4 น่าสงสัย
“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกน่า ข้าไปดีกว่า” ว่าจบก็จ้ำพรวดเดินหนี แต่ไม่ทันดรุณีน้อยที่วิ่งมาขวางหน้า แววตานางบ่งบอกความสงสัยจนอีกฝ่ายอึดอัด “อะ... อะไรอีกเล่า!”
“ไปทางไหน”
“ใคร?”
“ก็เจ้านั่น!”
“ก็...” หานลู่อึกอัก แต่เจอแววตาคาดคั้นของนางก็ทำเอาต้องถอนใจ ก่อนเอ่ย “ไปทางท้ายหมู่บ้าน”
“หา! ท้ายหมู่บ้านรึ!”
“อือ”
“แล้วเจ้าปล่อยเขาไปได้อย่างไรเล่า อาลู่ปวกเปียก!” นางตวาดลั่นพลันเดินไปเดินมาครุ่นคิด
หานลู่มองตามจนเจียนตาลายจึงเอ่ย “ก็ข้าไม่เห็นว่ามันจะเป็นอะไรเลย...”
ว่าไม่ทันจบ หานลู่ก็ถูกผลักล้มก้นจ้ำเบ้า พอจะลุกขึ้นก็โดนเตะที่หน้าแข้งเข้าอีกที
“ปล่อยเขาไปที่นั่นเท่ากับรนหาที่ เจ้านี่มันงี่เง่าไม่เลิก!”
“ก็ข้าไม่รู้นี่นา” หานลู่เสียงอ่อย
“เจ้านี่มันสมชื่ออาลู่ปวกเปียกจริง ๆ ข้าระอาเจ้านัก!”
นางพูดจบก็รีบวิ่งไปทางท้ายหมู่บ้าน ทิ้งไว้แต่หานลู่ที่ยืนหน้าง้ำมองนางจนลับสายตา...
ดรุณีน้อยวิ่งไปตามทางรกร้างท้ายหมู่บ้าน ที่นั่นน้อยคนนักที่จะรู้ แต่นางสังหรณ์ใจบางอย่างจึงรุดติดตาม ไม่นานก็เห็นหลังบุรุษหนุ่มไกลลิบ เท้าที่ย่ำเหยียบผืนดินเฉอะแฉะจึงค่อย ๆ ผ่อนลง ก่อนหยุดยืนหลังต้นไม้ใหญ่ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายหันกลับมา
นางหลบวูบ พรูลมหายใจหนักหน่วง ก่อนจะชะเง้อมองอีกครั้ง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
“อ้าว! หายไปไหนแล้ว... เจ้าบัณฑิตทึ่มเอ๊ย”
ร่างอรชรในชุดกางเกงผ้าป่านสีน้ำตาลสวมทับตัวเสื้อด้วยหนังสัตว์เนื้อบางแหวกต้นหญ้าสูงท่วมศีรษะเพื่อมองหาเป้าหมาย แต่คนผู้นั้นเดินพลางเหลียวมองซ้ายขวา บางคราวก็หันหลัง จนนางที่แอบตามอยู่ต้องคอยก้มหลบด้วยความระมัดระวัง ไม่นานก็หยุดเดิน นางจึงชะงักฝีเท้าก้มราบกับพื้น แหวกพงหญ้ามองด้วยความขุ่นใจ
เหตุใดเจ้าบ้านั่นจึงเดินไปทางนั้น!...
เยี่ยหย่งอี้ครุ่นคิด พลันอีกฝ่ายก็ออกเดินต่อ นางจึงทิ้งความสงสัยแล้วสะกดรอยตามไป แต่เหมือนหวังหลี่เฟิงจะรู้ตัว ไม่เพียงแต่เดินวกไปวนมา หากทำให้นางที่เป็นฝ่ายตามถึงกับเหนื่อยหอบ
ไม่น่าเป็นไปได้!
เยี่ยหย่งอี้ผู้ชำนาญการสะกดรอยรู้สึกราวกับถูกบัณฑิตทึ่มปั่นหัวหงุดหงิดจนต้องฟาดแส้ระบายอารมณ์
“ยังไม่หายดีริอ่านออกมาเพ่นพ่าน ช่างไม่รู้อะไรเสียแล้ว” นางว่าพลางแหวกหญ้าสูงท่วมศีรษะลอบมองอีกฝ่ายไม่ละสายตา
หนทางไปท้ายหมู่บ้านนั้นเป็นป่ารกชัฏ แทบไร้ผู้คนนอกจากมีคนตาย จึงจะนำศพไปฝังที่นั่น แต่คนผู้นั้นกลับหลงเข้าไป นางผุดลุกขึ้นจะเข้าไปห้าม แต่ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายกลับหยุดเดินเสียดื้อ ๆ อีก
นางรีบรุดทิ้งตัวกลิ้งไปซ่อนในพงหญ้า ครู่ใหญ่จึงย่องเงียบเข้าไปใกล้ร่างกำยำที่เห็นเพียงแผ่นหลัง นางได้แต่ชะเง้อ แต่ก็ยังไม่เห็นอยู่ดี จนลอบถอนใจด้วยความหงุดหงิด วันนี้นางจะต้องรู้ให้ได้ว่าเหตุใดคนผู้นี้จึงมีท่าทีประหลาดและดูไม่ชอบมาพากล
นางไม่ไว้ใจ และไม่คิดว่าหวังหลี่เฟิงจะเป็นเพียงบัณฑิต...
แต่ไม่มีเวลาคิดดั่งตั้งใจ เพราะเพียงพริบตาคนกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือก็วิ่งผ่านไปด้วยความเร่งรีบ ร่างอรชรผุดลุกขึ้รแล้ววิ่งไปทางบัณฑิตหนุ่มด้วยหวังเตือนให้อีกฝ่ายรู้ตัว แต่ช้ากว่า...
พี่หลง!
เยี่ยหย่งอี้คิดจะเรียก แต่พอเห็นท่าทางหงุดหงิดของพี่ชาย นางก็รุดเข้าซ่อนหลังต้นไม้คอยฟัง ไม่นานสมุนที่ล่วงหน้าไปทางที่หวังหลี่เฟิงหายไปก็กลับมาละล่ำละลักบอก
“พี่หลง! ข้าเห็นรอยเท้าคนที่ปากถ้ำ”
“มันอยู่ที่ไหน!”
“ข้าหาไม่เจอ รอยเท้ามันหายไปก่อนถึงหน้าถ้ำ”
“มันผู้ใดกล้าบุกรุกที่ของข้า มิน่าล่ะ ตาข้างขวาข้าจึงกระตุกนัก” เยี่ยหลงเสียงกร้าวราวตะคอก หันกลับมายืนจังก้าต่อหน้าสมุนนับสิบที่ยืนก้มหน้าด้วยท่าทางหวาดกลัว
“จะให้พวกข้าทำอย่างไรดี”
“พวกโง่! ต้องให้ข้าบอกด้วยรึ” ไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือหนาก็ฟาดเข้าที่โหนกแก้มของคนร่างใหญ่สุดจนอีกฝ่ายเซถอยหลัง
คนร่างผอมเกร็งผมเผ้ายาวรุงรังที่อยู่ถัดไปรีบรับร่างไว้ แต่ไม่ทันจึงเสียหลักล้มไปด้วยกัน เยี่ยหลงก้มลงมองสมุนทั้งสองหมดท่าแล้วเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนสั่งการเสียงกร้าวจนใบไม้บนต้นยังสั่นไหว
“ไปตามหามาให้ได้ว่ามันเป็นใคร! หากไม่เจอไม่ต้องกลับมา!”
“ขอรับ!”
“แต่ พะ... พี่ใหญ่... ข้าไม่เห็นมีผู้ใด หรือว่า...” หนึ่งในสมุนเอ่ยเสียงสั่นพลันหลบตาวูบเมื่อเยี่ยหลงก้าวประชิด
เพียะ!
“อย่ามาเถียง ไป๊!”
“ขอรับ ๆ” สมุนทั้งหลายลนลานล่าถอย ก่อนหันหลังวิ่งแยกย้ายกันไปคนละทาง
“อาฝาน!”
“เรียกข้าหรือพี่ใหญ่” ชายร่างอ้วนตัวเล็กสุดในกลุ่มที่รั้งท้ายถามเสียงสั่น ๆ
“เออ...” เยี่ยหลงพรูลมหายใจ ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียก “เจ้าไม่ต้องไปอยู่รอที่นี่ ซุ่มดูต้นทางให้ข้า หากเห็นท่าไม่ดีส่งสัญญาณเตือนข้า”
“พี่ใหญ่จะเข้าไปด้านในหรือขอรับ ข้าว่าอย่า...”
“เรื่องของข้า”
“แต่ว่าข้า...”
“ข้าจะไปไหนมิใช่เรื่องของเจ้า อย่ามาสู่รู้!” เยี่ยหลงตวาดซ้ำไม่พอยังกระแทกเท้าเตะพื้นโคลนฉ่ำแฉะด้วยความขุ่นเคือง เท่านั้นเสี่ยวฝานก็ทรุดนั่งคุกเข่าลนลาน
บุตรหัวหน้าหมู่บ้านถึงกับส่ายหน้าระอา ดวงตาสีน้ำตาลไหม้กวาดไปมาอย่างระแวดระวังทั่วบริเวณ เมื่อไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติก็เร่งฝีเท้ารุดเข้าไปยังเนินดินที่ปกคลุมหนาทึบด้วยต้นไม้ใหญ่ ปัดเถาวัลย์รกเรื้อที่ปกปิดทางเข้าปากถ้ำ จนไม่ทันได้เห็นคนที่ยืนตัวลีบเกาะกิ่งไม้เหนือปากถ้ำ
เยี่ยหย่งอี้ตกตะลึง เมื่อมองตามพี่ชายแล้วเห็นหวังหลี่เฟิงกระโจนหลบหลังแผ่นหิน ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ต้นอีกชั้นหนึ่ง แม้จะสงสัยในตัวบุรุษหนุ่ม แต่นางก็มิทันคิด จึงได้แต่นึกก่นด่าในใจ
เจ้าบ้าบัณฑิตทึ่ม!
นางคิดหาทางหนีทีไล่นำพาอีกฝ่ายให้พ้นจากสายตาของพี่ชาย เพราะหากเยี่ยหลงเห็นบัณฑิตจอมสู่รู้ เขาอาจไม่มีชีวิตรอดกลับไปสอบจอหงวนถึงฉางอันได้...
๓
หายนะเก้าครา
เพียงคล้อยหลังพี่ชาย หวังหลี่เฟิงก็ย่องตามหลังพี่ชายนางเข้าไปติด ๆ ดรุณีน้อยถึงกับตาเหลือกค้าง เร่งรุดตามเข้าไปด้วยทันที
ภายในถ้ำหรือที่จริงคือโพรงขนาดเล็กมีความสูงไม่เกินแปดเซียะ ความกว้างของทางเดินใหญ่กว่ารอบมือโอบไม่มาก ผนังถ้ำเต็มไปด้วยน้ำหยด เพราะเหนือขึ้นไปเป็นธารน้ำตกขนาดเล็กที่ซ่อนเร้นสายตาผู้คน
พื้นดินอ่อนยวบราวกับดินโคลน ตลอดทางที่ย่างก้าวไม่มีทางเชื่อมอื่นใด อีกทั้งกลิ่นยังอับชื้นและเฉอะแฉะ วังเวงเหน็บหนาวจนขนกายลุกชัน
เยี่ยหย่งอี้ค่อย ๆ ก้าวตามไปอย่างระแวงระวัง นางไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหวังหลี่เฟิง นั่นยิ่งตอกย้ำสิ่งที่คิด นางต้องรู้ให้ได้ว่าคนผู้นี้คือใคร เข้ามาด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่...
แต่กว่าที่ดรุณีน้อยจะรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าก็ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ นางยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อ อีกมือคลำทางเดินที่เริ่มแคบลง ๆ อากาศภายในถ้ำหนาวสลับร้อนมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งทำให้นางครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็น
แสงสว่างลอดผ่านรอยแยกของโพรงจนเห็นเงาร่างหวังหลี่เฟิงก้มตัวเดินเป็นระยะด้วยความสูงเกือบถึงเพดาน บางช่วงต้องก้มลอด ก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล หากเป็นคนธรรมดาไม่มีวรยุทธ์มีหรือจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
หากมิได้มาดี นางจะกระชากหน้ากากคนผู้นี้ให้จงได้!
โดยไม่ทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างพลันถูกกระชากเข้าไปในมุมมืด เยี่ยหย่งอี้ดิ้นขลุกขลัก แต่กลับถูกฝ่ามือใหญ่ตะครุบปากไว้จนไม่สามารถส่งเสียงได้
คนผู้นั้นอยู่ด้านหลัง มือหนึ่งปิดปากนาง และอีกข้างรวบเอวนางดึงเข้าหาตัว สองร่างแนบชิดในมุมมืด ใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนรดอยู่เหนือใบหู แล้วนางต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อรู้สึกถึงความเย็นเฉียบของวัตถุชนิดหนึ่งจ่อบนลำคอนาง
“หยุดดิ้น! ห้ามส่งเสียง!”
เสียงนั้นทุ้มและห้วน ไม่เหมือนทั้งเสียงหวังหลี่เฟิงและพี่ชายของนาง เยี่ยหย่งอี้หยุดดิ้นทันที ครู่เดียวอีกฝ่ายก็ปล่อยมือ นางจึงเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบ
“เจ้าเป็นใครกันแน่”
“เจ้าไม่ต้องรู้!”
คำตะคอกออกจากปากคนผู้นั้นพร้อมรอยกดลึกบนลำคอ ทำให้แม้แต่กลืนน้ำลายยังยากยิ่งนัก เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกกลัวความตายอย่างสุดชีวิต
“ตะ... ต้องการสิ่งใด เหตุใดรุกล้ำเข้ามาที่นี่” นางเอ่ยเสียงเครือ
“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”
“ข้ามิใช่เด็ก!”
“แต่ก็ยังไม่โต” อีกฝ่ายยั่วเย้า “ดูจากที่อยู่ในมือข้านี่ปะไร”
เยี่ยหย่งอี้พลันตาลุกวาว ก้มมองตามคำบอก แล้วนางก็ต้องกรีดร้องสุดเสียง “สารเลว กล้าจับหน้าอกข้า!”
“หึหึ ข้าก็จะได้พิสูจน์อย่างไรเล่าว่าเจ้าเด็กหรือไม่”
“ไอ้! ไอ้” นางตวาดเสียงกร้าว แต่กลับได้รับเสียงหัวเราะเบา ๆ ราวขบขันตอบแทน
ร่างเล็กกว่าอีกฝ่ายเกือบเซียะทั้งถองศอกทั้งถีบร่างด้านหลังให้ถอยออกห่าง แต่คนผู้นั้นหลบหลีกพัลวันพร้อมหัวเราะหยัน แล้วขยับมีดออกห่างลำคอ นางรู้สึกถึงแรงกดที่ลำคอคลายลง จึงกระชับสันมีดสั้นที่บั้นเอว รั้งปลายแหลมของมันไปด้านหลังแล้วจ้วงแทงสวนออกไปทันที
“โอ๊ย! เจ้า!”
เยี่ยหย่งอี้กดย้ำคมมีดอีกครั้งอย่างมั่นใจว่าไม่พลาดเป้า แต่สิ่งที่ได้คืนกลับคือฝ่ามือแข็งแกร่งปัดเข้าที่ต้นแขนนางจนเซ
ที่แท้คมมีดนั้นตวัดผ่านบั้นเอวอีกฝ่ายฝังลงบนเถาวัลย์บนผนังแน่นจนดึงไม่ออก ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ในเงามืดใช้ฝ่ามืออีกข้างผลักร่างนางออกห่าง แต่เพราะทั้งมืดและลื่นทำให้เยี่ยหย่งอี้เสียหลัก ร่างอรชรกระเด็นชนผนัง ศีรษะกระแทกเข้ากับแง่งหินที่ยื่นออกมาจนทรุดลง ดีที่อีกฝ่ายรับได้ทัน แต่นางหมดสติไปเสียแล้ว
“เจ้าเด็กน้อย! เด็กน้อย!”
หวังหลี่เฟิงร้องเรียกนางแผ่วเบา แต่ต้องเงียบเสียงเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านในโพรงถ้ำดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ อาจเป็นพี่ชายของนางได้ยินเสียงจึงย้อนกลับมา
ไวเท่าความคิด บุรุษหนุ่มยุดร่างเล็กของดรุณีน้อยเข้าหลบหลังโพรงหินตรงส่วนเว้าของทางแยก ซอกเล็กแห่งนั้นเมื่อมืร่างของเขากับนางก็อึดอัดคับแน่นจนได้ยินแม้เสียงหัวใจเต้น แต่นางที่หมดสติไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาจึงมิได้ขัดขืน แต่อย่างใด
ชั่วอึดใจเยี่ยหลงจึงย่ำเท้าผ่านไป หวังหลี่เฟิงแทบลืมหายใจ สองมือรวบร่างอรชรไว้ในอ้อมแขน อกตูมในชุดหนังสัตว์ของนางชนเข้ากับแผงอกแกร่งของเขาจนรู้สึกร้อนวูบวาบ
ร่างกายมักไม่โกหกเจ้าของมัน!
