6 รัตติกาลครวญคร่ำ
สนธยาผ่านพ้นล่วงเข้าสู่รัตติกาล แสงจันทร์เลือนหายเมฆเคลื่อนบดบัง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความมืดมิด จนกระทั่งฝนตกหนักนานนับชั่วยาม
เยี่ยหย่งอี้ซุกตัวในอ้อมกอดบุรุษหนุ่มด้วยความเปียกปอนหนาวเหน็บ อาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าเริ่มสำแดง และอีกฝ่ายกำลังรุ่มร้อนด้วยพิษไข้กำเริบจนเพ้อไม่รู้ตัว
ร่างอรชรกระสับกระส่ายเป็นกังวล คอยชะโงกมองบัณฑิตหนุ่มเป็นระยะ รอจนเช้าอาจจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังอุ่นใจกว่าดิ้นรนรังแต่จะเสียเวลาเปล่า นางครุ่นคิด มิอาจข่มตาหลับอยู่นานกว่าจะนิ่งไป อีกฝ่ายจึงลืมตามองนางด้วยความกังวล
“เด็กน้อย... เด็กน้อย”
บัณฑิตหนุ่มกระซิบ ปลายนิ้วสะกิดแก้มนุ่มนิ่มเบา ๆ แต่นางหลับลึกจนไม่รู้ตัว มีเพียงเสียงฟันกระทบกันด้วยความสั่นหนาวและเสียงแผ่วเบาคล้ายละเมอเป็นระยะ
“เจ้าหนาวหรือ?” หวังหลี่เฟิงกระซิบถาม
อือ...
หรือนางจะเพ้อ...
หวังหลี่เฟิงก้มมองนางด้วยความกังวล สองแขนกระชับแน่นร่างอ้อนแอ้นในอ้อมกอด กดหน้านางให้ซุกลงกับอกเพิ่มความอบอุ่น
“เจ้าก็น่าจะหนาวอยู่หรอก ฝนห่าใหญ่ไม่ปรานีใครเช่นนี้ ไม่หนาวหรือจะอยู่ได้”
หวังหลี่เฟิงปรายตามองทั่วร่างดรุณีน้อยแล้วพลันคิดหนัก ถึงแม้เสื้อสีหม่นเทาจะคลุมด้วยหนังสัตว์ที่ค่อนข้างหนากว่าผ้าป่านธรรมดา แต่ก็ป้องกันได้เพียงแค่ช่วงลำตัว หาได้ปกปิดผิวกายส่วนอื่นป้องกันความเหน็บหนาวได้
บุรุษหนุ่มพรูลมหายใจหนักหน่วง ตัดสินใจถอดเสื้อของตัวเองมาคลุมให้นางอีกชั้น อย่างน้อยเสื้อหนังสัตว์แขนยาวที่ได้จากหานลู่คงพอช่วยคลายหนาวให้นางได้
“ข้ามิได้ตั้งใจล่วงเกินเจ้าหรอกนะ... รู้หรือไม่ เด็กน้อย”
หวังหลี่เฟิงพรูลมหายใจอึดอัด ก่อนจะยกตัวดรุณีน้อยให้ศีรษะพิงต้นไม้ใหญ่ ส่วนตัวเขาผุดลุกยืนด้วยความยากลำบาก เพราะพิษไข้และอาการเจ็บปวดจากบาดแผลเริ่มปริรุมเร้าจนออกอาการโงนเงน แต่เขามิอาจอยู่เฉยได้ เท้าก้าวไวกว่าความคิด เพียงครู่เดียวดวงตาเด็ดเดี่ยวก็พุ่งเป้าหาสิ่งที่หมายตา
“อดทนก่อน ข้าจะหาทางพาเจ้าขึ้นจากหลุมนี้ให้ได้”
ขาดคำหวังหลี่เฟิงก็มองหาทางหนีทีไล่ ดวงตาระแวงภัยมองไปรอบ ๆ กลับพบว่ารอบกายถูกโอบล้อมด้วยดินและหินสีน้ำตาลเข้มสูงทะมึนลักษณะคล้ายหนทางหรือก็มิใช่
ดูคล้ายว่าอาจจะเป็นหลุม...
