9 คงต้องหาอย่างอื่นทำ
ณิรินทร์ญาตื่นนอนตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมทำแซนด์วิชไปส่งให้กับเจ๊สุนีย์ที่ตลาด เธอใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยหญิงสาวเอาแซนด์วิชไปให้กับเจ๊สุนีย์ที่ตลาดจากนั้นก็แวะซื้อเต้าหู้และหมูสับมาติดไว้ในตู้เพราะเมื่อวานเธอใช้ทำผัดกะเพราให้กับนายหัวปาริธไปหมดแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็หุงข้าวทิ้งไว้จากนั้นก็เข้าไปนอนต่อก่อนจะลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าในเวลาสิบโมง อาหารเช้าง่ายๆ ต้มจืดเต้าหู้หมูสับใส่ไข่ที่ตอกลงไปนะรอให้สุกก็วางตรงหน้า หญิงสาวรู้สึกเจ็บตรงมุมปากจากแผลที่โดนตบจึงต้องทานช้าๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเจอเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นตันหยงเพื่อนของเธอก็เคยถูกผู้หญิงคนอื่นมาทำร้ายแบบนี้แต่เธอไม่คิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะมาเกิดขึ้นกับตนเอง อันที่จริงแล้วหญิงสาวก็อยากจะแจ้งความเอาผิดกับผู้หญิงคนนั้นแต่เพราะกลัวทางร้านจะเสียชื่อเสียง
และถ้าหากต้องไปสถานีตำรวจก็น่าจะเสียเวลาและเธอยังจะต้องทำแซนด์วิชให้กับเจ๊สุนีย์ สุดท้ายก็เลยเลือกรับเงินค่าทำขวัญจำนวนห้าพันบาท ซึ่งพี่ช้างโอนให้เธอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
หญิงสาวคิดว่าจำนวนเงินมันมากไปหน่อยแต่ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นยอมจ่ายเพื่ออยากจะจบเรื่องราวทุกอย่างเธอก็รับไว้ เงินจำนวนนี้มันอาจจะไม่มากสำหรับคนมีฐานะดีแต่สำหรับเธอแล้วถือว่าเป็นเงินที่ค่อนข้างมาก บางคนอาจจะคิดว่าเงินห้าพันแลกกับการเจ็บตัวแค่นี้มันคุ้มค่า แต่สำหรับณิรินทร์ญาเธอคิดว่าวันนี้เธออาจจะโดนแค่เข้าใจผิดและมีผู้หญิงเข้ามาตบแต่ถ้าหากครั้งต่อไปอีกฝ่ายทำร้ายเธอมากกว่านี้ก็คงจะแย่
เมื่อคิดถึงอันตรายณิรินทร์ญาก็ถอนหายใจบางทีเธออาจจะต้องเลิกไปทำงานกลางคืนจากนั้นก็รับออเดอร์น้ำพริกและทำแซนด์วิชส่งตามร้านในตลาดมากขึ้น
อีกเหตุผลหนึ่งที่อยากเลิกทำงานก็เพราะอีกแค่ปีเดียวก็จะเรียนจบแล้ว เธออยากมีเวลาให้กับการเรียนอย่างเต็มที่และเทอมหน้าก็ต้องไปฝึกงานอีกด้วย
หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วหญิงสาวก็มานั่งอยู่ในห้องรับแขก เธอกำลังหาข้อมูลว่ายังมีอะไรอีกบ้างที่สามารถทำขายได้
แล้วเธอก็มาเลื่อนมาเจอเพจสอนทำอาหารเพจหนึ่งที่อธิบายถึงวิธีการทำคุกกี้อยู่หลายสูตร หญิงสาวคิดว่ามันเป็นอะไรที่พอจะทำได้เธอจึงแคปหน้าไว้เพื่อดูว่าต้องใช้อุปกรณ์และวัตถุดิบอะไรบ้าง
สิ่งแรกที่ณิรินทร์ญาทำก็คือตรวจดูว่าตอนนี้เตาอบที่บ้านของเธอยังใช้ได้หรือเปล่าเพราะจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ใช้ก็ตอนอบเค้กให้เพื่อนในวันเกิดเมื่อครึ่งปีที่แล้ว
เมื่อดูแล้วว่าเตาอบใช้งานได้ตามปกติเธอก็รีบขับรถออกไปยังร้านขายอุปกรณ์ทำเบเกอรี่เพื่อซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบมาทำคุกกี้
หญิงสาวง่วนอยู่กับการทำคุกกี้อยู่พักใหญ่อบออกมาครั้งแรกคุกกี้แข็งกระด้าง พอครั้งที่สองก็นิ่มจนเละและเมื่ออบครั้งที่สามก็ได้คุกกี้รสชาติและเนื้อสัมผัสตามที่ต้องการหญิงสาวเริ่มคำนวณถึงกำไรและต้นทุนจากนั้นก็คิดว่าจะลองเอาจะปรับสูตรอีกนิดแล้วค่อยจะเอาไปเสนอขายตามร้านกาแฟที่อยู่ละแวกบ้าน
เธอทำงานเพลินจนกระทั่งถึงเวลาสี่โมงเย็นก็เริ่มหิวจริงเอาข้าวสวยที่เหลืออยู่เตรียมจะทำข้าวผัดเป็นอาหารมื้อเย็น
ยังไม่ทันได้ลงมือทำเสียงออดที่หน้าบ้านก็ดังขึ้นก่อน เธอชะเง้อออกไปดูก็เห็นว่าคนที่มายืนกดออกคือนายหัวปาริธ หญิงสาวเดินมาเปิดประตูรั้วด้วยสีหน้างงๆ เพราะไม่คิดว่าวันนี้เขาจะมาหาเธอถึงบ้าน
“สวัสดีค่ะนายหัวมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันจะแวะมาดูเธอหน่อยนะว่าเป็นยังไงบ้างยังเจ็บอยู่ไหม”
“เจ็บนิดหน่อยค่ะตรงมุมปาก”
“จะไม่เชิญฉันเข้าไปในบ้านหน่อยเหรอ”
“ได้ค่ะ” ณิรินทร์ญาเริ่มคุยกับเขาอย่างสนิทใจมากขึ้น
นายหัวหนุ่มเดินเข้ามาในบ้านก็ได้กลิ่นขนมหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน
“เธอทำขนมเหรอณิริน”
“ค่ะ ณิรินกำลังฝึกทำคุกกี้”
“ฝึกทำแสดงว่าไม่เคยทำมาก่อนเหรอ”
“ไม่เคยทำมาก่อน นายหัวอยากลองชิมไหมถ้าชิมแล้วช่วยวิจารณ์ด้วยนะคะว่ารสชาติมันเป็นยังไง” หญิงสาวเอาคุกกี้ที่อบครั้งสุดท้ายมาให้ชายหนุ่มชิมแล้วก็รอลุ้นคำตอบ
“รสชาติใช้ได้นะ ไม่ค่อยหวานมากเท่าไหร่ที่ฝึกทำแบบนี้เธอคิดจะทำขายใช่ไหมล่ะ”
“นายหัวเดาถูกแล้วค่ะ ณิรินคิดว่าบางทีอาจจะเลิกไปทำงานกลางคืนแล้วเปลี่ยนมาทำคุกกี้ขายดีกว่า”
“เพราะเรื่องเมื่อคืนใช่ไหมล่ะที่ทำให้เธอคิดจะเปลี่ยนใจ”
