10 รู้สึกเอ็นดู
“นายหัวอยากกินอะไรคะมื้อนี้ณิรินขอเลี้ยงนายหัวเอง”
“ทำไมต้องเลี้ยงด้วยล่ะ ฉันเป็นคนชวนเธอออกมาข้างนอกฉันก็ต้องเป็นคนจ่าย”
“แต่ณิรินอยากเลี้ยงนายหัว ตอบแทนที่นายหัวช่วยณิรินตั้งหลายอย่างทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้แค่สองวันเอง”
“ฉันไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอะไรแบบนั้นหรอก เอาล่ะเราจะกินอะไรกันดีแต่คงไม่ใช่อาหารใต้นะ เธอยังเจ็บปากอยู่ แถวนี้มีร้านไหนที่เธอเคยออกมากินบ้าง”
“ส่วนใหญ่ณิรินก็จะกินแต่อาหารตามสั่งค่ะนายหัวกินได้ไหม”
“ฉันกินได้ทุกอย่างเลย แต่ว่าวันนี้ฉันอยากพาเธอไปกินสเต๊กมีร้านสเต๊กที่ฉันกินประจำอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ราคาก็ไม่ค่อยแพง เธอชอบกินไหม”
“ไม่ถึงกับชอบแต่ก็พอกินได้ค่ะ แต่ณิรินอยากเป็นคนเลี้ยงนายหัว”
“มื้อนี้ฉันเป็นคนจ่ายเอง ถ้าหากเธออยากจะเลี้ยงฉันจริงๆ ก็เอาไว้ฉันขึ้นมากรุงเทพครั้งหน้าก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นฉันจะให้เธอเป็นคนเลือกเองว่าจะไปกินร้านไหน”
“ถ้าณิรินพาไปกินแค่ร้านอาหารตามสั่งข้างทางหรือก๋วยเตี๋ยวถูกๆ นายหัวจะกินได้หรือเปล่า”
“ก็บอกแล้วว่าฉันเป็นคนกินง่ายอะไรก็ได้ ถ้างั้นตกลงเราไปกินสเต๊กกันนะ”
“ตามใจนายหัวเลยเพราะมื้อนี้นายหัวเป็นคนจ่าย”
นายหัวปาริธพาหญิงสาวมายังร้านสเต๊กเล็กๆ ร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้กับคอนโด เขาเคยมาทานแล้วหลายครั้งรสชาติค่อนข้างอร่อยราคาก็ไม่แพงมาก เขาสั่งริบอายสเต๊กให้ตัวเอง สเต๊กแซลมอนให้กับณิรินทร์ญาและสั่งสปาเก็ตตี้ไวท์ครีมซอสมาอีกหนึ่งจานเพราะสปาเก็ตตี้ร้านนี้เขาทานแล้วรู้สึกถูกใจในรสชาติมากๆ
“อร่อยไหมณิริน”
“อร่อยค่ะ ตอนแรกณิรินคิดว่าสปาเก็ตตี้มันจะเลี่ยนแต่มันไม่รสชาติมันกลมกล่อมมาก ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ ครั้งต่อไปถ้านายหัวอยากกินร้านนี้ณิรินก็เลี้ยงไหวค่ะ”
“ถ้าอร่อยก็ต้องกินเยอะๆ จะได้มีแรงทำงาน” นายหัวหนุ่มพูดแล้วก็ยิ้ม
เขารู้สึกเอ็นดูณิรินทร์ญามากๆ เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กผิวขาว แต่หญิงสาวไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอหรือเปราะบางอะไรเลย เธอใช้ชีวิตตามลำพังโดยไม่มีครอบครัวแล้วยังทำงานส่งตัวเองเรียนแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกประทับใจและอยากทำความรู้จักผู้หญิงคนนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ
การขึ้นมากรุงเทพแต่ละครั้งมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากสำหรับนายหัวปาริธ ส่วนใหญ่ก็มักจะไปกินเหล้ากับเพื่อนพอตอนกลางวันก็ไปติดต่องานแต่มันต่างจากครั้งนี้มากเขารู้สึกสนุกและอยากจะอยู่กรุงเทพให้นานมากขึ้น
แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เพราะเช้าวันจันทร์เขาต้องไปทำงานที่สมุทรสาครและคิดว่าน่าจะใช้เวลาเคลียร์งานตลอดทั้งวันส่วนวันอังคารก็ต้องรีบบินกลับสุราษฎร์ธานีเพราะยังมีงานที่นั่นรอเขาอยู่หลายอย่าง
จริงๆ แล้วงานของเขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลแห้งก็มีผู้จัดการคอยดูแลอยู่แล้วส่วนที่สวนปาล์มและสวนยางพาราก็มีหัวหน้าคนงานคอยจัดการเรื่องทุกอย่างให้ นานๆ ครั้งเขาค่อยเข้าไปดูแลก็ได้แต่ชายหนุ่มก็มีกจะหาเวลาเข้าไปดูแลกิจการของตัวเองอยู่ไปบ่อยๆ
“นายหัวขึ้นมาทำอะไรที่กรุงเทพเหรอคะ” ณิรินทร์ญาชวนเขาคุย
“ก็มาติดต่องานผลิตภัณฑ์จากยางพาราและน้ำมันปาล์มฉันต้องส่งเข้าบริษัทที่กรุงเทพบ้างก็เลยต้องมาติดต่องาน อีกอย่างก็ต้องไปดูแลโรงงานผลิตอาหารทะเลแห้ง ตอนนี้ฉันขยายตลาดไปต่างประเทศช่วงนี้ก็เลยต้องเข้ามาดูบ่อยหน่อย แต่ปกติก็มีผู้จัดการโรงงานเคยทำงานให้อยู่แล้ว”
“นายหัวว่าแต่ณิรินทำงานเยอะแต่นายหัวก็ทำงานเยอะเหมือนกันนะคะ”
“ก็ฉันเป็นผู้ชายนี่”
“ทำงานเยอะแบบนี้มันไม่เหนื่อยเหรอคะ”
“ก็เหนื่อยนะแต่ฉันเป็นผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คงเหนื่อยกว่าฉันมาก ไหนจะเรียนด้วยทำงานไปด้วยไม่เหนื่อยเหรอ”
“มันก็มีบ้างค่ะ แต่ช่วงที่ณิรินมีสอบก็ไม่ได้รับงานอะไรเลยเพราะอยากตั้งใจอ่านหนังสือสอบ แต่ช่วงไหนที่เรียนไม่หนักก็จะรับออเดอร์น้ำพริกกับแซนด์วิชค่ะ”
“แต่ตอนนี้เธอกำลังจะเพิ่มคุกกี้มาอีกอย่างหนึ่งคิดว่าไหวเหรอ”
“ไหวค่ะเพราะถ้าไม่ต้องไปทำงานกลางคืนแล้วณิรินก็น่าจะพอมีแรงทำขนม แต่มันก็ยังไม่แน่หรอกนะคะนายหัวไม่รู้ว่าจะมีร้านไหนสนใจรับไปขายหรือเปล่า”
“ฉันว่าต้องมีหลายร้านสนใจแน่”
“ณิรินก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”
“ฉันว่ารสชาติมันอร่อยนะ ฉันเป็นผู้ชายไม่ค่อยชอบกินขนมแบบนี้เท่าไหร่แต่พอกินแล้วก็รู้สึกว่ามันไปกันได้ถ้ากินกับกาแฟในตอนเช้าก็เข้ากัน”
“นายหัวไม่ได้แกล้งชมกันใช่ไหม”
“ไม่ได้แกล้งชมหรอกเพราะฉันไม่มีเหตุผลที่จะแกล้งชมเธอเลย”
“ได้เลยได้ฟังแบบนี้ค่อยดีใจหน่อยวันจันทร์ณิรินว่าจะทำไปแจกเพื่อนเพื่อนที่มหาวิทยาลัยให้เขาช่วยติชมดู”
“แล้วทำไปแจกคนอื่นแบบนี้ไม่กลัวมันจะสิ้นเปลืองหรอก”
“ไม่หรอกค่ะมันถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งณิรินกลัวว่าทำแล้วรสชาติจะไม่ถูกใจเพราะถ้าชิมเองก็ต้องเข้าข้างตัวเอง”
“ถ้าเอาไปให้เพื่อนกินที่มหาลัยแล้วอย่าลืมเล่าให้ฉันฟังด้วยนะว่าพวกเขาพูดถึงคุกกี้เธอยังไงบ้าง”
“นายหัวจะอยู่กรุงเทพอีกนานแค่ไหนคะ”
“ก็น่าจะอยู่ถึงแค่วันจันทร์น่ะ วันอังคารก็อาจจะต้องกลับแล้วไม่อยากจะทิ้งงานที่สวนนาน”
“ปกตินายหัวขึ้นมากรุงเทพบ่อยแค่ไหน”
“บางครั้งก็สองเดือนสามเดือน แต่ช่วงนี้งานที่สมุทรสาครมันยังไม่ค่อยลงตัวอาจจะขึ้นมาบ่อยหน่อย ขึ้นมาครั้งหน้าฉันจะเอาอาหารใต้มาฝากก็แล้วกันหวังว่าเธอคงไม่มีเรื่องไปตบตีกับใครจนเจ็บปากกินอาหารรสจัดไม่ได้หรอกนะ”
“ไม่แล้วค่ะณิรินไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นแต่ก็ยังไม่รู้จะพูดกับคุณชินยังไง เพราะทำงานที่นี่มานานหลายปีแล้ว”
“เธอก็บอกเขาไปสิว่าช่วงนี้เรียนหนักฉันว่าเพื่อนฉันเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ นะ”
“ณิรินก็หวังอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ ที่ผ่านมาคุณชินมีบุญคุณมากๆ คุณชินให้ณิรินไปทำงานจนไม่ต้องควักเงินเก็บมาเป็นค่าเทอมเลยแถมยังมีเงินเก็บมากขึ้นกว่าเดิมด้วย”
“ถ้าไม่ไปทำงานที่ผับแล้วเธอคิดว่ารายได้จากค่าน้ำพริกเหลือค่าทำขนมจะพอจ่ายค่าเทอมเหรอณิริน”
“ตอนแม่เสียณิรินก็ได้เงินมาประมาณหนึ่งถ้าจะเรียนอย่างเดียวโดยไม่ทำงานมันก็ได้ค่ะ แต่ณิรินไม่อยากอยู่เฉยๆ อีกอย่างการทำงานแบบนี้ก็ทำให้ณิรินได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เจอคนเยอะขึ้นมันทำให้สนุกและไม่เหงาค่ะ”
“อ๋อที่ไปทำงานเป็นเด็กนั่งดริ้งค์เพราะเหงาเหรอ”
“ไม่เชิงหรอกค่ะแต่การออกไปแบบนั้นมันทำให้ได้คุยกับคนหลากหลายอาชีพทำให้รู้ทัศนคติและมุมมองของคนอาชีพต่างๆ และเอามาปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้บ้าง”
“ถ้าฉันไม่รู้ว่าเธอยังเรียนอยู่ฉันคงคิดว่าเธอเรียนจบและทำงานมาหลายปีแล้วนะ ฉันว่าเธอพูดดูมีหลักการมากกว่าเด็กวัยรุ่นทั่วไป”
“ก็ณิรินไม่ใช่เด็กวัยรุ่นทั่วไป ณิรินเด็กวัยรุ่นที่ต้องอยู่คนเดียวตามลำพังต้องเรียนรู้ชีวิตให้มากค่ะ”