7 เคลิบเคลิ้ม
นางจะเคลิบเคลิ้มมิได้!
นางยังไม่โตเต็มสาว อีกทั้งยังไม่ได้ผ่านพิธีปักปิ่นด้วยซ้ำ!
ดรุณีน้อยเบิกตากว้าง อยากจะกัดริมฝีปากที่รุกล้ำนางให้ห้อเลือด อยากจะกัดลิ้นเขาให้แหว่งวิ่นดิ้นตาย
แต่นางทำไม่ได้!
เพียงเห็นดวงหน้าบุรุษหนุ่มแนบชิด ดวงตาหลับพริ้มมีเพียงแพขนตาหนาวิบไหว เรียวคิ้วหนาเรียบเป็นเส้นปลายชี้เล็กน้อย จมูกโด่งเป็นสันคลอเคลียอยู่ไม่ห่างพวงแก้มและจมูกโด่งที่ซุกซนเหนือดวงหน้าทำให้นางอ่อนระทวย แต่ก่อนที่มือไม้เกะกะของอีกฝ่ายจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ นางก็เผลอตวัดมือออกไปโดยไม่รู้ตัว!
เพียะ!
“โอ๊ย!” หวังหลี่เฟิงผงะ ยกมือทาบแก้มตัวเองสีหน้าเหยเก “เจ้าตบข้า!”
“ก็เจ้าจูบข้าทำไมเล่า!”
นางสะบัดหน้าอย่างถือดี พลางกระเถิบหนีออกห่าง “อย่าคิดว่าข้าดีกับเจ้าแล้วจะลามปามได้นะ... คนเลว!”
“ข้าหรือคนเลว?” บุรุษหนุ่มชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลันคิ้วขมวด “แล้วข้าหรือจะทำอะไรเจ้าได้”
“ก็เจ้า!... เจ้าจูบข้า!” นางขึ้นเสียง หยุดชะงักยกมือปิดปากเมื่อรู้สึกกระดากสายตาบัณฑิตหนุ่ม
“ข้าขอโทษ” หวังหลี่เฟิงเสียงอ่อย “แต่ข้ามิได้ตั้งใจล่วงเกินเจ้า ข้าเพียงแต่เห็นเจ้างดงามน่าปล้ำ”
“หา! เจ้าบ้า! เจ้ามันบ้าไปแล้ว กล้ามาจูบข้าแล้วบอกไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน คนเลว บัณฑิตทึ่ม!”
นางเอะอะโวยวาย แต่เขากลับทำตาใสราวกับไม่รู้สึกรู้สม พลันเสียงสวบสาบจากด้านล่างก็ดังขึ้น ตามด้วยแสงจากคบไฟนับสิบ
สองหนุ่มสาวมองลงไปพร้อมกัน แล้วต่างคนต่างกระเด้งออกจากกันโดยไม่รู้ตัว ดรุณีน้อยถึงกับหน้าถอดสีเมื่อเห็นหนึ่งในคนกลุ่มใหญ่เดินฝ่าวงล้อมเข้ามา
“พวกเจ้าลงมาเดี๋ยวนี้!”
“ท่านพ่อ!”
“ลงมา!” เยี่ยซือออกคำสั่งเสียงลั่นป่า เท่านั้นก็ทำให้ทุกคนกลัวหัวหด
หานลู่เห็นท่าไม่ดีร้องสำทับอีกคน “ลงมาเร็ว ๆ สิพี่หลี่เฟิง ท่านลุงโกรธแล้วนะ”
“เอ่อ... รู้แล้ว ๆ” หวังหลี่เฟิงกุลีกุจอลุกขึ้น มือหนึ่งดึงมือเยี่ยหย่งอี้ที่กำลังผุดลุกยืนอย่างเร่งรีบตาม มิคาด นางกลับรู้สึกวูบจนเขาต้องประคอง “เด็กน้อย เจ้าไหวหรือไม่”
“ข้าไหว” นางพึมพำ แต่คอกลับพับอ่อน
บัณฑิตหนุ่มพลันชะงักเมื่อรู้สึกถึงแรงที่พิงลงมา แพขนตากะพริบขึ้นลงคล้ายรู้สึกกึ่งหลับใหล มือเล็กซีดขาวสั่นระริกกอดแขนตัวเองให้ความอบอุ่น เขาเพียงถูกเนื้อนุ่มของนางสัมผัสตัวก็พลันสะดุ้ง
“เด็กน้อย! หย่งอี้!”
