บท
ตั้งค่า

5 หายนะเก้าครา

อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวจากรสสัมผัสต่อเพศตรงข้ามเช่นนี้บ่งบอกได้ว่าเยี่ยหย่งอี้ที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นมิใช่เด็ก ๆ อย่างที่เขาคิด

ริมฝีปากอุ่นร้อนของนางที่จรดลำคอของเขาแนบชิดจนรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ทำให้หัวใจกร้าวแกร่งของบุรุษหนุ่มผู้ไม่เคยรู้สึกรู้สมกับสตรีนางใดสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็น...

คล้อยหลังเยี่ยหลงไปไม่กี่อึดใจ บุรุษหนุ่มก็แบกร่างอรชรในชุดกางเกงหนังสัตว์ออกมาถึงหน้าถ้ำ พอเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นผู้ใด จึงกระชับร่างนางตรึงไว้กับแผ่นหลังของตนแล้วออกเดินต่อ สองมือเรียวเล็กห้อยตกลงข้างลำตัว มีสองมือของเขาที่โอบกระชับร่างนางตรึงไว้แทน

ดวงหน้าซีดเซียวยามหลับสนิทตกลงมาข้างไหล่ของเขางดงามราวรูปวาด แพขนตายาวดำสนิทกะพริบถี่ตามแรงสั่นไหวแม้ยามโลหิตไหลเลอะข้างแก้มก็ยังน่ามอง

อา...

เขามิอาจไม่เผลอใจให้นางได้...

หวังหลี่เฟิงส่ายหน้าแรง ๆ ไล่ความคิดบ้าบอที่วนเวียนในหัว เร่งฝีเท้าย่ำน้ำโคลนเฉอะแฉะ แต่ครั้นเดินต่อได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหลบวูบ พลิกตัววางร่างดรุณีน้อยลงพิงโคนต้นไม้ใหญ่แล้วลอบมองต้นเสียงสนทนามากกว่าสองเสียงที่ได้ยินไม่ไกล

“ข้าว่าหย่งอี้ต้องมาหาพี่ใหญ่ที่นี่แน่”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ”

“นางหายไป ข้าหาตัวไม่เจอ”

“นางอาจจะไปเที่ยวเล่นที่ทุ่งหญ้าก็เป็นได้”

“แต่พี่ดูนี่ รอยเท้าเล็กหน้าถ้ำนี้ย่อมมิใช่บุรุษ”

เยี่ยหลงเห็นดังนั้นถึงกับใจกระตุก ตวาดลั่น “แล้วเหตุใดไม่ดูนางเจ้าปล่อยน้องข้ามาเพ่นพ่านได้อย่างไร!”

หานลู่ยืนตรงข้ามอีกฝ่ายก้มหน้าไหล่ตก ผงกศีรษะแล้วบอก “ข้าเอาปลาไปให้ป้าเชียนต้มซุปให้หวังหลี่เฟิง มิคาดว่าคล้อยหลังไม่นานหย่งอี้จะหายตัวไป”

“โธ่เว้ย! ไม่ได้เรื่อง”

“ข้าห้ามแล้ว แต่พี่ก็รู้ว่าหย่งอี้ดื้อขนาดไหน”

“แต่เจ้าก็ควรห้ามปรามนางหนักแน่นกว่านี้ เจ้าก็รู้ว่าเหตุใดข้าจึงห้าม”

“พี่หลงไม่เคยบอกข้านี่นา ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ในนั้นกันเล่า”

แค่ได้ยินคำตอบเยี่ยหลงก็ส่ายหน้า เตะเท้าเบา ๆ กับกอหญ้าด้วยความหงุดหงิด ดวงตาสาดส่องรอบบริเวณไปมาอย่างสังเกตการณ์ พลันฉุกคิดเหลียวมองไปทางปากถ้ำแล้วหันมาคาดโทษอีกฝ่าย

“ฝากไว้ก่อน ข้าค่อยมาชำระความกับเจ้า”

