บท
ตั้งค่า

2 ข้าชื่อหวังลี่เฟิง

นางคิดในใจได้เพียงนั้น ดวงตาซุกซนโชนแสงวูบหนึ่ง ก่อนจะรุดเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วใช้ไม้เขี่ย ๆ แต่เพราะคนผู้นั้นนอนคว่ำหน้า นางจึงไม่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นตายร้ายดีอย่างไร

สุดท้ายนางจึงทรุดนั่งคุกเข่า จับเนื้อตัวเปียกปอนของอีกฝ่ายพลิกให้นอนหงาย แล้วปัดผมที่ปรกเต็มหน้าออก จึงพบว่าบุรุษผู้นี้มีดวงหน้าคมคาย

อา... คนผู้นี้เหตุใดมีดวงหน้างดงามราวเทพจุติ!

นางชะงักไปครู่ที่รู้ตัวว่าหน้าแดงซ่านซับสีเลือดฝาดด้วยความเอียงอาย พลันสะบัดศีรษะที่คิดบ้าบอ ก่อนจะตบหน้าอีกฝ่ายเบา ๆ เรียกสติ

“นี่เจ้า เจ้า ตายแล้วหรือไม่”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงร่างขาวซีดนอนนิ่งไม่ไหวติงและลมหายใจเข้าออกเป็นระยะราวกับกำลังหลับลึกเสียเต็มประดา เพียงได้ยินเสียงกรนเยี่ยหย่งอี้ถึงกับผงะ

“เจ้ายังไม่ตาย!”

นางเขย่าร่างอีกฝ่าย ฉับพลันก็รู้สึกเหมือนเลือดลมในกายตนสูบฉีดรุนแรงอย่างไม่เคยเป็น เพียงได้พิศดวงหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักของคนผู้นี้...

เพียงครู่ที่เยี่ยหย่งอี้หันรีหันขวางระวังภัย เสียงไอถี่ ๆ ก็ดังขึ้นพร้อมร่างอาบโลหิตของคนผู้นี้ที่เอียงกายตะแคงตัวงอราวเจ็บปวดทรมาน ทำให้นางต้องค้อมตัวลงมองด้วยความสับสนในใจอีกครั้ง

“เจ้า! ได้ยินข้าหรือไม่!”

“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย”

เยี่ยหย่งอี้ประคองร่างอีกฝ่ายขึ้นพิงอกนาง ลิ่มเลือดที่ทะลักออกจากปากของคนผู้นี้ทำให้นางใจกระตุก ก่อนตบหน้าเขาเบา ๆ เรียกสติ

“แข็งใจไว้! ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอ”

“ช่วยข้า... ข้ายังไม่อยากตาย” เอ่ยเพียงนั้นเสียงก็ขาดห้วงลง

ดรุณีน้อยลุกขึ้นพรวดพราด ดึงแขนอ่อนปวกเปียกของอีกฝ่ายที่ยังพอมีสติขึ้นคล้องไหล่ มืออีกข้างโอบเอวหนา แม้จะหนักแต่ความอยากช่วยมีมากกว่า ทว่าเพียงแค่จะก้าวเดินร่างนั้นก็ทรุดลงอีก

“โอ๊ย! เจ้าทำข้าล้มกลิ้งไปกับเจ้าแล้ว” นางตวาดลั่น

“เจ็บ...”

“ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บปวด แต่แข็งใจหน่อยค่อย ๆ ก้าว ข้าอุ้มเจ้าไม่ไหวหรอกนะหากเจ้าไม่ช่วยตัวเองด้วย”

“ขะ... ข้าขอโทษนะ... เจ้าหนู”

หา! เจ้าหนู!

เหตุใดคนผู้นี้เรียกนางว่าเจ้าหนู!

เพียงเท่านั้นร่างอรชรก็ปล่อยมือ เป็นผลให้อีกฝ่ายล้มลงอีกครา ดวงตาสีน้ำตาลลึกล้ำของนางถึงกับกลอกไปมาอย่างสะกดอารมณ์ ก่อนจะร้องลั่น “ไอ้คนตาถั่ว มีปากไว้พูดจาหาเรื่องเช่นเจ้าควรปล่อยให้ตายเป็นเหยื่อนกกา”

นางโมโหหนัก พลันจะทิ้งจริงจัง แต่อีกฝ่ายมิได้รู้ความ เพราะอาการเจ็บปวดยังไม่บรรเทา ฝ่ามือแข็งแรงราวคีมเหล็กจึงเกาะแขนนาง ก่อนจะแข็งใจลุกขึ้นตามสติที่ยังพอมี

ร่างผอมสูงมีมัดกล้ามเล็กน้อยไม่ได้เก้งก้างอย่างหานลู่ แต่ทำให้นางเจ็บเพราะแรงดึงถึงกับหน้าเหยเก

“โอย... ข้าจะทำอย่างไรกับคนตาถั่วเช่นเจ้าดี”

ถึงปากจะว่าเช่นนั้น แต่ก็ก้มช้อนร่างอีกฝ่ายด้วยท่าทางทุลักทุเลพอกัน ฉับพลันร่างสูงเก้งก้างของหานลู่ก็โผล่พรวดเข้ามาดักหน้า

“หย่งอี้หย้า!”

“อาลู่ปวกเปียก! เจ้ามาพอดีเลย ช่วยข้าแบกคนผู้นี้หน่อยเร็ว!” นางออกคำสั่งทันที

“เขาคือใคร เหตุใดได้รับบาดเจ็บถึงเพียงนี้” หานลู่ถามหน้าตื่น รุดเข้าประคองร่างสูงใหญ่กว่าตนอีกด้านกับดรุณีน้อย

“ไม่รู้ ข้ายังไม่ทันลงน้ำก็พบคนผู้นี้นอนหมดสติอยู่ก่อนแล้ว”

“นี่มิใช่ที่ที่บุคคลภายนอกจะผ่านเข้ามาโดยง่าย”

“ก็จริงของเจ้า”

“เช่นนั้น เจ้าคิดว่า...”

“ว่าเว่ออันใดกันเล่า เร็วเข้าพาไปหาท่านพ่อข้าก่อนที่เขาจะตายกลายเป็นผีเฝ้าลำน้ำดีกว่า”

“แต่ว่า...” หานลู่อึกอัก

“อย่าบอกว่าเป็นพวกสอดแนม เจ้าดูสภาพเขาสิจะตายอยู่แล้ว” นางชี้นิ้วยืนยันคำพูด

หานลู่มีสีหน้าลำบากใจ แต่เพื่อมนุษยธรรมเขาจึงรุดเข้าไปช่วยดรุณีน้อยที่ทุลักทุเลเต็มที

“เช่นนั้นข้าแบกคนผู้นี้เอง ส่วนเจ้าก็คอยประคองหลังเถอะ”

หานลู่อาสาพลันทรุดนั่งคุกเข่า โดยมีเยี่ยหย่งอี้ช่วยจัดคนเจ็บขึ้นหลัง แล้วนางคอยช่วยพยุงพาข้ามลำน้ำไปหมู่บ้านได้อย่างทุลักทุเลพอควร

เกือบสองชั่วยามกว่าบุรุษนิรนามจะขยับตัว หานลู่ที่สัปหงกเฝ้าอยู่ข้างเตียงถึงกับผุดลุกเข้าหา แนบหูฟังเสียงพึมพำคล้ายละเมออีกครั้ง

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หานลู่เอ่ยถาม

คนผู้นั้นค่อย ๆ ปรือตาขึ้น ก่อนจะยกมือขยี้ตาเล็กน้อยแล้วขยับปากถามเสียงแผ่ว “ที่นี่คือ?”

“เฮ้อ พอฟื้นขึ้นมาก็ถามเลย นอนไปก่อนเถอะ อย่าเพิ่งพูดจามากความ ข้าขี้เกียจตอบคำถามซ้ำซาก“

“ที่นี่คือ?”

“รู้แล้วอย่างไร ไม่รู้แล้วอย่างไร” เยี่ยหย่งอี้ส่งเสียงมาก่อนตัวจะก้าวเข้ามาพร้อมถาดยาในมือ ดวงหน้างอง้ำของดรุณีน้อยออกอาการไม่เต็มใจยิ่งนัก

“หย่งอี้หย้า! เจ้าพูดจากับคนป่วยให้มันดี ๆ เขาแก่เป็นพี่ชายเจ้าได้แล้วนะ”

“ข้ามีพี่ชายคนเดียว” นางเอ่ยเสียงขึ้นจมูก

“แล้วข้าเล่า” หานลู่จ้องนางด้วยสายตาตำหนิ ถึงอย่างไรเขาก็แก่กว่านาง แต่กลับไม่ได้รับความเกรงใจ

“เจ้าเป็นเพื่อนข้า หาใช่พี่ชายไม่” นางว่าจบก็เอื้อมมือไปเปิดคอเสื้อคนป่วยที่นอนกระสับกระส่าย “ไหนให้ข้าดูแผลเขาก่อน”

“จะบ้ารึ! เจ้าเป็นหญิงจะขอดูร่างกายเพศตรงข้ามได้อย่างไรกัน”

“ก็เขาบาดเจ็บ”

“ข้าจะดูเอง”

“นี่เจ้าคิดอะไรอยู่ อาลู่ปวกเปียก” นางต่อว่าหน้าง้ำ

“ก็ไม่ใช่หน้าที่ของสตรีเช่นเจ้า!” หานลู่ตวาดพลันปัดมือนางแล้วลุกขึ้นมาขวาง ก่อนเอ่ยต่อ “ถึงเจ้าจะเป็นเด็กเล็กแต่ก็เป็นหญิง มิควรแตะต้องชายใดที่มิใช่ญาติพี่น้องหรือพ่อ เจ้าก็น่าจะรู้ธรรมเนียมของเผ่าเราดี”

“เจ้าก็อย่าบอกใคร”

“รู้อยู่แก่ใจไม่บอกได้รึ” หานลู่ส่ายหน้าระอา

“จะเป็นไรไปเล่า อย่างเจ้าข้ายังเตะต่อยได้เลย” นางว่าพลางยักไหล่ไม่เกรงกลัว พริบตาเดียวร่างอรชรก็ถลาเข้าเปิดคอเสื้อคนผู้นั้นดูบาดแผลที่ถูกโปะด้วยสมุนไพรฤทธิ์ฝาดจนท่วมมิด

“ถอยออกมาเดี๋ยวนี้นะหย่งอี้!” หานลู่ตวาดซ้ำ

“ที่แท้ท่านแม่ก็ยอมรักษาเขา ข้ารึก็คิดว่าจะตายเสียแล้ว...”

หานลู่ถึงกับหน้าถอดสี รีบปราม “เจ้ามิควรเอาความเป็นความตายผู้อื่นมาล้อเล่น”

“เจ้าคิดหรือว่าข้าล้อเล่น” นางว่าพลางกำหมัดใส่อีกฝ่าย “ข้าก็แค่เห็นว่าเลือดเขาออกมากถึงเพียงนั้น ถ้าอยู่ไม่ไหวตายไปจะได้ไม่เป็นภาระผู้อื่นหากพิกลพิการ”

“เจ้านี่ช่างวาจาร้ายกาจ!”

พอตวาดนางครู่เดียวเขาก็หันหน้าหนี แต่กลับชะงักเพราะเสียงกระแอมจากด้านหลัง รั้งท้ายด้วยสตรีสูงวัยรูปร่างผอมเพรียวอีกหนึ่ง ทำให้หานลู่ผุดลุกถอยหลังออกห่างเตียง

“เป็นอย่างไรบ้างคนป่วยของเจ้า”

“เขาหาใช่คนป่วยของข้าไม่” นางเอ่ยพลันค้อนบิดา แต่เมื่อเห็นสายตาดุก็กลัวหงอ “ข้าแค่เป็นคนเจอเขาเท่านั้นท่านพ่อ”

“นับว่ามีวาสนา เจ้าจึงได้ช่วยชีวิตเขา” บิดาเอ่ยพลางลูบเคราครุ่นคิด

เพียงพิศดวงหน้าเยี่ยซือก็คิดหนัก เพราะคนผู้นี้แม้อายุไม่มาก แต่หน้าตาช่างละม้ายใครบางคนเสียจนอดคิดไม่ได้

“ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ หรือว่าจะเป็นพวกฝั่งโน้นส่งคนมาหาข่าว”

“ข้าว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น เขาหรือจะเป็นพวกอาชาเหล็กของต้าฮั่น ดูอ่อนแอถึงเพียงนี้”

“เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไร”

“ก็ข้าไม่เห็นเขามีอาวุธ” นางยังคงยืนกราน

แต่หานลู่ลูบคางพลางครุ่นคิด ก่อนจะตั้งข้อสังเกต “หากที่เจ้าว่าไว้ ไม่มีร่องรอยผู้อื่นที่ลำน้ำ ไม่ว่าขบวนพ่อค้า ม้า อูฐ เป็นไปได้หรือที่มันจะเดินหลงทางมา”

“ข้าก็คิดเช่นอาลู่ เราอย่าเพิ่งไว้วางใจ” เยี่ยซือเอ่ย

เยี่ยหย่งอี้โดนบิดาตำหนิจึงรีบกลบเกลื่อน “ท่านพ่อเชื่อข้าสิ ข้าเอาหัวเป็นประกันเอง หากมันผู้นี้กล้าทำร้ายพวกเรา ข้าจะฆ่ามันเอง”

ผู้เป็นบิดาฟังจบได้แต่ส่ายหน้าก้าวมายืนข้างเตียงพินิจดวงหน้าคมคายไรหนวดประปรายนั้นอย่างครุ่นคิด คนผู้นี้น่าจะเพิ่งต้นยี่สิบ หากเป็นคนของต้าฮั่นก็อาจจะเป็นพวกบัณฑิต ดูจากรูปร่างมิได้มีท่าเป็นคนน่ากลัวเกรงเท่าไรนัก หรือบางทีอาจเป็นพวกพ่อค้าจากทางใต้ที่หลงทางจากขบวนกองเกวียนที่มารวมกันเป็นคาราวานไปแคว้นคัชการ์

ครู่หนึ่งเยี่ยเชียนเชียนผู้เป็นมารดาก็ตามเข้ามาแล้ววางถาดอาหารที่โต๊ะกลางห้อง ก่อนจะก้าวมายืนเคียงคู่

“ยังไม่รู้สึกตัวอีกหรือ” นางเอ่ยถาม

ดรุณีน้อยจึงชะโงกมองร่างบนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยบอกมารดา “เขาฟื้นแล้ว แต่ยังดูสะลึมสะลือค่ะท่านแม่”

“ไหน... ให้แม่ดูที รึว่าเป็นผู้ใด เผื่อจะเป็นคนคุ้นหน้าหากว่าอยู่แถบกำแพงเมือง”

“ดีเหมือนกัน ข้าอยากให้แน่ใจว่ามิใช่พวกสอดแนมเข้ามาในหมู่บ้านเรา” เยี่ยซือกล่าวเสียงขรึม

“บาดเจ็บปางตายเช่นนี้เห็นทีมิใช่” เยี่ยเชียนเชียนกล่าวจบรุดนั่งข้างเตียง แตะชีพจรอีกฝ่ายพลางเพ่งพินิจดวงหน้าซูบเซียว ก่อนหันไปหาสามีและบุตรสาว “ข้าไม่เคยเห็นหน้า เขาอาจเป็นพวกพ่อค้าเร่จริง ๆ”

“เจ้าแน่ใจได้อย่างไร” เยี่ยซือเอ่ย พลันคนที่พูดถึงก็สำลักออกมาอีกครั้ง

หนุ่มพเนจรปรือตาขึ้นมองมือเล็กนุ่มนิ่มที่บีบปากเขาให้อ้าออกแล้วกรอกยาสมุนไพรอุ่นลงคอ รสชาติฝาดเฝื่อนทำให้บุรุษหนุ่มหรี่ตาลงด้วยรสฝาดติดปลายลิ้น แต่มือเล็ก ๆ กลับกระแทกชามยาใส่อย่างเสียไม่ได้จนสำลักออกมาอีกรอบ

“เบา ๆ สิ พ่อให้เจ้าดูแลมัน มิได้ให้มาฆ่ามัน”

“เช่นนั้นให้อาลู่ปวกเปียกทำก็ได้” นางว่าพลางยื่นชามแล้วพยักพเยิดให้หานลู่ “เป็นหน้าที่เจ้าแล้วใช่หรือไม่พี่ชายลู่”

ประโยคลงท้ายเสียงอ่อนหวานทำให้หานลู่พยักหน้ารับด้วยความจำใจ ซ้ำยังตอบรับเป็นมั่นเหมาะ “ข้าดูให้เองขอรับท่านลุง คนผู้นี้หายจะได้รีบไล่ออกไปจากหมู่บ้าน”

“ดี!” เยี่ยซือพยักหน้ารับ

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือข้า...”

เยี่ยซือหรี่ตามองดวงหน้าคมคายที่มองมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มล้ำลึกของบุรุษหนุ่มแน่วแน่ ไม่มีแววล่อกแล่กหรือเกรงกลัวเขาเฉกเช่นคนอื่น

ครู่หนึ่งประมุขหมู่บ้านหรวนอี้ก็กระตุกยิ้ม รู้สึกถูกชะตากับอีกฝ่ายอย่างประหลาด จึงเอ่ยถามเสียงอ่อนลง “ว่าแต่เจ้าเถอะ ชื่อแซ่ใด และมาจากที่ใด จะไปที่ใด”

“เอ่อ... คือข้า... ชื่อ”

“เจ้ากินหมี่ผัดกลางพายุ หรืออย่างไรจึงอ้ำอึ้งอยู่ได้”

“หย่งอี้! หยุดพูดจาสามหาว เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าเจ้ามากนัก” คราวนี้ผู้เป็นมารดาปรามบ้าง

เยี่ยหย่งอี้ถึงกับหน้าง้ำ จ้องบุรุษหนุ่มที่นอนตาปรอยหมดแรง ก่อนจะพูดเสียงเบาลง “ก็บอกพ่อข้าไปสิว่าเจ้าชื่ออะไร”

“คือ... คือว่าข้า”

“เอาเถิด เขาอาจจะยังอาการไม่ดี เอาไว้ก่อนก็ได้” ผู้เป็นมารดาเอ่ย

“ใช่ขอรับท่านลุง ท่านป้า” หานลู่จึงเสริมแล้วตัดบท “เอาไว้ค่อยถามไถ่เอาความเถอะ”

“เชอะ! ข้าก็มิได้อยากรู้” เยี่ยหย่งอี้เชิดหน้าเมินสายตาบุรุษหนุ่มที่มองนางไม่วางตา ดวงหน้าพลันเห่อร้อนไม่มีสาเหตุ นางไม่เข้าใจปฏิกิริยาตนเอง จึงได้แต่ทำท่าทางฮึดฮัดแล้วเดินตามบุพการีทั้งสองออกไป แต่ไม่ทันพ้นประตูก็ได้ยินคำตอบที่ต้องการ

“หวังหลี่เฟิง... ข้าชื่อหวังหลี่เฟิง”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel