ขอชีวิตที่อิสระ
@ ห้องอาหารบนสุดของโรงแรม
เวลา 12.00 น.ที่เป็นเวลานัดหมายสำคัญของการเจอหน้าว่าที่คู่หมั้นอย่างเป็นทางการ ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาสีน้ำตาลอบอุ่น รอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ชวนหลงใหล ที่สวมใส่เสื้อเชิ้ตลายสก็อตคู่กับกางเกงยีนส์สีเข้ม เป็นลุคที่ดูมีสไตล์เวลาอยู่บนร่างสูงโปร่ง นาวินนั่งรอว่าที่คู่หมั้นอย่างใจจดใจจ่ออยู่โต๊ะอาหารที่ทางผู้ใหญ่ฝั่งคู่หมั้นสาวได้จองเอาไว้ให้
โดยโต๊ะที่ทางฝั่งญาติผู้ใหญ่เลือกให้ทั้งสองได้พบเจอกันครั้งแรกนั้น เป็นโต๊ะที่มุมดีที่สุด เพราะเป็นโต๊ะที่ติดกระจกเมื่อทอดมองสายตาออกไปจะเห็นวิวทะเลสีฟ้าคราม ช่วยสร้างบรรยายให้ดูสดชื่นสบายตาเหมาะแก่การเจอกันครั้งแรก มือหนาเปิดไอแพดที่ถือติดมือมาด้วยเพื่ออ่านเอกสารฆ่าเวลาระหว่างรอว่าที่คู่หมั้นสาว
ขณะสายตาคมเปิดอ่านเอกสารทีละฉบับที่เลขาส่งมาให้ทางอีเมลด้วยใจที่กระสับกระส่ายและตื่นเต้น ถึงแม้สายตาจะอ่านเอกสารในอีเมล์แต่หัวใจกับไม่ได้มีสมาธิกับเอกสารที่เปิดอ่านสักนิด เพราะมีบางครั้งที่สายตาคู่คมทอดมองออกไปที่หน้าประตูทางเข้าอยู่หลายครั้งเพื่อหวังว่าจะเห็นร่างบางของคู่หมั้นสาวเข้ามายังสถานที่นัดพบ แต่จนแล้วจนรอด คนที่เขาอยากเจอหน้าก็ไม่มาสักที
เขานั่งรอนานนับชั่วโมง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของว่าคู่ที่หมั้นที่นัดเอาไว้ มือหนาจึงเลือกที่จะปิดหน้าจอไอแพดเมื่อคิดว่าน่าจะเบี้ยวนัด ถึงแม้จะดูหงุดหงิดและไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ แต่อีกเดียวเขาต้องเดินทางกลับกรุงเทพตามไฟล์บินที่ได้ถูกจองเอาไว้ล่วงหน้า
นาวินจึงเลือกเดินออกจากห้องอาหารเงียบ ๆ เขาคิดว่า อย่างไรเสียเขาต้องบินมาที่ภูเก็ตบ่อย ๆ ครั้งหน้าค่อยนัดเจอกันก็ได้ เมื่อคิดได้เช่นนี้จึงทำให้ใจเขาสงบลง
@สนามบินภูเก็ต
นับดาวนั่งรอที่จะขึ้นเครื่องบินเพื่อที่จะเดินทางไปยังกรุงเทพ พลั้นในใจก็คิดถึงเหตุการณ์ช่วงเช้า 1 ชั่วโมงก่อน ตอนนั้นนับดาวเลือกที่จะไปหาพ่อขอตัวเองเพื่อบอกกล่าวถึงเหตุผลที่ตัวเองต้องหนีไปกรุงเทพในครั้งนี้
“ดาวมาหาพ่อถึงห้องทำงานมีอะไรหรือเปล่า แต่ถ้าจะมาคุยกับพ่อเรื่องหมั้นของลูกกับนาวินเรื่องนี้พ่อก็จนปัญญา เพราะไม่ว่าพ่อจะช่วยหนูพูดกับปู่ ปู่ของเราก็ยังดึงดันที่จะให้เราหมั้นอยู่ดี”คนเป็นพ่อกล่าวขึ้นมาอย่างอ่อนใจ ในใจอยากจะช่วยลูกสาวใจจะขาดแต่พ่อของตัวเองเป็นคนที่ยึดมั่นกับคำสัญญามากถ้าได้ตกลงสัญญากับใครแล้วพ่อของเขาจะไม่ทำผิดสัญญาเป็นอันขาด
“ดาวยอมทำตามที่ปู่กับย่าก็ได้คะพ่อ…แต่ขอเวลาดาวสักนิดนะคะ ขอแค่ปีเดียวก็ได้นะพ่อ ดาวแค่อยากทำงาน อยากลองออกไปใช้ชีวิตอิสระอีกสักนิดก็ยังดีก่อนที่ดาวจะหมั้นจะแต่งงานตามที่ปู่ขอ แต่เวลานี้ขอดาวออกไปชีวิตที่อิสระสักหน่อยให้เวลาดาวนะคะ”เสียงหวานพูดอย่างอ้อนวอน กระพริบตาปริบ ๆ ออดอ้อนคนเป็นพ่อสุดหัวใจ อย่างไรเสียพ่อต้องช่วยตัวเองแน่ ๆ
ขณะที่มือแกร่งของคนเป็นพ่อยื่นออกมาลูบลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลนุ่มสลวยของลูกสาวด้วยความรักและเอ็นดู พลั้นในใจก็คิดว่าเป็นการดีเหมือนกันให้เวลาลูกสาวอีกหน่อยให้ลูกสาวไปใช้ชีวิตที่อิสระอีกนิด เมื่อถึงเวลาที่ลูกสาวใช้ชีวิตที่เต็มที่แล้วคงอยากกลับมาแต่งงานกับที่คนเป็นปู่เลือกให้แน่
“พ่อตามใจเรา แต่หนูต้องสัญญากับพ่อนะแค่ปีเดียว พ่อให้เวลาแค่ปีเดียวเราต้องกลับมาหมั้นและแต่งงานตามที่ปู่เราบอก”
นับดาวเมื่อได้ฟังคำพูดของคนเป็นพ่อจบประโยคร่างบอบบางถลาเข้าสวมกอดเอวสอบของคนเป็นพ่อทันทีด้วยความดีใจก่อนเสียงหวานจะเอ่ยบอกคนเป็นพ่อด้วยน้ำเสียงสดใสเปี่ยมด้วยความหวัง
“คะพ่อ ดาวรักพ่อมากที่สุดเลย”พูดไปยิ้มไป
ขณะคนเป็นพ่อเห็นใบหน้าลูกสาวที่ยิ้มมีความสุขอีกครั้ง คนเป็นพ่อก็รู้สึกมีความสุขไปกับลูกสาวด้วยมือหนาลูบลงที่ศีรษะทุยด้วยความรักก่อนจะบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงอันห่วงใย
“ไปถึงกรุงเทพแล้วโทรหาพ่อด้วยนะ…แล้วพักที่ไหนอยู่กับใครต้องบอกพ่อด้วย…พ่อกับแม่เป็นห่วงเรามาก”
“คะพ่อ”
นับดาวที่นั่งคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ริมฝีปากบางอวบอิ่มเผยคลี่ยิ้มขึ้นมาด้วยความดีใจ ที่ตัวเองจะได้ออกไปใช้ชีวิตที่อิสระอีกครั้งแค่หนึ่งปีก็ยังดีก่อนความคิดจะหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงตามสายเรียกให้ขึ้นเครื่องบิน ร่างบอบบางลุกออกจากเก้าอี้ก่อนจะสาวเท้าไปตามทางเดินเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่องบินเพื่อโดยสารไปยังกรุงเทพตามที่ตัวเองได้ตั้งใจเอาไว้
บนเครื่องบิน
นาวินที่นั่งอยู่บนเครื่องบนในชั้นเฟิร์สคลาส มือหนาเปิดอ่านเอกสารที่ลูกน้องคนสนิทเอามาให้ก่อนที่จะนำเข้าไปประชุมในวันพรุ่งนี้ สายตาคมไล่อ่านตัวอักษรไปทีละบรรทัดโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ก่อนจะสัมผัสได้กับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่หอมสดชื่น เมื่อได้กลิ่น กลิ่นนี้เป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัวของผู้หญิงคนที่เข้ามาในลิฟท์วันนั้นเขาจำได้ดี มือหนาเก็บเอกสารเข้าไปไว้ในกระเป๋าเอกสารก่อนใบหน้าหล่อคมจะหันเหมองหาหญิงสาวคนนั้น แต่ในขณะที่สายตาคมที่กำลังมองหาสาวเจ้าของกลิ่น กับเห็นร่างบอบบางของสาวคนนั้นเดินตรงมาที่ตัวเอง ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างตัวเอง
สายตาคู่สวยสบประสานกับสายตาคู่คมก่อนริมฝีปากอวบอิ่มจะคลี่ยิ้มอย่างมิตรภาพกับเพื่อนร่วมทางที่นั่งทำหน้าหล่อเหลา ขณะที่เขาคลี่ยิ้มให้สาวสวยเล็กน้อย เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางที่นั่งเก้าอี้ข้างกันยิ้มให้อย่างมิตรภาพร่างบอบบางจึงนั่งลงเก้าอี้ที่ตัวเองได้จองเอาไว้
ขณะที่หัวใจแกร่งเริ่มเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ…สมองนั้นเริ่มประมวลผล…ที่เธอที่ไม่มาพบกันในวันนี้สงสัยคงไม่อยากแต่งงานกับตัวเองสินะถึงขั้นนั่งเครื่องเพื่อบินหนีไปที่กรุงเทพแต่เธอหารู้ไม่ว่ากรุงเทพนั้นเป็นถิ่นของตัวเองคิดได้อย่างไงว่าจะหนีขึ้นไปอยู่กรุงเทพ อยากรู้นักถ้าเข้าไล่ตอนเธอ…แล้วเธอจะหนีไปไหนรอด…อยู่ ๆ มุมริมฝีปากหนาก็ยกยิ้มกรุ่มกริ่ม สายตาคมมองดวงหน้าสวยหวานอย่างไม่ละสายตา
“สวัสดีครับ เราเจอกันอีกครั้งแล้วนะครับ”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยความสุภาพนาวินแอบถามลองเชิงว่าสาวสวยคนนี้รู้จักตัวเองหรือไม่และอยากจะรู้ว่าสาวสวยคนนี้จะเดินทางไปที่ไหนทำอะไร
“สวัสดีคะ เราเคยเจอกันเหรอ”เรียวคิ้วบางสีน้ำตาลธรรมชาติจรดเข้าหากันก่อนริมฝีอวบอิ่มที่เคลือบด้วยลิปสติกสีชมพู่อ่อนจะคลี่ยิ้มออกมาพร้อมเอ่ยถามคำถามที่สงสัยเมื่อครู่เพื่อคายความสงสัย
“เราเจอกันในลิฟท์ที่โรงแรมเมื่อวานไงครับ”
ใบหน้าหวานพยักหน้าเข้าใจก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยถามตัวเองในประโยคต่อมาพลั้นหัวคิ้วก็จรดเข้าหากันอีกรอบเมื่อได้ฟังคำถามจนจบประโยค
“แล้วนี้ ขึ้นไปเที่ยว หรือไปทำงาน หรือบ้านอยู่กรุงเทพเหรอครับ”
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนหุบยิ้มด้วยความไม่พอใจ เขาเป็นใครลุงข้างบ้านหรือไงถึงอยากรู้เรื่องคนอื่นไปทั่ว แต่ถึงแบบนั้นนับดาวก็เอ่ยตอบด้วยความสุภาพเพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งไม่อยากจะสร้างศัตรูก่อนที่จะถึงกรุงเทพ
“ไปทำงานคะ”เสียงหวานเอ่ยบอกเพียงสั้น ๆ ก่อนเรียวแขนจะยกขึ้นมากอดอกตัวเองพร้อมปิดเปลือกตาลงเพื่อไม่อยากที่จะไปเสวนากับผู้ชายที่นั่งข้างตัวเอง
ขณะที่นาวินลอบมองเสี้ยวหน้าหวานที่ปิดเปลือกตาลงจนสนิทแล้วก่อนจะคิดขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ตัวเองถามคำถามไม่เหมาะสมหรือเปล่าไม่รู้เพราะสาเหตุใดสาวสวยด้านข้างถึงไม่อยากที่จะคุยด้วย
นาวินเลือกที่จะเงียบไปตลอดการเดินทางขณะที่นับดาวนั้นจากที่คิดจะปิดแค่เปลือกตาลงเล่น ๆ แค่พักสายตาเพียงสักนิดแต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้นับดาวกับหลับสนิท อีกทั้งศรีษะเหน่งน้อยเอนลงซบลงบ่าแกร่ง ของผู้ชายด้านข้างอย่างไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มที่ตอนนี้ได้เสียสละหัวไหล่ด้านขวาให้สาวน้อยได้ใช้เป็นหมอนชั่วคราว สายตาคมลอบมองใบหน้าหวานก่อนจะอมยิ้ม อยู่ ๆ ฝ่ามือหนาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้คุณปู่ของสาวข้างกายได้ส่งรูปของคู่หมั้นให้ตัวเองในแอพพิเคชั่นหนึ่งและตัวเองเลือกที่จะเซฟเอาไว้ในอัลบั้มรูปในเครื่องโทรศัพท์ของตัวเอง ปลายนิ้วเลื่อนดูรูปว่าที่คู่หมั้นที่ละรูปเพื่อเปรียบเทียบกับสาวข้างกาย…กับพบว่าสาวสวยคนนี้เป็นว่าที่คู่หมั้นของตัวเองจริง ๆ ริมฝีปากหนายกยิ้มขึ้นมาอีกรอบก่อนจะเปิดกล้องหน้าของโทรศัพท์…กดชัตเตอร์แอบถ่ายภาพสาวหน้าหวานขณะหลับ…ที่ใบหน้าหวานหลับตาพริ้มดูมีความสุขอยู่บนหัวไหล่ตัวเอง
เมื่อได้รูปที่แอบถ่ายจนพอใจแล้วนาวินเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกง…ก่อนจะถือโอกาสโน้มลำตัวก้มหอมลงกลุ่มผมสีน้ำตาลของคนหลับอย่างถือวิสาสะ ปลายนิ้วเรียวยาวลูบลงที่พ่วงแก้มอย่างแผ่วเบา ขณะที่นาวินคิดในใจคนเดียว ‘คิดจะหนีพี่เหรอ สงสัยจะยากแล้ว เพราะต่อจากนี้ไปพี่จะค่อยดูเธอไม่ให้คาดสายตาเชียว ยัยตัวแสบ’
เวลาเกือบชั่วโมงที่เครื่องบินทะยานขึ้นอยู่บนท้องฟ้าเมื่อเครื่องบินสีขาวสลับแดงมาถึงน่านฟ้ากรุงเทพ เสียงของ กัปตันได้ประกาศออกตามสายให้ผู้โดยสารเตรียมตัวเพื่อลงจากเครื่อง
-ขณะเราถึงสนามบินดอนเมือง ขอให้ทุกทางนั่งประจำที่ก่อนเครื่องบินจะจอดสนิท-
ร่างบอบบางขยับหยุกหยิบเริ่มรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงแว่วเข้ามาในโสตประสาทชั้นหู นับดาวค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะกระพริบตาปริบ ๆ เสยมองขึ้นไปยังด้านข้าง ดวงตาคู่สวยเบิกออกกว้าง จากที่รู้สึกงั่วเงียบสลิมสลือเมื่อครู่จากการตื่นนอนใหม่กับหายไปอย่างปิดทิ้ง…เมื่อพบเจอปลายคางหล่อคม เสี้ยวหน้าข้างหนึ่งแนบลงบ่าไหล่ของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อยู่ ๆ หัวใจดวงน้อยเต้นแรง ตึก! ตึก! ตึก! ใบหน้าหวานเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ…ร่างบางดีดตัวนั่งตรง ก้มหน้างุดมองมือตัวเองด้วยความเขินอาย พลางพ่นด่าตัวเองในใจ ‘ยัยบ้าเอ๋ยอยากจะตีตัวเองนัก อายมั้ยละ กระโดดลงจากหน้าต่างตอนนี้เลยได้ไหม’
นับดาวนั่งร่วมรวบสติสักครู่ก่อนจะเอ่ยขอโทษที่ได้ร่วงเกินโดยไม่รู้ตัว“ขอโทษด้วยนะคะ ที่เสียมารยาท”พูดจบร่างบอบบางก็ลุกขึ้นยืนเพื่อรีบเดินออกจากจุดนี้เพราะตอนนี้คนกำลังทะยอยเดินออกจากเครื่องบิน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยออกมา
“ไม่เป็นไรครับ แค่ปวดแขนนิดหน่อยเอง”
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยบอกนับดาวหันไปยิ้มให้อีกหนึ่งครั้งก่อนจะเดินออกจากเครื่องบิน
