8 ดรุณีน้อยคร่ำครวญ
“ท่านพ่อ... ข้าว่าสืบสาวเอาความจากมันเลยดีหรือไม่”
“ยังก่อน”
“หรือท่านพ่อไม่คิดจะเอาเรื่องมัน!” เยี่ยหลงเอ่ยถามน้ำเสียงฮึดฮัดหลังยืนมองหวังหลี่เฟิงที่เริ่มฟื้นคืนสติ
ร่างสะบักสะบอมบนกองฟางที่ปูแทนที่นอนหายใจเข้าออกไม่สม่ำเสมอ เริ่มสำแดงอาการเจ็บปวด ดวงหน้าชื้นเหงื่อของบัณฑิตหนุ่มค่อย ๆ คลายความซีดเซียว ครู่เดียวก็ลืมตาและค่อย ๆ ยันตัวขึ้นนั่ง แต่หานลู่ที่รับหน้าที่ทำแผลให้ผลักให้นอนลงตามเดิม
“นอนลงไปจะลุกขึ้นมาทำไม”
“ข้ามิมีเจตนาไม่ซื่อกับหย่งอี้จริง ๆ ขอรับ”
“ไม่ต้องมากความ” เยี่ยซือที่ยืนกอดอกควบคุมดูแลพูดโพล่งขึ้น “ข้าต้องสะสางกับเจ้า แต่ต้องรอลูกข้าฟื้นก่อน”
“ขอรับ” หวังหลี่เฟิงตอบเสียงอ่อยพลางหลบตาอีกฝ่าย
“ก่อนจะทำโทษเจ้า ข้าคงต้องทำโทษลูกตัวเองก่อน จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่าง ที่ใดห้ามที่นั่นก็จงอย่า!”
หานลู่ฟังแล้วคอหด แต่ก็คันปากอยากพูดสิ่งที่คิด เพราะหากไม่เป็นเขาที่บอกว่าหวังหลี่เฟิงไปท้ายหมู่บ้าน นางก็คงไม่ตามและไม่ต้องเกิดเหตุการณ์บานปลายเช่นนี้ แต่นี่กลับแย่ยิ่งกว่า เพราะภาพที่เขาและทุกคนเห็นก็คือสองหนุ่มสาวกำลังตระกองกอดกัน
ซึ่งคิดเป็นอื่นมิได้เลย...
แต่สิ่งที่หานลู่คิดก็ถูกทำลายด้วยน้ำเสียงห้าวหาญพาลหาเรื่องของเยี่ยหลง ที่ฮึดฮัดตลอดเวลาที่เห็นหน้าบัณฑิตหนุ่ม
“เหตุใดท่านพ่อต้องรอถามหย่งอี้เล่า น้องเป็นหญิงมีแต่เสียหาย ทางที่ดีหาทางกำจัดมันไปให้พ้นจากหมู่บ้านเสียดีกว่า” เยี่ยหลงโวยวาย เดินไปมาฮึดฮัด แต่ผู้เป็นบิดากระแทกด้ามขวานลงพื้นเสียงดัง
“หุบปากเจ้าเสีย!”
“เหตุใดเล่าท่านพ่อ!” สิ้นคำถามสีหน้าเยี่ยหลงก็สลดเพราะสายตาคมกล้าของบิดา เขาถึงกับคอหดก้าวถอยหลัง “ท่านพ่อถึงกับตวาดข้าเพราะมันหรือขอรับ”
“ข้าหรือตวาดเจ้า”
“ก็ท่านพ่อ...”