ร่างสูงใหญ่รวบร่างดรุณีน้อยที่ผิวเนื้อร้อนราวไฟสุมด้วยความเป็นห่วง ตั้งท่ากระโจนลงไป แต่พลันชะงักนึกขึ้นได้เมื่อเห็นสายตาทุกคู่ที่มองขึ้นมา
เยี่ยซือเห็นดังนั้นเกิดขัดใจที่เห็นบุรุษหนุ่มล่วงเกินบุตรสาวต่อหน้าผู้คน ไม่รอช้าขวานหนักในมือที่มัดปลายด้ามด้วยเชือกปอผูกหินก้อนใหญ่ติดกันสองก้อนก็ถูกขว้างขึ้นไปยังจุดที่ทั้งสองเกาะอยู่ทันที
คมขวานฟันฉับเดียวไม่พลาดเป้า ตัดจนกิ่งไม้ใหญ่แตกออกจากลำต้น ร่างทั้งสองเมื่อไม่มีกิ่งไม้ใหญ่รองรับจึงร่วงตกลงมา
ไม่ทันที่ร่างดรุณีน้อยจะตกถึงพื้น ผู้เป็นพี่ชายก็พุ่งทะยานขึ้นรับร่างนางและถีบร่างหวังหลี่เฟิงที่ลอยละลิ่วกระเด็นออกไปเสียการทรงตัว ส่วนตัวเขารั้งร่างน้องสาวกระโดดลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย
“ท่านพี่ช่วยเขาด้วย” เยี่ยหย่งอี้กระซิบแผ่วแล้วสลบเหมือดในอ้อมแขนพี่ชาย
“เจ้าเป็นเช่นนี้ ยังคิดให้พี่ช่วยมันอีกรึ”
เยี่ยหลงเอ่ยเสียงกร้าวไม่เข้าใจ แต่ไม่ออกอาการเพราะเกรงบิดาจะลงโทษน้องไปด้วย แต่ทั้งหมดหาได้รอดพ้นสายตาผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน
“เจ้าพาตัวน้องเจ้ากลับไป”
“ท่านพ่อ! จนขนาดนี้แล้วหย่งอี้ยังห่วงมัน ข้าว่าปล่อยมันตายเสียที่นี่ไม่ดีกว่าหรือ”
“ทำเช่นนั้นมิได้!”
“แต่ท่านพ่อ!”
“เรื่องใดก็สะสางไป แต่ปล่อยให้คนตายไปโดยไม่รู้เหตุมิใช่วิสัย ข้าต้องรู้ว่ามันเรื่องอันใดกันแน่ เจ้าก็ต้องตอบคำถามพ่อเรื่องหลุมนั่นเช่นกัน”
เยี่ยหลงถึงกับหน้าซีดคอหด ชักสีหน้าใส่ลูกสมุนทันที เกรงว่าจะถูกปูดเรื่องโพรงถ้ำ เยี่ยซือปรายตามองบุตรชายคาดโทษ ก่อนสั่งหานลู่ไปดูบัณฑิตหนุ่ม แต่ตัวเองยืนคุมเชิงอยู่ห่าง ๆ
“อาลู่...”
“ข้ารู้แล้วขอรับ”
“รู้ก็รีบไปดูสิ”
“ขอรับ ๆ” หานลู่ตกปากรับคำวิ่งไปอย่างเร็วรี่ พอถึงตัวก็พบว่าหวังหลี่เฟิงนอนกางแขนขาอยู่บนพื้นหมดสภาพ
บัณฑิตหนุ่มที่ถูกถีบเต็มแรงไปไกลกว่าครึ่งผิง ร่างกระเด็นกระแทกกอไผ่ลำใหญ่ตกลงพื้นหน้าคว่ำครางโอดโอย หานลู่รุดเข้าประคองบัณฑิตหนุ่มหงายหน้าขึ้น โลหิตกระอักไหลออกจากปากเป็นลิ่มและรอยแผลที่หน้าท้องปริแตกจนเปรอะเป็นวงกว้าง
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หานลู่ละล่ำละลักถาม มือแตะที่แผลนอกร่มผ้า จนพบว่าโลหิตจำนวนมากไหลออกมาเลอะเต็มมือก็หน้าซีด “เจ้าอย่าเพิ่งตายนะอาจารย์!”
“ขะ... ข้ายังไม่ตายง่าย ๆ เพราะยังไม่ได้สอนพวกเจ้า”
“เลือดออกมากขนาดนี้ หากรอดมาสอนข้ากับหย่งอี้ได้ เจ้าก็เก่งแล้ว” หานลู่ว่าพลางส่ายหน้า คิดแล้วพาไปหาเยี่ยเชียนเชียนเป็นการดีที่สุด
หานลู่จัดการอุ้มร่างสูงใหญ่กว่าตนแบกขึ้นไหล่ พลันสีหน้าเหยเก “เจ้านี่มันหนักเอาเรื่อง หากข้าไร้มนุษยธรรมสักนิดจะปล่อยเจ้านอนตายเป็นเหยื่อฝูงหมาแดงติดสัดแล้ว”
หวังหลี่เฟิงที่ถูกจับพาดบ่าสองมือห้อยต่องแต่ง แต่ยังพอมีสติอยู่ ส่งเสียงร้องเจ็บปวด ครู่หนึ่งจึงเอ่ยบอกอีกฝ่ายเสียงแผ่ว
“เช่นนั้นปล่อยข้าตายที่นี่เสีย”
“มารดาเจ้าเถอะ” หานลู่บ่นพึมพำ
“ข้าตายเจ้าก็ไม่ต้องแบกหนัก”
“เหอะ! เจ้าทำตัวเป็นสุนัขจับหนูเช่นนี้ หากปล่อยให้ตาย หย่งอี้ได้ฆ่าข้าตายด้วย!” หานลู่ประชดเข้าให้ “ไม่เป็นยุทธ์ แต่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเดินทึมทื่อไปทั่วไม่รู้เหนือใต้ สักวันจะตายไม่รู้ตัว”
“ก็ข้าไม่รู้...”
เสียงของหวังหลี่เฟิงแผ่วเบาลงทุกที หานลู่ส่ายหน้าพลันอารมณ์เสียแบกคนก็หนัก ฟังน้ำคำก็ยิ่งเหนื่อย จึงได้แต่พรูลมหายใจ ก่อนเอ่ยระบาย
“ไม่รู้ ๆ ๆ เจ้าบอกแต่ว่าไม่รู้ รู้หรือไม่ว่านี่เป็นเขตหวงห้ามของหมู่บ้าน ทำให้หย่งอี้ต้องเดือดร้อนมาตามเจ้า แล้วยังก่อเรื่องเลยเถิดทำให้นางเสื่อมเสียเช่นนี้ เจ้าก็เตรียมตัวรับการลงโทษเถอะ”
“ข้ามิได้ตั้งใจจริง ๆ” หวังหลี่เฟิงว่าพลางปากสั่นหน้าซีดเผือด แทบกักเก็บอาการบาดเจ็บไม่ไหว สองมือห้อยต่องแต่งอยู่บนหลังไหล่หานลู่อย่างไร้เรี่ยวแรง จนปล่อยบางสิ่งในอกเสื้อตกลงพื้นไป
เยี่ยซือหยุดคอยท่า เมื่อเห็นเด็กหนุ่มรั้งท้ายจึงตะโกนเรียก “อย่าชักช้าอาลู่ พามันกลับไปทำแผลให้เรียบร้อย เสร็จแล้วข้าจะชำระโทษที่มันล่วงเกินลูกข้า”
“ข้ารู้แล้วขอรับ” หานลู่หน้ามุ่ยทั้งหนัก ทั้งเหนื่อยที่ต้องจ้ำตามไปอย่างรวดเร็ว
“รู้แล้วก็รีบเข้า!” เยี่ยซือตวาดพลางเดินจ้ำฝีเท้าหนักหน่วงตามแสงไฟจากคบเพลิงของเหล่าชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านไปติด ๆ
“ขอรับ ๆ ท่านลุง”
หานลู่ลนลานแบกร่างบัณฑิตหนุ่มตามไปห่าง ๆ นึกรู้ได้ว่าเมื่อถึงหมู่บ้านคนผู้นี้ต้องโดนทำโทษหนักแน่
เพียงลับตากลับปรากฏร่างบุรุษนิรนามในชุดดำสนิทสองคน ทั้งสองกระชับกระบี่ที่พร้อมชักออกจากฝักตลอดเวลาและตามทั้งสองไป แล้วพลันหยุดชะงักเมื่อพบวัตถุชนิดหนึ่งตก จึงรีบหยิบซ่อนไว้ในสาบเสื้อ ก่อนจะรุดตามไปติด ๆ จนถึงเขตหมู่บ้านก็หยุดรอดูท่าที
“ที่พี่เก็บได้เมื่อครู่คือสิ่งใดรึ” คนเดินตามหลังร่างท้วมกว่าท้วงถามเห็นสีหน้าอีกฝ่ายราวครุ่นคิดก็คิ้วขมวดก่อนเอ่ยต่อ “ข้าเห็นคนผู้นั้นทำตกไว้ หรือว่า...”
“เจ้าอย่าเดาไป”
“แต่ว่า...”
“ก็แค่หินก้อนหนึ่ง” เจ้าของร่างสูงผอมเอ่ยเสียงเบาแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู “เจ้าก็ดูเอาเอง”
ร่างเล็กกว่ารับก้อนหินทรงแบนขัดมันวาวเขียนตัวหนังสือคำหนึ่งก็ได้แต่อ่านดู “คืนจันทร์เต็มดวง หมายความว่าอย่างไรหรือท่านพี่”
“รอดูไปก่อน เราต้องรู้ให้ได้ว่าพวกมันเข้าออกด่านกันได้อย่างไรโดยที่พวกขุนนางหน้าด่านไม่รู้เรื่องราว”
“แล้วท่านพี่คิดว่าเด็กใหม่นั่นจะได้เรื่องหรือไม่”
“ความหวังอยู่ที่เขาแล้ว”
ผู้พี่ตอบคำถามสั้น ๆ พลันคิ้วขมวดหน้าขรึมเครียด เขายกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณ แล้วฉุดอีกฝ่ายให้รุดลงซุ่มดูเหตุการณ์หลังพุ่มไม้ใหญ่...
ภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยแสงไฟจากคบเพลิงสว่างไสว ร่างของเยี่ยหย่งอี้กับหวังหลี่เฟิงถูกพาแยกเข้าไปในบ้านดินซอมซ่อคนละหลัง ท่ามกลางผู้คนมากมายล้วนจับตามองด้วยความสงสัย
เวรยามตรวจตราอย่างแข็งขันถูกประจำอยู่ทั้งสี่ทิศ แทบไม่มีช่องว่างแม้แต่แมลงวันจะเล็ดลอดออกมาก็ยังมิอาจทำ...
