6
ตกอยู่ในความเงียบ สายตาของลูกค้าหลายสิบคู่จับจ้องมาที่โต๊ะของทั้งสองเป็นตาเดียว
กวินจึงค่อย ๆ ก้มมองหญิงสาวที่ยังนั่งทับอยู่บนตักของเขา
“จะนั่งอ่อยผมไปถึงเมื่อไหร่พราวฟ้า หรือต้องให้ผมอุ้มคุณกลับไปด้วย” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นชิดใบหู จนหญิงสาวรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะบอส” พราวฟ้าสะดุ้ง รีบเด้งตัวลุกออกจากตักของกวินราวกับถูกไฟช็อต แต่หัวใจกลับเต้นโครมครามเสียจนเธอกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน
ภารกิจนัดบอดที่อุตส่าห์วางแผนมาอย่างดีกลับพังไม่เป็นท่า แถมเส้นด้ายแดงเจ้ากรรมยังหดสั้นลงกว่าเดิม จนแทบจะผูกเป็นปมตายระหว่างเธอกับบอสหน้าน้ำแข็งเข้าไปทุกที
“ทั้งหมดนี่คือบทลงโทษของเธอ พราวฟ้า”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกของกวินดังขึ้นพร้อมกับกุญแจรถที่ถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานของพราวฟ้าในเช้าวันต่อมา
หญิงสาวสะดุ้งโหยง มองกุญแจรถสลับกับใบหน้าเรียบตึงของบอสหนุ่มอย่างหวาดระแวง ความทรงจำตอนล้มทับตักเขากลางร้านอาหารเมื่อเย็นวานยังตามหลอกหลอนไม่หาย
“บอสจะให้ฟ้าทำอะไรคะ”
“ผมรูดการ์ดจ่ายค่าเสียหายที่คุณก่อเรื่องโครมครามกลางร้านอาหารเมื่อวานไปแล้ว รวม ๆ ก็ครึ่งแสน” กวินกอดอก มองพนักงานสาวที่ใบหน้าค่อย ๆ ซีดเผือดลงทุกที
“เงินเดือนระดับคุณคงไม่มีปัญญาผ่อนชำระคืนผมแน่ ๆ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณต้องมาเป็นคนขับรถและผู้ช่วยส่วนตัวของผมในทริปตรวจงานต่างจังหวัดสามวันสองคืนเพื่อหักหนี้ ล้อหมุนในอีกสิบนาที ห้ามเลท”
สั่งจบ กวินก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องทำงานไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทิ้งให้พราวฟ้ายืนอ้าปากค้างอยู่หน้าโต๊ะ
‘ฉิบหายของแท้ ยิ่งหนียิ่งเจอ ยิ่งห่างยิ่งใกล้!’
พราวฟ้ากรีดร้องในใจ พลางก้มมองนิ้วก้อยของตัวเอง
เส้นด้ายสีแดงหนาเตอะหดสั้นลงจนระยะห่างระหว่างเธอกับบอสเหลือไม่ถึงสองเมตรแล้ว พอเธอลองขยับถอยหนี ด้ายเส้นนั้นก็ตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันที ราวกับกำลังเตือนว่า ต่อให้หนีอย่างไร โชคชะตาก็ไม่มีวันปล่อยเธอไปง่าย ๆ
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน รถยนต์คันหรูแล่นไปตามถนนสายเปลี่ยวท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงใบปัดน้ำฝนดังฟึ่บฟั่บสลับกับเสียงฟ้าร้องครืน ๆ เป็นระยะ บรรยากาศภายในรถจึงยิ่งเงียบและอึดอัดขึ้นทุกขณะ
พราวฟ้าลอบมองผ่านกระจกหลัง เห็นกวินนั่งนิ่งอยู่บนเบาะ คิ้วเข้มขมวดแน่นขณะตรวจเอกสารในมือ
ฉึก...
ครืนนนน...
จู่ ๆ พวงมาลัยก็หนักอึ้งขึ้น เครื่องยนต์ส่งเสียงครางยานก่อนจะดับวูบไปเฉย ๆ
“เฮ้ย อย่ามาเสียตอนนี้นะ!”