หลุมรึ?
หรือนี่คือหลุมดักสัตว์ แต่เหตุใดจึงลึกถึงเพียงนี้ และผู้ใดเป็นคนขุดไว้ คงมิใช่ผู้ใดที่ทำหลุมนี้ตามลำพังเป็นแน่
บุรุษหนุ่มแหงนมองด้วยสายตาคาดการณ์ว่านี่คือหลุมที่ลึกกว่าแปดศอก ทั้งคับแคบและลึกเกินกว่าที่จะแบกเยี่ยหย่งอี้ขึ้นไปได้ หรือเขาควรพานางไปหลบซ่อนตัวตามเส้นทางนี้ อาจจะมีโพรงหรือสถานที่อำพรางตัวให้ผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไปได้
หวังหลี่เฟิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองไปด้านบนและถึงกับผงะ มือควานได้กิ่งไม้แห้งก็หักมาถือแทนอาวุธ สิ่งที่เห็นปากหลุมคือดวงตาสีเหลืองทองวาววามนับสิบคู่ในความมืดที่พริบตาเดียวก็พลันหายวับไป
ช่างคล้ายดวงตาของสัตว์ร้าย!
บุรุษหนุ่มใจหายวาบ มองปราดไปที่ดรุณีน้อยด้วยความเป็นห่วง แต่เห็นนางนอนคุดคู้อยู่ก็ตัดสินใจใช้วิชาตัวเบากระโจนขึ้นใกล้ปากหลุมแล้วเหลียวมองหาสิ่งมีชีวิตนอกเหนือจากเขา แต่กลับไร้ร่องรอย แม้ฝีเท้าสัตว์ใด ๆ ก็หามีไม่ ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน...
หวังหลี่เฟิงกระโจนขึ้นกระชับไม้ปลายแหลมแทนอาวุธ กวาดตามองไปรอบ ๆ พลันเสียงบางอย่างบังเกิด คล้ายเสียงผิวปากก็มิใช่ เหมือนแมวก็ไม่เชิง บุรุษหนุ่มรับรู้ในนาทีนั้นว่าภัยกำลังถึงตัว ด้วยดวงตาหลายคู่ในความมืดและพุ่มไม้ไหวสั่น
ครั้นร่างกำยำโผกระโจนขึ้นบนต้นไม้สูง จึงปรากฏร่างหมาแดง ฝูงใหญ่นับสิบตัวออกมาจากที่ซ่อน ดวงตาแวววาวของมันมองจ้องเขาราวเจออาหารอันโอชะ
ไม่ทันตั้งตัวหมาแดงผอมเกร็งตัวเล็กสุดก็กระโจนเข้าใส่จนบัณฑิตหนุ่มล้มคะมำหงายหลัง มันพุ่งตัวขึ้นคร่อมคำรามแยกเขี้ยว สองเท้าหน้ากดไหล่ทั้งสองของเขาจนกระแทกพื้น น้ำลายหนืดไหลยืดลงมายามมันแยกเขี้ยวคมกริบ
หวังหลี่เฟิงถึงกับตระหนก สองมือดันแผงอกของมันออกห่างสุดยื้อ ก่อนที่มันจะจ้วงฝังเขี้ยวลงมาใส่ เท้าสองข้างของบุรุษหนุ่มก็วาดขึ้นเตะท้องของมันสุดแรงเกิด ร่างหมาแดงกระเด็นเข้าสู่กลางฝูงจนเหล่าเดรัจฉานแตกฮือ
บัณฑิตหนุ่มกระโจนพรวดขึ้นบนต้นไม้ใหญ่ ฝูงหมาแดงกระโจนตามตะกายรุมที่โคนต้น ต่างกระโดดยื้อแย่งราวกับเขาเป็นเหยื่ออันโอชะที่ต้องประหัตประหารจึงจะได้มา
“เฮ้ย! พวกเจ้าอย่าเข้ามา!” เขาส่งเสียงคำรามขู่
เหล่าเดรัจฉานเพียงชะงักไป ก่อนส่งเสียงคำรามลั่นป่า หวังหลี่เฟิงได้ทีคำรามขู่อีกครั้ง
“ไป! ชิ้ว! ข้าบอกให้ไป ต่างคนต่างอยู่สิเว้ยไอ้พวกหมาลอบกัด!”
แต่พวกมันหาได้ฟังไม่...
มันพองขนเตรียมโจนทะยาน บ้างคำราม บ้างส่งเสียงร้องหวีดหวิวราวกับกำลังท้าทายด้วยเสียงและท่าทีน่าเกรงขาม ต่างฝ่ายคุมเชิงกันราวกับต่างต้องการยื้อแย่งเขา
“ไอ้หมาบ้า! เนื้อข้าเหนียวไม่ได้อร่อยอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก ไปไป๊! ข้าเคยได้ยินมาว่าหมาป่าอย่างพวกเจ้าไม่วุ่นวายกับคนมิใช่รึ”
หวังหลี่เฟิงตะคอกเสียงกึ่งหวั่นกึ่งห้วน มือหนึ่งโน้มกิ่งไม้ อีกมือหักซ้ำหลายกิ่งหมายใช้เป็นอาวุธหากจวนตัว หากไม่ทำเช่นนี้มีหวังทั้งคืนเขาก็คงลงไปไม่ได้ แล้วร่างอรชรด้านล่างนั้นเล่าจะปลอดภัยได้อย่างไร
หมาแดงตัวใหญ่เดินส่ายอาด ๆ ท้าทายแทรกฝูงออกมาด้านหน้าเงยหน้ามองมา ดวงตาคมกริบแวววาวราวกระหาย ก่อนจะส่งเสียงขู่ลั่นป่า
บรู๋วววววววว...
หวังหลี่เฟิงฟังแล้วคอหด เห็นท่าไม่ดี ดวงตาคมล้ำลึกพลันกระตุกเมื่อเห็นหนึ่งในกลุ่มเดรัจฉานเมียงมองลงไปในหลุม ใจนึกประหวั่นถึงดรุณีน้อย จึงดึงไม้กิ่งใหญ่สุดกระชับมือแน่นแล้วร้องเรียกพวกมัน
“เฮ้ย! มาทางนี้ เด็กนั่นเนื้อไม่อร่อย อยากกินก็มากินข้านี่!”
เขาร้องท้าทายถึงแม้จะกลัว แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดนั้นสำคัญ ทำให้บุรุษหนุ่มฮึดสู้ เพราะสัญชาตญาณหมาป่าแม้ปกติหลีกลี้ผู้คน แต่หากในสถานการณ์ที่เป็นต่อ คนผู้นั้นก็สามารถตกเป็นเหยื่อและเป้าหมายของมันคือศีรษะ ตับ ไต ไส้ พุง
ซึ่งเขาจะไม่มีวันให้เป็นเช่นนั้น!
อย่างน้อยหากตายเขาก็หวังว่าศพจะสวย ตับไตไส้พุงอยู่ครบกลับคืนบ้านเกิด!
แค่เพียงคิดจะลงมือ หวังหลี่เฟิงก็กระโจนจากกิ่งไม้ด้านหนึ่งไปยังต้นไม้ใหญ่ใกล้กัน หมาแดงทั้งฝูงหันขวับพากันเข้าล้อม บุรุษหนุ่มพลันถอนใจที่หมาแดงตัวสุดท้ายซึ่งมองลงไปในหลุมผละตามมา
แต่ฉับพลันกิ่งไม้ที่เขาเหยียบอยู่ก็หักลง!
บัณฑิตหนุ่มคว้าได้แต่ตอที่ยังติดลำต้น ร่างกำยำห้อยต่องแต่งไร้หลักยึด ปลายเท้าจึงแกว่งไปมาไม่สูงไม่ต่ำเป็นที่น่าพรั่นพรึง
เหล่าหมาแดงครางฮือลั่นป่า ต่างกระโดดขึ้นหาเป้าหมาย หวังหลี่เฟิงหดขาพลางดิ้นรนเหยียบลำต้น แต่มันลื่นจนเหยียบพลาดต่ำลงมาอีก
“ตายแน่! ข้าคงถูกมันฉีกทึ้งจนตาย คงช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว หย่งอี้เอ๊ย!” เขาพร่ำบ่นหน้าซีดคอหด ฉับพลันมีเสียงกระซิบดังจากด้านหลัง
“ผู้ใดอยากให้เจ้าช่วย”
“ใคร!” บัณฑิตหนุ่มหันรีหันขวางก่อนร้องถามอีก “ผีสางหรือนางไม้! อย่าคิดว่าจะหลอกลวงข้าได้!”