“ข้าว่าอย่างไร!” ผู้เป็นบิดาตวาดซ้ำ
เท่านั้นเยี่ยหลงก็พลันโกรธขึ้ง ถึงมิอาจทำสิ่งใดได้ก็ประท้วงด้วยการหุนหันออกไปจากห้อง สวนกับมารดาที่หยุดชะงักพร้อมถาดยาที่เตรียมเข้ามา
“สองพ่อลูกเกิดเรื่องอันใดกัน” นางว่าพลางมองสามีสลับกับแผ่นหลังบุตรชายที่เดินออกไป
เยี่ยซือหันกลับมาพลันถอนใจ เมื่อเห็นสีหน้าภรรยาจึงถาม “หย่งอี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“นอนหลับไปแล้ว” นางว่าพลางเดินผ่านไปวางถาดข้างร่างที่นอนสลบไสล แล้วเหลือบมองสามีก่อนเอ่ย “เมื่อครู่ตอนข้าเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ อี้เอ๋อร์ละเมอเรียกชื่อเขา”
“หวังหลี่เฟิงนี่รึ”
“ใช่”
“เป็นหญิงไยเรียกหาบุรุษที่มิได้เกี่ยวพันอันใดกับตัว”
“หรือท่านพี่คิดว่า...” นางเอ่ยเสียงเบาหวิวเกรงจะรบกวนคนนอน
บัณฑิตหนุ่มเพียงพลิกตัวหันหลัง นางจึงลุกขึ้นคว้ามือสามีมากุมไว้แล้ว มองร่างที่นอนอยู่อย่างหนักใจ เยี่ยซือกำหมัดแน่น คิดหนักยากตัดสินใจ ส่วนลึกมิอาจวางใจคนผู้นี้ได้ เพราะเวลาเพียงห้าหกวันที่พบกันไม่อาจบอกพื้นเพ แต่เพียงเห็นภรรยาหน้าเครียดก็ได้แต่เอ่ยปลอบ
“ฤดูหนาวปีหน้าหย่งอี้ก็จะสามารถแต่งงานได้แล้ว ข้าคิดว่า...”
“มิได้นะท่านพี่ นางยังเด็กนัก ข้าอยากให้อี้เอ๋อร์ได้ใช้ชีวิตแบบหญิงสาวเต็มวัยเสียก่อน” เยี่ยเชียนเชียนบอกละล่ำละลัก
ฝ่ายสามีพรูลมหายใจหนักหน่วง นึกถึงบุตรสาวที่ยังอยู่ในวัยแรกแย้มแล้วยิ่งโกรธขึ้ง จนแทบจะฉีกเนื้อคนผู้นี้เป็นชิ้น ๆ แต่เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดทำลายศักดิ์ศรีของบุตรสาวได้ แม้มิอาจยอมรับ แต่ก็ไม่อาจวางเฉย
“ข้าตัดสินใจแล้ว จะให้หย่งอี้แต่งกับหวังหลี่เฟิง”
“ท่านพี่! แต่อี้เอ๋อร์ยังไม่เต็มสิบสี่”
“ข้าก็เพียงให้ทั้งสองหมั้นกันไว้ก่อน ยุดเขาไว้ให้อยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงเวลา แล้วจัดการตบแต่งกันเสีย”
“แต่นี่มิใช่ทางแก้เลย”
เยี่ยเชียนเชียนโอดครวญ ทรุดตัวลงนั่งด้วยความผิดหวัง นางไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันที่บุตรสาวต้องเจริญรอยตาม นางผิดพลาดถูกผลักไสมาแต่งงานคนหนึ่งแล้ว มิอาจให้เกิดเหตุซ้ำรอยกับบุตรสาวได้อีก
แต่เสียงเล็ก ๆ ของนางจะทำอย่างไรได้...
“เจ้าอย่ากังวลไปเลย คนผู้นี้เห็นทีไร้พิษสง แม้แต่วรยุทธ์ยังหามีไม่ หากอยู่ที่นี่อาจมีประโยชน์กับเรา เพราะเขาเป็นผู้มีความรู้มาก เราควรรู้จักใช้คนให้เกิดประโยชน์”
“แต่เขาเป็นใครมาจากไหนก็ยังไม่รู้”
“เชื่อข้า”
“หากท่านพี่มั่นใจ ข้าก็คงมิอาจขัดใจ” นางเอ่ยแล้วลุกเดินหนีออกไปข้างนอก
สามีมองตามครู่หนึ่งจึงหันกลับมามองร่างที่นอนอย่างลังเล ทว่าก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ อาจเป็นการดีที่เก็บคนผู้นี้ไว้ใกล้ตัว...
หวังหลี่เฟิงที่ไม่ได้หลับจริงเพียงแต่นอนหันหลังให้ถึงกับตาเบิกโพลง ทั้งตระหนกและหวาดหวั่น เป้าหมายที่วางไว้ให้จบโดยเร็วกลับไม่ง่าย หากต้องถูกจับแต่งงานกับดรุณีน้อยโดยไม่คาดคิด
เขาไม่น่ารีบรุดหาข่าวจนเกิดเรื่องวุ่นวายราวกับกำลังยกหินทุ่มใส่ตัวเองเช่นนี้...
เวลาผ่านไปสามวันทว่านานเหมือนสามปี...
เยี่ยหย่งอี้อาการดีขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับอาการของหวังหลี่เฟิงที่ดีวันดีคืน วันนี้นางจึงออกมานั่งเหม่อลอยที่ทุ่งหญ้าเช่นเคย เพราะคำพูดของบิดาทำให้นางคิดหนัก
“พ่อจะให้เจ้าแต่งกับหวังหลี่เฟิงปีหน้า ระหว่างนี้พ่อจะให้เขาหมั้นหมายเจ้าไว้ก่อน และอยู่ที่นี่จนกว่าถึงเวลาสอบจอหงวน หลังจากนั้นจึงค่อยตกลงเรื่องพิธีแต่งงานอีกครา”
“แต่ข้าไม่แต่งนะท่านพ่อ!”
“พ่อเอ่ยวาจากับเขาไปแล้ว” ผู้เป็นบิดาว่าเสียงหนักแน่น
“แล้วเขายอมหรือคะ” นางย้อนถามด้วยความฉงน คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มหยันจากบิดา
“ไม่ยอมได้หรือ”
“แต่ข้าไม่อยากแต่งงานกับคนที่มิได้รักข้า”
“มีเวลาอีกมาก เจ้ากับเขาต้องรักกันได้แน่ ดูอย่างเมื่อวันก่อนสิ ขนาดไม่รักยังแนบชิดกันขนาดนั้น”
“โธ่! ท่านพ่อเจ้าขา” เยี่ยหย่งอี้โอดครวญ
นางต้องหูเลอะเลือนเป็นแน่ จึงได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากปากบิดาผู้ยึดมั่นหลักการ
เหตุใดจึงต้องหมั้นหมายกับคนผู้นั้นทั้งที่มิได้รัก...
เขากับนางก็แค่จูบ...
จูบงั้นหรือ?
แค่คิดดรุณีน้อยก็แก้มแดงซ่านโดยไม่ต้องใช้สิ่งใดทา นางเผลอครุ่นคิดใจลอยถึงคนผู้นั้นอีกครา
“อี้เอ๋อร์... แม่ว่าเจ้าฟังท่านพ่อให้จบก่อนดีหรือไม่” มารดาว่าพลางลูบผมนวลนุ่มของบุตรสาวด้วยความรักใคร่ “หากฟังแล้วเจ้าไม่เห็นด้วย แม่ก็จะช่วยพูดกับท่านพ่อให้ดีหรือไม่”
“เจ้าต้องแต่งเพื่อดับคำครหา” บิดายื่นคำขาด
นางได้แต่สีหน้าเหยเก จะร้องไห้ก็ไม่ได้ จะยิ้มรึก็ไม่เต็มหน้า เพียงเพราะคำซุบซิบนินทา แต่นางควรกลัวหรือ ในเมื่อมิได้ทำสิ่งใดผิด เหตุใดจึงต้องรับผลของการกระทำโดยคนผู้นั้น
หากเขาไม่ไปที่นั่น มีหรือที่นางจะตามไป แต่นางมิอาจบอกบิดาได้ว่าพี่ชายคิดอ่านการใด ถึงแม้ในใจจะสงสัยมากก็ตาม
“หย่งอี้เอ๋ย... ที่ทำทั้งหมดเพราะพ่อกับแม่รักและเป็นห่วงเจ้า”
“แต่ข้า...”