พราวฟ้าพยายามบิดกุญแจสตาร์ตใหม่หลายครั้ง แต่เครื่องยนต์กลับไม่ตอบสนอง รถยนต์คันงามจอดสนิทอยู่ริมทาง ท่ามกลางป่าเขาและพายุฝนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาลง
“รถเสียค่ะบอส หน้าจอขึ้นเตือนว่าระบบไฟฟ้ารวน แถมตรงนี้ไม่มีสัญญาณมือถือเลยด้วย”
เธอรายงานเสียงอ่อย พร้อมชูโทรศัพท์ที่ไม่มีสัญญาณขึ้นให้ดู
กวินถอนหายใจยาว ก่อนเปิดประตูลงจากรถทันทีโดยไม่สนใจว่าฝนจะสาดแรงแค่ไหน
พราวฟ้ารีบคว้าร่มคันใหญ่จากเบาะหลังแล้วก้าวตามลงไป เม็ดฝนกระหน่ำใส่จนแทบลืมตาไม่ขึ้น แต่ยังไม่ทันได้กางร่ม กวินก็แย่งมันไปจากมือเสียก่อน
ชายหนุ่มกางร่มคลุมร่างของทั้งคู่ ก่อนยกแขนดึงไหล่บางให้ขยับเข้ามาชิดตัวมากขึ้น
“เดินไปหลบฝนที่ศาลาริมทางตรงโน้นก่อน อย่ายืนบื้อให้หวัดกิน”
“ค่ะบอส” พราวฟ้าตอบเสียงเบา พยายามไม่สนใจหัวใจตัวเองที่เต้นแรงขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ภายในศาลาไม้เก่า ๆ เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีดังสนั่น ทั้งคู่ต้องขยับมานั่งเบียดกันบนม้านั่งแคบ ๆ เพื่อหลบละอองฝนที่สาดเข้ามาด้านข้าง
พราวฟ้ากอดแขนตัวเองแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความหนาว
กวินเหลือบมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอดเสื้อสูทตัวนอกออกแล้วคลุมลงบนไหล่บางอย่างเงียบ ๆ
ไออุ่นและกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่ติดอยู่บนเนื้อผ้าทำให้พราวฟ้าชะงัก หัวใจพลันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอีกครั้ง
“ขอบคุณค่ะบอส เอ่อ... ฟ้าขอโทษนะคะที่ทำให้ทริปนี้พัง ตั้งแต่เรื่องร้านอาหารเมื่อวานแล้ว”
หญิงสาวก้มหน้า ยอมรับผิดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา กวินเงียบไปนานจนเธอคิดว่าคงถูกซ้ำเติมอีกรอบ
ทว่าผิดคาด ชายหนุ่มกลับแค่นยิ้มบาง ๆ ราวกับสมเพชตัวเอง ก่อนทอดสายตามองม่านฝนด้านนอก
“เรื่องเมื่อวาน ดุจดาวไม่ใช่คนแรกหรอกที่ผมทำนัดล่ม อีกอย่างทริปนี้พังไม่เกี่ยวกับคุณ รถมันเสียเอง” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไม่ได้เย็นชาหรือดุดันเหมือนทุกครั้ง
“ผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาผม ถ้าไม่เพราะฐานะ ก็เพราะหน้าตา ครอบครัวผมเคยเกือบพัง เพราะรักแรกของผมแอบเข้าสืบข้อมูลบริษัทไปขายให้คู่แข่ง ตั้งแต่วันนั้น ผมเลยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เชื่อเรื่องความรักไร้สาระนั่นอีก”
พราวฟ้าหันไปมองเสี้ยวหน้าของกวิน ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง บัดนี้กลับฉายชัดถึงความโดดเดี่ยวและบาดแผลที่ยังไม่เคยเลือนหาย
กำแพงน้ำแข็งอันหนาทึบที่เธอเคยมองว่าเย็นชา แท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจที่เคยถูกทำร้ายอย่างสาหัส