“ข้าหรือหลอกลวง!”
เสียงนั้นถามกลับอย่างท้าทาย แต่พอหันกลับไปกลับพบเพียงความมืดและว่างเปล่า ใบไหม้ไหวระริกราวส่งเสียงหัวเราะ ทำให้บุรุษหนุ่มถึงกับผวาซ้ำ
“เช่นนั้นก็ปรากฏตัวให้ข้าเห็นสิ”
“ข้าเอง... เจ้าบัณฑิตทึ่ม”
“ข้าเข้อที่ใดเล่า!”
ไม่ทันขาดคำบัณฑิตหนุ่ม เสียงหวีดหวิวก็ดังมาจากมุมมืด เป็นเสียงคล้ายแมวก็มิใช่ ไก่ขันก็ไม่เชิง บางจังหวะเหมือนเสียงนกร้อง แต่เสียงเหล่านั้นทำให้เหล่าหมาแดงหันขวับไปมาราวหลงทิศ พลันพุ่มไม้ฝั่งทิศตะวันตกก็ไหวสั่น พวกมันจึงกระโจนไปอีกทาง
หวังหลี่เฟิงถอนหายใจโล่งอก พริบตาเดียวก็ถูกดึงขึ้นอย่างแรง จนร่างของเขาลอยขึ้นพาดกับกิ่งไม้ใหญ่ใกล้กัน
“โอ๊ย!” บัณฑิตหนุ่มร้องลั่นเมื่อลำตัวกระแทกอย่างแรงจนจุก แต่เพียงครู่เดียวก็นึกได้ เงยหน้ามองเจ้าของมือที่ช่วยแล้วตาเบิกโพลง “เจ้า! เจ้าเองหรือ... หย่งอี้!”
“ก็ข้าน่ะสิ คิดว่าผู้ใดกันเล่า”
“เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่ ก็เมื่อกี้เจ้ายังตัวสั่นเพราะพิษไข้อยู่เลย” หวังหลี่เฟิงว่าพลางยื่นหน้าไปใกล้และยกมืออังหน้าผากนูนของนาง “มาให้ข้าพิสูจน์ว่าเจ้าอาการดีขึ้นแล้วหรือไม่”
“อย่านะ!”
“เมื่อครู่เจ้ายังไม่ตอบข้าเลย” หวังหลี่เฟิงถามย้ำ
“ก็... ก็ข้าเป็นยุทธ์ เหตุใดจะขึ้นไม่ได้” นางตอบพลางส่งสายตากังขา “ว่าแต่ข้าแล้วเจ้า?”
“ข้าทำสิ่งใดกัน” หวังหลี่เฟิงแสร้งไขสือ
ดรุณีน้อยกลอกตาไปมา จิ้มนิ้วชี้ไปที่หน้าอกบุรุษหนุ่ม ก่อนเอ่ยน้ำเสียงหยัน “เหตุใดขึ้นมาบนนี้ได้ มันสูงมาก”
“ก็ข้าจะหาคนมาช่วยเจ้า ก็เลยปีนขึ้นมาจากหลุมนั่น แต่เจอพวกมันไล่ต้อน ข้าก็ปีนขึ้นมาหลบบนนี้อย่างไรเล่า”
“เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งนักหรือถึงคิดจะสู้กับฝูงหมาแดง หากข้าขึ้นมาไม่ทัน มีหวังเจ้าถูกแล่เนื้อเถือหนังเป็นชิ้น ๆ กระดูกไปทาง เนื้อตัวไปทางแน่”
“ข้าไม่เป็นเช่นนั้น!”
เยี่ยหย่งอี้ฟังแล้วพลันส่ายหน้าทันใด
“ไม่ได้เรื่อง!”
ว่าจบนางก็ผุดลุกยืน แต่ฉับพลันก็โงนเงนไปมาจนบัณฑิตหนุ่มลุกขึ้นประคองพานั่งลงตามเดิม
“เก่งกล้าเพียงใดก็เป็นเพียงสตรี อีกทั้งยังเด็กเล็กนัก ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเก่งก็ได้”
“เจ้าว่าข้าเด็กไม่พอ ยังกล้าว่าข้าแสร้งทำอีกหรือ!” นางตวาดพลันปราดดวงตาคมกริบจ้อง
“เปล่า ๆ ข้าเพียงแต่หมายความว่าเจ้าไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ย่อมได้ เหตุใดต้องทำตัวกล้าแกร่งเกินหญิงเช่นนี้”
“หากไม่ทำตัวมีคุณค่านอกไปจากทำงานบ้าน อีกไม่นานข้าก็ต้องถูกส่งไปแต่งงานกับบุตรชายหัวหน้าเผ่าอื่น เพื่อป้องกันพวกมันมารุกรานเรา” นางเอ่ยจบสีหน้าสลดหลายส่วน
“แต่ถึงแม้เจ้าจะชำนาญยุทธ์ก็หาใช่ข้ออ้างมิให้เจ้าแต่งออกไปอยู่ดี”
บุรุษหนุ่มเอ่ยจบก็ถึงกับชะงักงัน เมื่อจู่ ๆ ดรุณีน้อยผู้กล้าแกร่งกลับมีน้ำตาไหลหยาดลงมา
“ช่างเถอะ! ตอนนี้ข้ามึนหัว ตาลาย และก็ครั่นเนื้อครั่นตัวเต็มที เรารีบกลับหมู่บ้านกันดีกว่า ก่อนข้าจะโดนท่านพ่อดุเอา... อ๊ะ!” พูดจบนางก็โงนเงนล้มตัวนั่งพิงโคนกิ่งไม้ ก่อนเอ่ยเสียงเบาหวิว “แต่ก่อนไปขอข้าพักก่อน เรายังต้องเดินอีกไกล”
“ไหน! ให้ข้าดูซิ”
“ไม่นะ! ไม่เอา” นางปัดป้อง
“มาเถอะน่า เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าดื้อ” หวังหลี่เฟิงส่งเสียงดุปนรำคาญ
ดรุณีน้อยถึงกับผงะเพียงแค่หลังมือสัมผัสหน้าผาก ไอความร้อนราวสุมไฟก็ไหลรวมกันมาอยู่บนใบหน้า ไม่เพียงหลังมือร้อนรุ่มที่อังหน้าผากกลับยังลามลงมาถึงแก้มทั้งสองข้างของนาง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดราวกับหมอกำลังตรวจดูอาการนางไม่วางตา
“อย่ามายุ่งกับข้า!”
“แต่ข้าอยากยุ่งกับเจ้า” หวังหลี่เฟิงพึมพำราวกับต้องมนตร์สะกดไม่เพียงแต่น้ำเสียงสั่นไหว มือของเขายังเลื่อนไล้รอบเอวนางราวเผลอไผลไม่รู้ตัว
เยี่ยหย่งอี้หน้าซับสีชาด นางหลบตา แต่บุรุษหนุ่มกลับโน้มหน้าลงมา พลันนางผงะอีกคราแล้วหงายหลัง แต่อีกฝ่ายคว้าข้อมือนางกระชากกลับขึ้นมา มืออีกข้างรวบเอวนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะหลุดมือหายไป
ตาสบตา...
แววตาทั้งคู่พลันบังเกิดความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง โดยไม่ทั้นตั้งตัวริมฝีปากของบุรุษหนุ่มก็ทาบทับลงบนริมฝีปากนุ่มราวดอกโม่ลี่ฮวา แรกแย้ม
นางเบิกตาค้างครู่หนึ่งจึงเคลิ้มไปกับรสจูบของบุรุษหนุ่ม เป็นครั้งแรกที่นางได้ใกล้ชิดกับบุรุษนอกเหนือไปจากบิดา พี่ชาย และหานลู่
แต่มันใกล้ชิดเกินไป!