นางเอ่ยเพียงเท่านั้น บิดาก็ลูบศีรษะนาง ความอ่อนโยนที่ไม่เคยได้รับทำให้ดรุณีน้อยโผเข้ากอดเอวบิดาแน่น แต่เพียงครู่เดียวท่านก็จับแขนสองข้างของนางไว้แล้วรั้งขึ้นยืนต่อหน้า ก่อนเอ่ย
“จะว่าพ่อบังคับจิตใจเจ้าก็ได้ จะไม่เห็นใจเจ้าก็ได้ แต่คิดเสียว่าทำเพื่อรักษาหน้าพ่อกับแม่เจ้าได้หรือไม่”
“แต่นี่มันเกินไป ข้าเองมิได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น พวกเราทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้หรือไม่” นางเอ่ยทั้งน้ำตา
“กระทำเช่นนั้นไม่ได้”
“ข้าขอร้อง... ท่านพ่อ”
“หมั้นหมายกันไปก่อนเถอะ มีวาสนาจึงได้แต่งกัน”
แม้ใจแข็งแกร่งปานใด แต่พอบิดาโอนอ่อนด้วยคำพูดเช่นนี้ นางก็มิอาจแข็งกร้าวโต้คารมได้อีก จึงได้แต่พยายามพูดหว่านล้อม
“หากระหว่างนี้มีเหตุเกิดขึ้น ข้าล้มเลิกการแต่งงานได้หรือไม่ท่านพ่อ”
“ได้สิ” มารดาตอบแทน “ใช่หรือไม่ท่านพี่”
เยี่ยเชียนเชียนหันไปขอความเห็น เยี่ยซือพยักหน้ารับคำภรรยา ก่อนเอ่ยกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“หย่งอี้เอ๋ย พ่อมิอาจทนมองเจ้าโดยไม่ทำสิ่งใดได้ วัยสาวของเจ้าจะมาผลิบานท่ามกลางคำครหาของผู้คนเช่นนี้มิได้ เขาเป็นเพียงคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่กลับสร้างความเสื่อมเสียให้แก่เจ้า เขาต้องรับผิดชอบ”
“แต่ข้ามิมีสิ่งใดเสียหาย”
“ใครเลยจะรู้ นอกจากใจเจ้าที่รู้ดีที่สุด” เยี่ยซือเอ่ยเสียงเรียบ แต่เด็ดขาดด้วยหางเสียง
ดรุณีน้อยร่ำไห้ เมื่อสิ้นคำขาดของบิดา นางก็เดินออกมาราวไร้ชีวิตจิตใจ นางยังอยากเที่ยวเล่นใช้ชีวิตเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่นางจะมิอาจทำได้อีกต่อไป
เพียงบุตรสาวลับตา...
เยี่ยเชียนเชียนตรงเข้ากอดแขนผู้เป็นสามีคล้ายปลอบประโลมใจ เยี่ยซือรับรู้ความห่วงใย จึงเผยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน
“เจ้าอาจคิดว่าข้าใจร้าย”
“ข้าไม่เข้าใจ” นางเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หลังจากฮั่วชวีปิ้งตาย เผ่านอกด่านอย่างเราก็ร้างการรบรามานาน แต่ไม่นานมานี้ข้าได้ข่าวมาว่าต้าฮั่นกำลังคิดหาหนทางกำจัดพวกเราอีกแล้ว”
“เพราะเหตุใดกัน!”
ผู้เป็นภรรยายกมือทาบอก สีหน้าตกใจหลายส่วน แต่เยี่ยซือคว้ามือนางมากุมไว้แล้วเอ่ยตอบ “ข้าจึงอยากให้หย่งอี้แต่งออกไป คนผู้นั้นเป็นบัณฑิต มีความรู้ความสามารถ หากเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้พาหย่งอี้หนีไป”
“แต่ครอบครัวเขาอาจรังเกียจ” นางกล่าวละล่ำละลัก
“ข้าจึงได้ทำเช่นนี้ ส่งนางให้กับคนไร้พิษภัย อยู่กันเป็นสามีภรรยาสงบร่มเย็น”
“แล้วหากไม่เป็นเช่นนั้นเล่า”
“นั่นก็สุดแท้แต่วาสนา” เยี่ยซือเอ่ยคล้ายก่นว่าตัวเองไม่ต่างกัน
เยี่ยเชียนเชียนฟังแล้วขบคิด พลันดวงหน้านวลเผยรอยยิ้มออกมาได้ เป็นเช่นนี้คงดี หากตายนางก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว...