“ใช่ค่ะเมื่อคืนณิรินอาจจะโดนแค่ตบแต่ครั้งต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะโดนอะไรบ้าง อันที่จริงตอนนี้ก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินเท่าไหร่ก็เลยคิดว่าจะเลิกไปทำงานแบบนั้น”
“ฉันเห็นด้วยนะ เธอจะได้ไม่ต้องเอาตัวไปอยู่ในอันตรายแบบนั้น ที่ผ่านมาเธอเคยโดนแบบนั้นบ้างหรือเปล่า”
“ไม่เคยค่ะ เมื่อคืนเป็นครั้งแรกและณิรินก็ไม่อยากจะให้มันมีครั้งต่อไป”
“แล้วเธอคิดว่าจะเอาคุกกี้นี้ไปขายที่ไหนล่ะ”
“ก็คงฝากตามร้านกาแฟแล้วก็ร้านที่มหาวิทยาลัยค่ะ ก่อนอื่นก็คงจะต้องเอาไปให้เจ้าของร้านชิมก่อน”
“เธอทำใส่ถุงเล็กๆ ไว้สิ แล้วเอาไปฝากนายชินไว้”
“ทำไมต้องเอาไปฝากคุณชินล่ะคะ”
“ก็เจ้านายของเธอมีเพื่อนเปิดร้านกาแฟเยอะอยู่น่ะ ฉันจะช่วยพูดให้”
“อย่าเลยค่ะณิรินไม่อยากรบกวนคุณชิน”
“ไม่รบกวนหรอกน่า ตอนนี้เขาติดหนี้บุญคุณเธออยู่นะ”
“ติดหนี้ยังไงคะ”
“ก็เรื่องที่เธอไม่ไปแจ้งความ จนเรื่องราวมันใหญ่โตและถ้าหากเรื่องถึงตำรวจร้านก็จะต้องโดนตรวจสอบ เธอก็รู้นี่ว่าเด็กนั่งดริ๊งค์ในร้านบางคนอายุยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ”
ณิรินทร์ญาพยักหน้าเห็นด้วยเพราะเธอเองก็เข้าไปทำงานที่นั่นตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบและถ้าตำรวจรู้มาตรวจเจอเจ้าของผับก็จะมีความผิดรับเด็กอายุยังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์เข้ามาทำงาน
“แต่ณิรินว่ามันจะเป็นการรบกวนคุณชินมากเกินไปนะคะนายหัว”
“ไม่ได้รบกวนอะไรเลยในชินก็แค่ให้ลูกน้องเอาไปฝากที่ร้านเพื่อนของเขา ส่วนเพื่อนของเขาจะสั่งคุกกี้ของเธอหรือเปล่ามันก็อยู่ที่ฝีมือเธอแล้วล่ะ”
“ถ้ายังงั้นณิรินขอฝึกทำอีกสักนิดเอาให้ชัวร์แล้วค่อยเอาไปเสนอดีกว่านะคะ”
“แล้ววันนี้ทำเยอะหรือเปล่า”
“ก็เยอะพอสมควรค่ะ นายหัวจะเอาไปกินด้วยไหม”
“ได้สิฉันชอบคุกกี้ที่รสชาติไม่หวานมากแบบนี้”
“ถ้างั้นเดี๋ยวแพ็กใส่กล่องให้นายหัวนะคะ”
“ก่อนที่ฉันจะมาเธอกำลังจะทำอะไรอยู่”
“ณิรินกำลังจะทำข้าวผัดค่ะนายหัวกินข้าวมาหรือยัง”
“ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยว่าจะชวนเธอออกไปกินข้าวข้างนอก ตอนนี้ฉันหิวมากๆ จะขอข้าวผัดเธอกินคิดว่าคงไม่อิ่มแน่”
“ก็ได้ค่ะ รอแป๊บนะคะขอณิรินไปเปลี่ยนชุดก่อน” ณิรินทร์ญาตกลงเพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้มีบุญคุณและช่วยเหลือเธออยู่หลายครั้งหญิงสาวคิดว่าการออกไปทานอาหารกับเขาครั้งนี้ตนเองจะเป็นคนจ่ายเพื่อตอบแทนที่เขาช่วยเหลือหลายๆ อย่าง