“แต่ข้าว่า...” หานลู่แย้ง แต่พอเห็นอีกฝ่ายชักสีหน้าขึงตาใส่ก็กลัวคอหด “ข้าว่าป่านนี้หย่งอี้อาจจะกลับหมู่บ้านแล้วก็ได้”

“คิดว่าข้าโง่รึ” เยี่ยหลงย้อนถามพลันนึกได้จึงถามใหม่ “แล้วไอ้หนุ่มนั่นอยู่ที่หมู่บ้านด้วยหรือไม่”

“เอ่อ... คือว่า” หานลู่อึกอักจึงถูกผลักอกจนเซ ก่อนละล่ำละลักตอบ “นางบอกว่าจะไปตามหวังหลี่เฟิงที่ออกไปเดินเล่นท้ายหมู่บ้านขอรับ”

“มิน่าเล่า เพราะไอ้หนุ่มนั่นน้องข้าถึงกล้าขัดคำสั่ง” เยี่ยหลงว่าจบสืบเท้ารวดเร็วไปหน้าปากถ้ำ

หานลู่มองตามใจคอไม่ดี นึกหวั่นกลัวสองพี่น้องทะเลาะกัน เพราะรู้นิสัยเยี่ยหลงดีว่ามุทะลุเพียงใด จึงรีบวิ่งตามไปหมายห้ามปราม แต่อีกฝ่ายไม่เพียงนำลิ่วไปไกล ยังหันมาหงุดหงิดใส่สมุนที่ตามเข้ามาทีหลังแบบไม่ได้เรื่องได้ราวเสียงดังลั่นป่า

หวังหลี่เฟิงพรูลมหายใจหนักหน่วง หลังชะเง้อมองทั้งหมดลับหายเข้าไปในโพรงถ้ำเรียบร้อยก็รุดเข้าช้อนร่างดรุณีน้อยขึ้นหมายจะแบกขึ้นหลัง แต่นางเริ่มฟื้นอยู่ในอาการสะลึมสะลือ พอถูกสัมผัสถึงเนื้อตัวจากชายหนุ่มที่มองเห็นเพียงเลือนราง ปฏิกิริยาต่อต้านจึงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“อย่ามาถูกเนื้อต้องตัวข้า! เจ้าคนฉ้อฉลลักลอบตามพี่ข้าเข้าไปเพื่อการใดบอกมา!”

นางว่าพลางผลักไส แต่หวังหลี่เฟิงได้แต่โคลงศีรษะไปมาด้วยความรำคาญ จากที่คิดจะไม่เปิดเผยว่าเป็นตัวเองที่ทำให้นางถึงกับสลบเหมือดก็จำใจต้องโกหกออกไป

“ข้าแค่หลงทาง เผอิญเห็นพี่เจ้าเลยคิดตามไปเท่านั้น”

“ข้าไม่เชื่อ เจ้าโกหก!”

“ไม่เชื่อก็เรื่องของเจ้า ไปเถอะ ก่อนจะค่ำมืดพ่อเจ้าจะเป็นห่วง” พูดจบก็ออกเดินต่อโดยมีดรุณีน้อยดิ้นรนอยู่บนหลัง “หัวเจ้ามีเลือดออก รีบไปรักษาแผลเถอะ อย่าดื้อนักเลยเด็กน้อย”

เด็กน้อย!

“เจ้ากล้าเรียกข้าเด็กน้อยอีกแล้วรึ!” เยี่ยหย่งอี้เค้นเสียงกร้าว แต่กลับไม่ได้คำตอบ พอตั้งสติได้มือที่เกาะอยู่บนหัวไหล่อีกฝ่ายก็สะบัดไปด้านหน้าโดยไม่คิดทันที

“โอ๊ย!” หวังหลี่เฟิงอุทานลั่นเมื่อถูกฟาดฝ่ามือหนักหน่วงใส่ศีรษะ “เป็นบ้ารึเจ้าเด็กน้อย!”

“ฤดูหนาวปีหน้าข้าก็จะเป็นสาวแล้ว อย่ามาว่าข้าเป็นเด็ก!”

“อย่างไรตอนนี้เจ้าก็เป็นเด็ก” หวังหลี่เฟิงเข่นเขี้ยว แต่ยังเดินต่อ

“ข้ามิใช่เด็ก! เจ้าสามหาวนัก” นางร้องลั่นพลันเงื้อมือหมายจะซ้ำ “ปล่อยข้า!”

บัณฑิตหนุ่มเบี่ยงหลบ ก่อนจะตวาดลั่น “ปล่อยก็ตกสิ เจ้าอยู่นิ่ง ๆ ได้หรือไม่เล่า”

“ก็ปล่อยข้าสิ! คนเลว!”

“อีกตั้งไกลกว่าจะถึงหมู่บ้าน”

“ข้าเดินเองได้ ปล่อย!” นางร้องลั่นทั้งเตะทั้งถีบคนด้านหน้า

หวังหลี่เฟิงได้แต่เร่งฝีเท้าเพื่อกลับเข้าหมู่บ้านให้ทันก่อนเยี่ยหลงจะออกมาเจอ แต่แทนที่จะเร็วกลับช้าลงมาก เพราะดรุณีน้อยดิ้นรนสุดกำลัง

“ข้าจะฟ้องท่านพ่อว่าเจ้าทำร้ายข้า เจ้าเป็นพวกสอดแนมเข้ามาหมู่บ้านเราแบบไม่น่าไว้ใจ ข้าจะให้ท่านพ่อลงโทษเจ้า!”

“ข้ามิได้ทำสิ่งใดผิด อย่ามากล่าวหากันเช่นนี้สิ”

“ข้าจะหาความผิดเจ้าให้เจอ” นางเถียงไม่ยอมแพ้

“เช่นนั้นถึงหมู่บ้านก่อนข้าจะให้เจ้าค้นหาให้สมใจ”

“ก็ได้ หากข้าทำให้เจ้ากระเด็นออกจากหมู่บ้านข้าไม่ได้ อย่ามาเรียกข้าว่าเยี่ยหย่งอี้เลย”

“เหอะ! ข้าจะคอยดู”

“หึหึ...” หวังหลี่เฟิงได้แต่หัวเราะในลำคอ เพียงเท่านั้นหมัดลุ่น ๆ ก็พุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังโดยไม่รั้งรอ

“อยากตายใช่หรือไม่ นี่แน่ะ!” เยี่ยหย่งอี้พูดจบทุบกำปั้นรัว ๆ

หวังหลี่เฟิงหลบหลีกพัลวันร้องลั่น “เด็กน้อย เจ้าจะบ้ารึ! หรือว่าผีป่าเข้าสิงถึงได้บ้าบอเช่นนี้!”

“เจ้ากล้าว่าข้ารึ! คนทึ่ม! เจ้าแก่กว่าข้ากี่ปีกัน”

“อย่างน้อยก็แก่กว่าเจ้าสี่ปี เฮอะ” หวังหลี่เฟิงเข่นเขี้ยวแล้วเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น มิเช่นนั้นเขาคงตบะแตกเพราะนาง

แต่เยี่ยหย่งอี้ยิ่งโมโหหนัก สัญชาตญาณนักสู้ของนางสั่งให้ไม่ยอมแพ้ แม้เถียงข้าง ๆ คู ๆ ไม่ได้อย่างใจก็ทุ่มหมัดเข้าใส่ สุดปัญญาที่บัณฑิตหนุ่มจะปกป้อง เท้าที่ก้าวว่องไวเพื่อไปให้ถึงก่อนที่เยี่ยหลงจะตามออกมาเจอจึงเซไม่ตรงทาง และสะดุดเข้ากับรากไม้ที่ยึดโยงพื้นดินฉ่ำน้ำโผล่ขึ้นมาบังทาง

“เฮ้ย!”

ร้องได้เพียงเท่านั้นทั้งสองร่างก็พลันเสียหลักกลิ้งตกลงทางลาดเขา ทั้งเศษไม้ก้อนดินทรุดยวบเพราะดินอ่อน ใบไม้แห้งเกลื่อนพื้นเฉอะนองหยาดฝนที่กำลังกระหน่ำลงมา

โดยไม่ทันตั้งตัวร่างอรชรถูกพลิกขึ้นมาด้านหน้า มือแข็งแรงข้างหนึ่งของบัณฑิตหนุ่มรวบเอวนางเข้าหาอีกข้างดันศีรษะทุยของนางแนบอก ทั้งสองกลิ้งหลุน ๆ ลงไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ราวกับมันเป็นหนทางที่ไร้จุดจบ พริบตาเดียวก็หล่นลงสู่หุบเหวลึกสลบแน่นิ่งไปด้วยกันทั้งคู่...

เยี่ยเชียนเชียนเดินไปเดินมา สีหน้ากระวนกระวายอย่างหนัก เพราะแสงตะวันเริ่มลาลับไหล่เขาแล้ว กลุ่มชาวบ้านถูกเรียกมารวมตัวกันท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ด้วยความตกอกตกใจที่บุตรสาวหัวหน้าหมู่บ้านหายตัวไปโดยไร้วี่แวว

เยี่ยซือโกรธเกรี้ยวหนัก เพราะแม้แต่หานลู่ที่สั่งให้ตามหาบุตรสาวยังมาหายตัวไปอีกคน

“กลับมาข้าจะต้องทำโทษเจ้าลูกคนนี้ให้หนัก ๆ เสียที”

“ท่านพี่ใจเย็นก่อนเถอะ” นางแตะแขนสามีด้วยความเป็นห่วง ก่อนเอ่ยต่อ “หย่งอี้อาจจะแค่ไปเที่ยวเล่นแถวนี้ก็ได้”

“เจ้าคิดเช่นนั้นรึ”

“นางย่อมรู้ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง คงไม่ไปไหนไกล”

เยี่ยซือขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าวเสียงขุ่น “แต่เจ้าหนุ่มนั่นก็หายหัวไปด้วย เจ้าคิดว่าข้าจะยังเย็นใจอยู่ได้หรือ หากมันลักพาตัวลูกข้าไปจะทำอย่างไรกัน!”

“เขามิใช่คนเช่นนั้นหรอกท่านพี่” นางเอ่ยเสียงอ่อย หลบประกายตาแวววับของสามีที่มองมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด

เยี่ยซือเดินไปเดินมาอยู่ไม่ติด ยิ่งความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา จิตใจยิ่งว้าวุ่นหนัก จะไม่ให้เขาคิดอ่านในทางร้ายได้อย่างไร ในเมื่อห้าวันที่หวังหลี่เฟิงเข้ามาในหมู่บ้าน เขารู้สึกถึงความพิเศษของบุรุษหนุ่มผู้นี้ จึงทำให้เกิดความหวาดหวั่นพิกล

เป็นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นเหมือนครั้งที่พี่ชายของเขาเอ่ยคำอาฆาตแล้วแยกตัวออกไปจากหมู่บ้าน และความรู้สึกเช่นนั้นไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย จนกระทั่งบัณฑิตหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีผู้นี้ถูกนำตัวมารักษา

“ท่านพี่...”

“ว่าอย่างไร” เยี่ยซือหยุดยั้งความคิดและทรุดตัวลงนั่งที่ม้านั่งกลางลาน ก่อนเงยหน้ามองภรรยาที่ก้าวตามมายืนใกล้ ๆ

“ข้าว่ารออาลู่มาก่อนเถอะ อาหลงก็ยังไม่มา บางทีข้าว่าพวกเขาอาจจะ...”

ไม่ทันที่นางจะพูดจบ ผู้เป็นสามีก็ผุดลุกยืนจ้องมองไปเบื้องหน้า นางจึงมองตามพบหานลู่เดินแกมวิ่งกลับมาพร้อมเยี่ยหลงและลูกสมุนสามคน บิดายืนหน้าตาถมึงทึงมองคนทั้งหมดก้าวเข้ามากลางลาน

“ท่านพ่อ! เรียกข้ามีเรื่องอันใด” เยี่ยหลงสีหน้างุนงง กวาดตามองทั่วแล้วสบตามารดาชั่วครู่ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ผู้เป็นบิดาอีกหน

“เหตุใดพวกเจ้าจึงกลับมาเท่านี้ แล้วหย่งอี้หายไปไหน”

“หย่งอี้รึ!” เยี่ยหลงเอ่ยไม่เต็มเสียง ก่อนเอ่ยต่อ “นางคงออกไปเที่ยวเล่น เหตุใดท่านพ่อจึงถามข้า”

“ข้าได้ยินว่าหย่งอี้ไปท้ายหมู่บ้าน”

“ทะ... ท้ายหมู่บ้าน! ข้าไม่เห็นน้องเลยขอรับท่านพ่อ” เยี่ยหลงทวนคำพลันเหลียวมองหานลู่ที่หน้าซีดอยู่ข้าง ๆ แต่ต่างคนต่างไม่บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“เช่นนั้นแล้วหย่งอี้หายไปไหนกัน พวกล่าสัตว์ที่ทุ่งหญ้าก็กลับกันมาหมดแล้ว แต่นางยังไม่มา”

“ลูกไม่เคยกลับบ้านช้าขนาดนี้นะท่านพี่” เยี่ยเชียนเชียนเอ่ยน้ำเสียงร้อนรน สีหน้าซีดลงหลายส่วน

“ใจเย็น ๆ ขอรับ ท่านลุง ป้าเชียน ข้าจะออกไปตามหานางเดี๋ยวนี้เลย” หานลู่อาสาตั้งท่าจะออกไป แต่ถูกดึงไว้ด้วยคนของเยี่ยหลงที่คอยคุมเชิงอยู่ไม่ให้หลุดปากพูดเรื่องที่พบเจอมา

เยี่ยหลงยืนหันหลังให้บิดา จ้องหานลู่ด้วยแววตาเอาเรื่อง พริบตาจึงเอ่ยกับบิดาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เช่นนั้นข้ากับพวกจะออกไปตามหานาง ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง”

“ก็ดี... อย่าช้าอยู่เลย เจ้าจงไปตามเถอะ แม่เป็นห่วงทั้งสองคน ขอให้ปลอดภัยไม่เป็นอะไร” มารดาเอ่ยกำชับ

เยี่ยเชียนเชียนน้ำตาคลอเบ้า ดึงมือบุตรชายมากุมแทนการฝากฝัง เพียงเท่านั้นเยี่ยหลงก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย อดใจไม่ไหวถาม

“ทั้งสองคนรึ? ท่านแม่อย่าบอกข้านะว่าหวังหลี่เฟิงก็หายไปด้วย”

“เป็นเช่นนั้น” นางกล่าวพลันยกแขนเสื้อซับน้ำตา

เยี่ยหลงตาวาว นึกรู้ทันใดว่าเสียงที่ได้ยินในถ้ำอาจจะเป็นน้องสาวและบัณฑิตทึ่มที่รนหาที่ตาย

“เช่นนั้นข้าจะออกไปตามนางเดี๋ยวนี้”

“ข้าไปด้วย!” หานลู่อาสา

“เจ้ายิ่งต้องไป อาลู่” เยี่ยหลงเอ่ยเสียงเยียบเย็น ดวงตาคมกริบตวัดใส่เด็กหนุ่มทันใด

“ขะ... ขอรับ” หานลู่รับคำสีหน้าซีดเผือด

“แล้วพวกเจ้ารู้หรือว่านางไปที่ใด”

คราวนี้เป็นเยี่ยซือที่ย้อนถาม ทั้งสองจึงลอบมองหน้ากันและเป็นหานลู่ที่พยักหน้าหงึก ๆ แทนคำตอบ

เมื่อครู่ก่อนกลับเข้าเขตหมู่บ้าน เยี่ยหลงสั่งให้เขาเงียบปากเพื่อไม่ให้บิดารู้ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงไปที่ท้ายหมู่บ้าน เรื่องโพรงถ้ำนั่นเป็นความลับที่ห้ามแพร่งพราย แม้แต่แมลงตัวน้อยนิดก็มิอาจให้ล่วงรู้

“หรือว่าเป็นมัน!... ต้องเป็นหวังหลี่เฟิงที่สะกดรอยตามข้าไป ทำให้หย่งอี้สงสัยตามไปอีกคน”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

“ต้องเป็นมันที่ลักพาตัวหย่งอี้ไปแน่ มันต้องไม่มีเจตนาดี พอมันเข้ามาหย่งอี้ก็มาหายตัวไปทั้งที่ตลอดมาไม่เคยเป็นเช่นนี้”

“อาจไม่มีเรื่องเช่นนั้นก็เป็นได้ ข้าว่าเรารีบไปกันดีกว่าขอรับ” หานลู่กลบเกลื่อนเมื่อเห็นเยี่ยซือจ้องบุตรชายอย่างพินิจ

สองสามีภรรยาเหลียวมองกัน ก่อนที่เยี่ยซือจะเอ่ยถามบุตรชายเสียงกร้าว “เหตุใดคิดเช่นนั้น หรือที่ท้ายหมู่บ้านมีอะไรเกิดขึ้น... บอกพ่อ”

“ไม่มีสิ่งใดผิดปกติหรอกท่านพ่อ ข้าเพียงแต่ออกเดินสำรวจตรวจตรารอบหมู่บ้านตามปกติ”

“เช่นนั้นก็แล้วไป อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าแอบทำสิ่งใดไม่บอกข้าอีก” บิดากล่าวเสียงแข็ง ปรายตามองบุตรชายราวรู้ทัน แต่เพราะผู้คนมากมายต่างพากันจับจ้องทำให้ได้แต่ส่งสายตาคมกริบคาดโทษ

หานลู่ลอบมองสองพ่อลูกพลันใจสั่นกลัวหน้าซีดคอหด เป็นห่วงเยี่ยหย่งอี้และหวังหลี่เฟิงขึ้นมา เพราะดูจากภาพที่เห็นในโพรงถ้ำมีความลับของเยี่ยหลงที่เขาไม่รู้ว่าผู้นำหมู่บ้านรู้หรือไม่ และมันอาจนำอันตรายมาสู่หรวนอี้ แต่เขาแค่คนตัวเล็ก ๆ ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ นอกจากตอนนี้ต้องหาตัวคนทั้งสองให้พบก่อนเรื่องลุกลามบานปลาย

ขอเพียงเป็นความสมัครใจของข้า...

แม้ต้องประสบหายนะเก้าครา ข้าก็จะไม่เสียใจ...

หวังหลี่เฟิงพึมพำบทกวีทั้งที่หลับตา จิตใต้สำนึกสั่งความว่าเขายังตายไม่ได้ แม้ร่างกายจะบอบช้ำ โดยเฉพาะแผลที่หน้าท้องยังไม่หายสนิท และมันกำลังปริจนเจ็บปวดทรมาน เพราะถูกกระแทกด้วยร่างอรชรของดรุณีน้อย

เขายังไม่ตาย และนางยังคงหายใจ...

แสงจันทร์สลัวเหล่าเมฆาบดบัง สองร่างสะบักสะบอมนอนกอดกันท่ามกลางป่าทึบ ดวงตาวาววามของนกฮูกภูเขาตัวใหญ่ยังคงมองมา มันเกาะนิ่งอยู่บนกิ่งไม้เหนือร่างของเขาและเยี่ยหย่งอี้ราวกับเป็นสัญญาณเตือนมิให้เดียวดายเกินไป

ครั้งนี้นับว่าเขาผ่านช่วงเวลาเป็นเวลาตายมาได้เป็นหนที่สอง หวังหลี่เฟิงนอนหงายแผ่หลาจ้องมองเสี้ยวจันทร์เลื่อนลอย สองแขนโอบกระชับร่างน้อยเอาไว้ แม้อยากจะลุก แต่ความหนักหน่วงจากร่างนางที่ทาบทับทำให้เขายังคงไม่ขยับเขยื้อน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เข้าออกอยู่บริเวณข้างแก้มทำให้บัณฑิตหนุ่มชะงักมือที่คิดจะดันร่างนางออก เผอิญกับเยี่ยหย่งอี้ขยับกาย เขาจึงแกล้งหลับตาราวไร้สติ

“เจ้าทึ่ม...” นางโหย่งตัวขึ้นมองคนใต้ร่างพลางเอ่ยเรียกเสียงแผ่วโหย “หวังหลี่เฟิง... บัณฑิตทึ่ม”

แต่ใต้ร่างนางกลับนอนนิ่งไม่ไหวติง สองมือเรียวสั่นระริกเอื้อมแตะสองแก้มบัณฑิตหนุ่ม ครู่เดียวรีบหดมือ พลันร่างอรชรก็พลิกตัวลงจากร่างของเขา

“เจ้าห้ามตายนะ... เจ้าทึ่ม...” นางพึมพำเสียงแผ่วปนสะอื้น “อยู่กับข้าก่อน ข้ากลัว ที่นี่คือที่ใดก็หารู้ไม่”

หวังหลี่เฟิงหรี่ตามองมิให้รู้ตัว จึงพบว่าเด็กน้อยแสนห้าวหาญกำลังหลั่งน้ำตา ดวงหน้านวลที่มองเห็นเพียงเศษเสี้ยวของความมืดมิดแห่งรัตติกาลเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ด้านหลังคือเงาเมฆาและเสี้ยวแหว่งวิ่นของคืนเดือนดับ

อา...

นางยังเด็กเล็กนัก แต่กลับงดงามเยี่ยงนี้ได้อย่างไร นางทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวเกินเยียวยาเข้าแล้ว...

“ข้าขอโทษที่ทำตัวโง่งมจนทำให้เจ้าต้องเจ็บตัวเช่นนี้” นางยังคงพร่ำแนบหน้าลงตรงหัวใจของเขาครู่หนึ่งจึงโหย่งตัวขึ้นเช่นเดิม “ยังไม่ตาย! หัวใจเจ้ายังเต้นอยู่”

หวังหลี่เฟิงฟังแล้วเผยอยิ้ม ด้วยความลืมตัวจึงยกมือรวบเอวบาง จนนางเสียหลักเผลอซบลงบนอก นางผวาเอาสองมือดันร่างตนโหย่งขึ้น แต่มิสู้แรงบุรุษไปได้ พริบตาเดียวนางก็ตกลงสู่อ้อมอกของบัณฑิตหนุ่มอีกครา

“หนาว... ข้าหนาวเหลือเกิน”

ดรุณีน้อยถึงกับตาเบิกกว้าง เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพลันยื่นมือไปสัมผัสดวงหน้าครึ้มไรหนวดแล้วพลันหดมือ

“เจ้าตัวร้อนนี่นา...”

นางผุดลุกขึ้นนั่งชันเข่าหันรีหันขวางมีเพียงความมืดมิด แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยรู้ว่าภยันตรายภายนอกเป็นอย่างไร เก่งกล้าเพียงใดนางก็อาศัยอยู่ใต้ชายคาของบ้านที่อยู่มาแต่เล็กแต่น้อย คือสาขาของเผ่าหรวนตี้ที่เคยสู้รบตบมือกับต้าฮั่นมาช้านาน

เยี่ยหย่งอี้พรูลมหายใจหนักหน่วง ก่อนตัดสินใจก้มตัวลงกอดร่างบุรุษหนุ่มให้ความอบอุ่น อย่างน้อยเขาอุ่นนางก็หายกลัว หากเขาไม่ตายนางก็คลายใจ อย่างน้อยก็มีเพื่อนผ่านคืนเหน็บหนาวไปด้วยกัน

ความมืดมิดและเดียวดายไม่เคยเป็นมิตรกับนาง แม้แต่ตอนนี้มันก็ยังเป็นปรปักษ์กับนาง...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel