้

“หมิงอวี้ แม่ได้ยินว่าเจ้าตกน้ำเป็นอย่างไรบ้าง” ซุนไทเฮาทรงตรัสถามพลางเสด็จไปนั่งลงบนแท่นประทับโดยมีฉู่หมิงอวี้ประคับประคองไปด้วยท่าทีเอาอกเอาใจ

“หม่อมฉันไม่เป็นอันใดเพคะ แค่เพียงตกใจอยู่บ้างเพียงเท่านั้นขอเสด็จแม่อย่าได้เป็นกังวลเลยเพคะ” เมื่อฉู่หมิงอวี้เอ่ยเช่นนี้ซุนไทเฮาที่ตั้งพระทัยเอาไว้ว่าจะมาตำหนิพระธิดาก็จำต้องเก็บงำถ้อยคำตำหนิเอาไว้ พระนางทอดพระเนตรไปยังบรรดานางข้าหลวงของฉู่หมิงอวี้แล้วจึงได้ตวาดออกมาในทันที

“พวกเจ้าดูแลองค์หญิงเช่นไร เหตุใดจึงปล่อยให้องค์หญิงออกไปได้รับอันตรายข้างนอกเช่นนี้” เมื่อซุนไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้ทั้งฉู่หมิงอวี้และคนของนางต่างก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้าซุนไทเฮาในทันที

ฉู่หมิงอวี้ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่นางได้สติฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าเหม่ยหลันยังไม่ตายแล้วว่าในชาตินี้นางจะต้องช่วยเหม่ยหลันผู้เป็นนางข้าหลวงคนสนิทของตนเองให้ได้ จะไม่ปล่อยให้เหม่ยหลันถูกโบยตีจนตายจากไปเพียงเพราะความขัดแย้งระหว่างนางและมารดาอย่างเด็ดขาด ดังนั้นสิ่งที่นางสามารถทำได้ในยามนี้ก็คือการโอนอ่อนผ่อนตามซุนไทเฮาว่าอย่างไรนางก็ย่อมจะทำตามได้เพียงเท่านั้น

“เสด็จแม่ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันไม่ควรจะเอาชีวิตของตนเองไปเสี่ยงโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนเช่นนี้ ขอเสด็จแม่ได้โปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ” เมื่อฉู่หมิงอวี้เอ่ยเช่นนี้ซุนไทเฮาก็ทรงทอดพระเนตรมองนางด้วยความประหลาดใจ ด้วยนิสัยของฉู่หมิงอวี้ไม่มีทางที่นางจะยินยอมรับผิดก่อนเช่นนี้ หากคนของนางถูกตำหนิสิ่งแรกที่ฉู่หมิงอวี้จะทำก็คือออกหน้าโต้เถียงแทนคนของนาง แต่การที่ฉู่หมิงอวี้รีบคุกเข่าลงแล้วขอยอมรับผิดก่อนเช่นนี้ทำให้ซุนไทเฮาทรงรู้สึกประหลาดพระทัยไม่น้อยเลย

“ในเมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ดีแล้ว หมิงอวี้เจ้าเป็นองค์หญิงที่ถือกำเนิดจากข้าได้อภิสิทธิ์เหนือองค์หญิงองค์อื่นๆ มาโดยตลอด เจ้าลองไตร่ตรองดูว่าบรรดาพี่สาวน้องสาวของเจ้าในยามนี้ล้วนต้องแต่งออกจากวังกันไปหมดแล้ว การที่เจ้ายังรั้งอยู่ในวังเช่นนี้ล้วนเป็นเพราะฝ่าบาทยังทรงมีน้ำพระทัยต่อเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงควรจะรำลึกถึงน้ำพระทัยข้อนี้ของฝ่าบาทเอาไว้แล้วอย่าทำให้ฝ่าบาทต้องทรงมีโทสะเพราะเรื่องของเจ้าอีก” หากเป็นเมื่อก่อนเมื่อซุนไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้จะต้องโต้เถียงออกมาว่า

“พี่หญิงและน้องหญิงคนอื่นๆ ต้องแต่งออกจากวังไปแล้วก็จริง แต่คนที่พวกนางแต่งด้วยล้วนแล้วแต่เป็นคนที่พวกนางมีสิทธิ์เลือก แต่หม่อมฉันกลับต้องแต่งกับคนที่เสด็จพี่เลือกให้ แล้วยังจะถือว่าหม่อมฉันมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นได้อย่างไร”

แน่นอนว่าคำพูดประโยคนี้ฉู่หมิงอวี้มักจะได้ตอบโต้พระมารดาของตนเองเป็นประจำ แต่เมื่อได้ตายแล้วเกิดใหม่มาแล้วรอบหนึ่ง นางก็ได้เห็นแล้วว่าในบรรดาราชบุตรเขยที่องค์หญิงองค์อื่นๆ เลือกล้วนแล้วแต่มีความประพฤติที่ไม่ดีกันทั้งสิ้น แม้ว่าหยางกวงเองก็เลี้ยงสตรีอื่นในเรือนนอกเช่นเดียวกันแต่อย่างน้อยเขาก็ยังให้เกียรตินางด้วยการที่เขายังไม่ได้นำสตรีผู้นั้นเข้ามาในจวนเหมือนราชบุตรเขยคนอื่นๆ

อีกทั้งก่อนที่นางจะตายเขายังออกหน้าคิดจะช่วยเหลือนางด้วยความจริงใจแม้ว่าก่อนหน้านั้นนางจะเข้าใจการกระทำของเขาในทางที่ผิดอยู่บ้างแต่เมื่อคิดย้อนกลับไปแล้วนางจึงพึ่งจะคิดได้ว่าการที่เขาขอใช้กฎของสกุลหยางลงโทษนางแท้จริงแล้วอาจจะเพราะต้องการที่จะช่วยเหลือนางก็ได้ โดยรวมแล้วถ้าเทียบกับบรรดาราชบุตรเขยคนอื่นๆ การกระทำของหยางกวงยังถือว่าดีกว่ามาก ฉู่หมิงอวี้จึงทำแค่เพียงพยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาอย่างจริงใจว่า

“เสด็จแม่ทรงตรัสถูกต้องแล้ว หม่อมฉันควรจะต้องไตร่ตรองให้ดี ประพฤติตนอย่างระมัดระวังไม่ทำให้ฝ่าบาททรงบันดาลโทสะอีก” คำพูดและท่าทีของนางทำให้ซุนไทเฮาทอดถอนพระทัยออกมาแล้วหันไปส่งสัญญาณให้ต่งหมัวมัวมาช่วยพยุงนางลุกขึ้น

“อีกไม่นานก็จะถึงกำหนดวันมงคลของเจ้าแล้ว เจ้าก็ออกจากวังให้น้อยลงสักหน่อยเถิด เว้นระยะห่างจากรุ่ยอ๋องบ้าง ยังมีสองพี่น้องจากสกุลหลัวนั่นอีก คนเหล่านั้นไม่ว่าจะมองอย่างไรก็หาความจริงใจไม่พบ แม่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเพราะเหตุใดเจ้าจึงได้ทำตัวสนิทสนมกับคนเหล่านั้น” เมื่อซุนไทเฮาทรงตรัสเช่นนี้ฉู่หมิงอวี้ก็รีบเอ่ยออกมาในทันที

“เสด็จแม่ทรงวางพระทัยได้ นับจากนี้ลูกจะเว้นระยะห่างกับเสด็จพี่รอง ส่วนน้ำใจของลูกที่มอบให้แก่สองพี่น้องสกุลหลัวก็จะมีแค่เพียงเรื่องการช่วยเหลือหลัวจิ่งโหรวขึ้นจากน้ำในวันนี้เพียงเท่านั้น วันหน้าลูกก็จะไม่ออกหน้าช่วยเหลือพวกเขาอีกแล้วเพคะ” คำพูดของฉู่หมิงอวี้ทำให้เหมยเซียงนางกำนัลข้างกายของนางอีกคนพลันเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองสีหน้าของนางในทันที แต่ฉู่หมิงอวี้กลับไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นนอกจากพยายามจะออดอ้อนและพูดจาประจบเอาใจองค์ไทเฮาเพียงเท่านั้น

“เสด็จแม่เพคะ ลูกรู้ตัวดีว่าทำให้เสด็จแม่ต้องร้อนพระทัยด้วยความเป็นห่วง แต่ทรงเชื่อหม่อมฉันนะเพคะว่าหลังจากนี้หม่อมฉันจะไม่ทำเรื่องที่ทำให้เสด็จแม่ต้องรู้สึกขุ่นเคืองพระทัยอีก” คำพูดและท่าทีของฉู่หมิงอวี้ทำให้องค์ไทเฮาทรงแย้มพระสรวลออกมาในทันที

“เจ้ารู้ความเช่นนี้แม่ก็วางใจ” ซุนไทเฮาทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนลง ส่วนฉู่หมิงอวี้ที่ในชาติก่อนทะเลาะทุ่มเถียงกับพระมารดาของตนเองอย่างรุนแรงตั้งหลายครั้งถึงกับทอดถอนใจออกมาในทันทีพลางคิดในใจว่า ถ้าหากรู้ว่าแค่ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามและสงบปากสงบคำไม่เอ่ยวาจาโต้เถียงออกมาเพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้พระมารดาหยุดบ่นได้เช่นนี้นางก็คงจะสงบปากสงบคำไม่โต้เถียงนานแล้ว

ฉู่หมิงอวี้จ้องมองพระมารดาของตนเองด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความฮึกเหิม ในเมื่อนางได้ย้อนกลับมาแล้วสิ่งที่นางเคยทำผิดพลาดไปย่อมจะต้องลงมือแก้ไข นางจะไม่เป็นองค์หญิงเจ็ดที่โง่เขลาอีกต่อไปแล้ว แต่นางจะเป็นคนใหม่ที่จะดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังและสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือนางจะไม่เอาชีวิตของตนเองไปคลุกคลีกับคนหน้าเนื้อใจเสือเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel