3 พรหมลิขิตนำพา
“เจ้าบอกว่าชื่อหวังหลี่เฟิงหรือ” เยี่ยซือถามไถ่
“ขอรับ... ข้าชื่อหวังหลี่เฟิง มาจากชายแดนแคว้นเฉาเสี่ยน กำลังจะไปฉางอันขอรับ”
สามพ่อแม่ลูกและหานลู่มองหน้ากัน เป็นบิดาที่ออกหน้าถามแทนบุตรสาวที่ตั้งท่าสอบปากคำ
“เจ้าเป็นชาวเฉาเสี่ยนหรือ” เยี่ยซือเอ่ยถามอีกครั้ง สีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม เพราะรู้ว่าเฉาเสี่ยนกับต้าฮั่นนั้นเป็นคู่อริกันมาช้านาน ราชสำนักถึงกับมีเหล่าอาชาเหล็กที่คอยรุกรานและห้ามปรามเฉาเสี่ยนอยู่เนือง ๆ
หวังหลี่เฟิงส่ายหน้าพลางยกตัวพยายามลุกขึ้น หานลู่เห็นดังนั้นตรงเข้าประคอง ในขณะที่เยี่ยหย่งอี้ยืนกอดอกรอฟังและผู้เป็นมารดาเอ่ยสำทับด้วยความอยากรู้เช่นกัน
“เจ้าปฏิเสธ หากเช่นนั้นแล้วเจ้ามาฉางอันเพื่อการใด”
“ข้าเป็นคนบ้านนอก มุ่งมั่นอยากเป็นจอหงวน จึงมาฉางอันเพื่อเรียนรู้วิชาและสอบเข้าเป็นบัณฑิตขอรับ”
“อ้อนแอ้นปวกเปียกเช่นเจ้าคิดจะเป็นบัณฑิตงั้นรึ” ดรุณีน้อยเอ่ยทะลุกลางปล้อง
เยี่ยเชียนเชียนดึงแขนบุตรสาวเข้าหาตัวแล้วเอ่ยตำหนิ “เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็กอย่าพูดกับพี่ชายเช่นนั้น”
“พี่ชาย? ท่านแม่จะบอกว่าเขาเป็นพี่ชายข้างั้นรึ” นางโวยวายหน้าง้ำ มองสบดวงตาลึกล้ำของบุรุษแปลกหน้า เมินหน้าหนีอย่างถือดี ก่อนตอบ “ข้ามีพี่ชายคนเดียวคือพี่หลง”
“เฮ้อ เช่นนั้นก็ไปเที่ยวเล่นของเจ้าก่อนไป๊” มารดาโบกมือไล่
“ท่านแม่! ข้าก็มิใช่เด็กน้อยแล้ว”
“เกิดมาแค่สิบสี่ปี หรือเจ้าจะบอกว่าโตเป็นผู้ใหญ่กันเล่า” เยี่ยซือเอ่ยพลันกระตุกยิ้มขบขัน ก่อนจะพยักหน้ากับหานลู่ที่รู้กันว่าจัดการลากดรุณีน้อยออกไปจากห้อง
นางขัดขืน แต่ก็ถลาตามแรงดึงของหนุ่มน้อยที่ร่างใหญ่โตกว่า แต่เมื่อลับตาก็สะบัดแขนออกทันที
“เจ้าอย่ามาวุ่นวายกับข้า!”
หานลู่ส่ายหน้าไปพลางตัดพ้อพลาง “เจ้าจะให้ข้าโดนพ่อเจ้าทำโทษหรืออย่างไร อย่าลืมสิว่าข้าเป็นเพียงลูกของแม่ครัว มิใช่คนที่จะต่อกรกับพ่อเจ้าได้”
“ข้าขอโทษ” นางคลายเสียงก้าวร้าวลงแล้วเดินตามร่างสูงกว่าไปโดยดี แต่หานลู่ไม่ยอมหยุด จนนางต้องดึงแขนแล้วกระชากกลับ
“พี่ลู่จ๋า... ข้าขอโทษน้า”
หานลู่ชะงัก ริมฝีปากเผยอยิ้มทันที แต่ยังคงไว้ท่าไม่ยอมหันมอง ดรุณีน้อยคว้าแขนอีกฝ่ายเขย่าไปมาออดอ้อน อีกฝ่ายจึงถอนใจหันมาปั้นหน้าบูดบึ้งใส่
“เจ้าก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง จะให้ทำอย่างไรกับเจ้าดี”
“ก็ไม่ต้องทำ” นางเอ่ยพลางเดินนำลิ่วไป “ข้าไปแล้วขี้เกียจเห็นหน้าเจ้า”
“แล้วเจ้าจะไปไหนหรือหย่งอี้!”
“ข้าก็จะไปเก็บว่านน้ำให้ท่านพ่อ มิเช่นนั้นมีหวังโดนบ่นเป็นไอ้ใบ้กินบอระเพ็ดอีกแน่”
นางว่าพลางก้าวฉับ ๆ ออกไปทางลำน้ำ หานลู่ส่ายหน้าเบา ๆ กับอารมณ์แปรปรวนของดรุณีน้อย พลันสีหน้าระอาก็แปรเปลี่ยนแทนที่ด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะก้าวตามนางไปพลางร้องเรียกไปพลาง
“ข้าไปด้วย!”
เยี่ยเชียนเชียนถือถาดอุปกรณ์ทำแผลออกจากห้องคนป่วยทันเห็นหลังไว ๆ ของบุตรสาวกับเด็กหนุ่มก็พลันบังเกิดรอยยิ้มเอ็นดู
นางมาอยู่ที่นี่ได้กว่าสิบห้าปีแล้ว อย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าบรรณาการมีชีวิตจากฉางอันจะได้อยู่กินกับคนแซ่เยี่ยผู้น้อง บุตรผู้นำเผ่าหรวนตี้คนเก่าที่สืบบรรพชนมาจากแถบทะเลทรายโกบี และเป็นเผ่าที่เกรียงไกรที่สุดของเหล่าซยงหนู เหตุเพราะบิดาของนางเป็นดองกับเชื้อพระวงศ์ปลายแถวที่ถูกส่งมาเจริญสัมพันธไมตรีอย่างลับ ๆ ทำให้หรวนตี้มีหน้ามีตากว่าเผ่าใด
แต่สิ่งใดในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้ เหตุแห่งความหมองใจของสองพี่น้องล้วนเกิดเพราะนางทั้งสิ้น!
“คิดเรื่องอันใดอยู่หรือ”
“ท่านพี่” นางช้อนตามองผู้เป็นสามี ชะโงกมองหน้าประตูก่อนเอ่ย “คนผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ได้ถามไถ่เอาความจริงแล้วหรือไม่”
เยี่ยซือพยักหน้า จูงมือข้างที่ว่างของภรรยาพาเดินไปด้วยกัน นางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แค่เพียงพ้นระยะหน้าประตูสามีก็หยุดลง
“น่าจะเป็นบัณฑิตธรรมดาไม่มีพิษสงใด”
“เช่นนั้นท่านพี่จะไล่เขาไปเลยหรือไม่” นางเอ่ยถามสีหน้าหวาดหวั่น แต่เยี่ยซือเพียงยิ้มบาง ๆ
“ให้เขาอยู่ที่นี่จนกว่าอาการจะดีขึ้นก่อน ระหว่างนี้เขาอาสาตอบแทนน้ำใจที่เราช่วยเขาด้วยการสอนหนังสือให้หย่งอี้กับอาลู่เป็นการตอบแทน เจ้าว่าดีหรือไม่”
เยี่ยเชียนเชียนนึกไปถึงภาพบุรุษหนุ่มที่นอนป่วยภายในห้องแล้วได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ ดวงตาแฝงความกังวล แต่คลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อสบตาผู้เป็นสามี
“ก็ดี”
“ข้ามิได้เสนอ เป็นเขาเองที่บอกความต้องการ เพราะอยากตอบแทนบุญคุณที่เราช่วยชีวิตเขาไว้”
“นับว่าเป็นคนมีน้ำใจ” นางกล่าวได้เพียงนั้นก็ยิ้มจาง ๆ ส่งให้ ที่นางยังคงกังวลไม่มั่นใจคือไม่รู้ว่าคุ้นตาคนผู้นี้จากที่ใดกันแน่...
ห้าวันผ่านพ้น...
หวังหลี่เฟิงอาการดีขึ้นสามารถลุกเดินเหินได้ ดวงหน้าคมคายใต้ไรเคราครึ้มคลายความซีดเซียวจากอาการเจ็บป่วยลงไปมากจนเกือบหายเป็นปกติ จะมีก็แต่บาดแผลที่ทิ้งรอยยาวไว้ตรงหน้าท้องเท่านั้นที่ยังบ่งบอกว่าร่างกายยังไม่สมบูรณ์ดี
วันนี้เฉกเช่นเดียวกับเมื่อวานที่เขาเพ่งมองออกไปนอกหน้าต่างมองความเป็นอยู่ของผู้คน แต่กลับต้องแปลกใจที่ภายนอกเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงจอแจอย่างเคย
ครู่ต่อมาหวังหลี่เฟิงถึงกับสะดุ้ง ผุดลุกถอยหลังจากหน้าต่าง พริบตาเดียวก็ก้าวไกลกว่าสี่ศอก มือถือจอกสั่นเทาจนชาสีน้ำตาลอ่อนหล่นลงมา แต่เท้ากลับเตะจอกขึ้นก่อนที่มันจะหล่นพื้น ปลายนิ้วคว้าเกี่ยวไว้ได้ด้วยความรวดเร็ว จนแม้แต่ชาสักหยดก็มิอาจกระเด็นไปได้
หานลู่ที่ลอบมองอยู่นอกหน้าต่างถึงกับเบิกตากว้างด้วยความไม่ไว้ใจที่มีเป็นทุนเดิม เขามิอาจส่งเสียง ด้วยหวังว่าจะจับผิดอีกฝ่ายว่าคิดร้ายแฝงตัวเข้ามาหรือไม่
เพล้ง!
เสียงดังจากด้านในทำให้เด็กหนุ่มถึงกับผงะ ชั่วครู่เขาเหมือนกับเห็นดาวเดือนเพราะแรงกระแทก และปวดแปลบฉับพลันทันใด
“โอ๊ย!”
เพราะไม่ทันระวังตัวจึงถูกเศษเครื่องเคลือบกระเด็นใส่ศีรษะอย่างจังจนเผลอร้องออกมา และไม่เพียงเท่านั้น เด็กหนุ่มยังโผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้าต่าง คลำหน้าผากที่โลหิตไหลลงเป็นทางด้วยความเจ็บปวด แต่พอนึกได้ก็ตกใจยิ่งกว่าที่พบว่าหวังหลี่เฟิงเดินมาหยุดตรงหน้าจ้องอย่างไม่วางตา
“เจ้า! เหตุใดจึงมาอยู่ตรงนี้” หวังหลี่เฟิงเอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้น
“โอ๊ะโอ! ข้าเดินผ่านมาพอดี เห็นพี่ชายผู้นี้ช่างไหวพริบล้ำเลิศ ใช้นิ้วเกี่ยวจอกชาที่กำลังร่วงไวจนน่าทึ่ง”
“แต่เสียทีที่ไม่พ้น ในที่สุดมันก็หล่นอยู่ดี” หวังหลี่เฟิงตอบพลางบุ้ยใบ้ให้หนุ่มน้อยมองตาม แล้วเอ่ยต่อ “ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าที่ร้องเมื่อครู่”
“ก็เป็นข้าสิขอรับเสียงหล่อปานนี้ หรือพี่ชายอยากให้เป็นผู้ใด หรือว่าอยากให้เป็นหย่งอี้”
“อย่าพูดเป็นเล่น นางยังเด็กนัก” หวังหลี่เฟิงปราม
“ถึงเด็กเช่นนั้น แต่ว่ากันตามจริง หญิงในหมู่บ้านมีลูกหลายคนแล้วนะขอรับ” หานลู่กระตุกยิ้มพร้อมจ้องจอกในมืออีกฝ่าย แล้วเอ่ยต่อ “แต่พี่ชายสิ หากไม่บอกว่าเป็นบัณฑิต ข้าต้องคิดว่าเชี่ยวชาญเชิงยุทธ์มากกว่าหัดเรียนเขียนตำราแน่นอน”
“เจ้าก็พูดเกินไป ข้าเพียงแต่ตกใจ จึงเผลอรับได้เท่านั้น”
“แต่ที่หล่นไปนั่นเหตุใดเป็นกาชามิใช่จอกเล่า” หานลู่ยังตั้งข้อสังเกต
“เจ้าจะสนใจเรื่องของข้าไปไย” หวังหลี่เฟิงกล่าวเสียงเย็น มือที่กำจอกที่น้ำชายังอยู่เต็มวางลงบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยต่อ “หรือมีธุระอันใดกับข้า หรือว่าแม่นางน้อยแกล้งเจ้าอีกแล้ว”
“มิใช่เช่นนั้นหรอกพี่ชาย” หานลู่แบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนชูเครื่องปั้นดินเผาลักษณะคล้ายไหทำจากดินยื่นให้ “หย่งอี้ให้ข้านำสิ่งนี้มาให้ป้าเชียนต่างหาก”
“หืม แต่ท่านป้าเชียนอยู่ตรงโน้นมิใช่ทางนี้ แล้วเจ้า...”
“กะ... ก็นี่มันทางลัด” หานลู่ถูกต้อนจนอับจนคำพูดอีกครา
หวังหลี่เฟิงชะโงกดูถึงกับผงะ ผลักไหคืนแล้วย้อนถาม “ข้าเพิ่งรู้ว่าแถบนี้มีปลาไหลด้วย”
“พี่ชายรู้จักเจ้าปลานี่ด้วยหรือ” หานลู่ทำตาโต เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงรีบบอก “หย่งอี้บอกว่าเอามาตุ๋นบำรุงลมปราณเสริมกำลังวังชาให้พี่ชายจะได้หายเร็ว ๆ แล้วจะได้รีบไปจากหมู่บ้านเราเสียที”
“อ้อ... ที่แท้นางก็หวังดีอยากช่วยให้ข้าไปจากที่นี่เร็ว ๆ”
“เป็นเช่นนั้น เอ๊ย! มิใช่เช่นนั้น”
“ไม่เป็นไร แต่ว่ากันตามจริงข้าชักจะติดใจที่นี่ โดยเฉพาะพวกเจ้ามีน้ำใจต่อข้า แม้แต่ปลาไหลเจ้ายังจับมาตุ๋นให้”
“ข้ามิได้เป็นคนจับหรอก” หานลู่อมยิ้มภาคภูมิคล้ายยอมรับ แต่สุดท้ายกลับส่ายหน้าแล้วเอ่ยต่อ “ทั้งหมดนี่ฝีมือหย่งอี้ของข้าต่างหาก นางเก่งสารพัดที่คนอย่างข้าทำไม่ได้”
“หย่งอี้ของเจ้างั้นรึ หึหึ ดูพวกเจ้าจะรักใคร่กันดีนะ”
“ใช่แล้ว... ก็นางเป็นทั้งพี่น้อง เป็นเพื่อนรักของข้า แล้วก็ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าอาจจะกลายเป็นอย่างอื่น”
บัณฑิตหนุ่มเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกขึ้นเผยรอยยิ้มขบขัน พอเห็นสีหน้าหนุ่มน้อยก็ตบบ่าอีกฝ่ายและเอ่ยเย้า “เช่นนั้นข้าก็ขอให้เจ้าสมหวัง”
“ข้าต้องสมหวังแน่นอนอยู่แล้วพี่ชาย” หานลู่ตอบพลางหน้าขึ้นสีเขินอาย “เช่นนั้นข้าเอาปลาไหลไปให้ป้าเชียนตุ๋นก่อนนะ หากหย่งอี้มาเห็นข้ายังอยู่ตรงนี้นางจะว่าเอาได้”
“ตามใจเจ้าเถิด ข้าขอไปเดินเล่นสักครู่”
“อย่าไปไกลนะ ใกล้ได้เวลากินข้าวเย็นแล้ว หากกลับมาช้าระวังจะไม่มีของอร่อยเหลือ” หานลู่กำชับ
หวังหลี่เฟิงหันกลับมาโบกมือ ก่อนจะเดินไปทางด้านหลังหมู่บ้าน เขาสังเกตตั้งแต่มาพักอยู่ที่นี่แล้วว่าบุตรชายหัวหน้าหมู่บ้านและสมุนสี่ห้าคนมักจะปลีกตัวไปทางนั้นบ่อย ๆ จนเขาอยากรู้ วันนี้สบโอกาสไม่มีผู้ใดอยู่ในหมู่บ้านจะได้ไปสำรวจสักครั้ง
หานลู่มองบัณฑิตหนุ่มเดินลับหายไปก็ได้แต่ส่ายหน้า เลิกให้ความสนใจแล้วออกเดินไปทางห้องครัวแทน แต่ไม่นานก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง
“อาลู่!”
“หย่งอี้หย้า! ข้าตกใจหมด” หานลู่ถอนใจเฮือก “ข้าก็นึกว่าพี่หลี่เฟิงย้อนกลับมา”
“ย้อนกลับ? หมายความว่าอย่างไร เขาไปไหนรึ“
