1 111 ปีก่อนคริสตกาล
ในช่วงกลางรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ ภายหลังจากเปิดเส้นทางสายไหมสู่เปอร์เซียได้สามปี การทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองมาก สินค้าส่งออกสำคัญจากจีน เช่น ไหม หยก เครื่องปั้นดินเผาล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าสำคัญ ขณะนั้นเส้นทางสู่ดินแดนเปอร์เซียต้องอาศัยการเดินทางเป็นกองคาราวานอูฐจากฉางอันไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่ดินแดนเมโสโปเตเมียที่ทอดข้ามผ่านสองทวีป คือเอเชียและยุโรป กินเวลายาวนานหลายปี การเดินทางผ่านทะเลทรายทากลิมากันข้ามผ่านเทือกเขาปารมีส์นี้ จึงถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ต้องขบคิด
แต่เพราะสิ่งที่ราชสำนักจีนต้องการมากที่สุดคือม้าพันธุ์ดีและทองคำจากเอเชียกลาง จึงต้องอาศัยการเจรจาผ่านทางคณะทูตที่แต่งตั้ง แต่กลับพบอุปสรรคมากมาย หนึ่งในนั้นคือการถูกโจมตีจากเหล่าคนนอกด่านที่รวมตัวเรียกว่า ‘ซยงหนู’ ทำการปล้นสะดมอยู่เนือง ๆ เหตุนี้ราชสำนักจึงต้องสูญเสียกองกำลังทางทหารจำนวนมากในการออกปราบปรามพวกนอกด่าน
แผ่นดินต้าฮั่นถึงคราวสู้รบหลายครา ล้วนแล้วแต่บาดเจ็บล้มตายและสูญเสียเงินทองมหาศาล จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อปราบปรามเหล่าซยงหนูให้สิ้นซาก...
หยวนดิ่ง ศกปีที่ 26 ในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่
ฟ้าหลังฝนท้ายฤดูกู่หยู่ส่งสัญญาณเข้าสู่ต้นฤดูลี่เซี่ย ข้าวสาลีออกรวงสะพรั่งชุ่มน้ำสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ทอประกายสว่างไสวบนเนินเขาไกลลิบตา
ร่างปราดเปรียวรุดลงคุกเข่ากลางทุ่งหญ้าสูงท่วมศีรษะที่บดบังมิดชิดราวไร้สิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหว มือขาวเนียนละเอียดข้างหนึ่งเงื้อเกาทัณฑ์ขนานกับลำตัว อีกข้างเล็งศรหมายปลิดชีพเป้าหมาย
กวางเนื้ออ่อนสีน้ำตาลตัวหนึ่งกำลังเลาะเล็มต้นหญ้ามิรู้กลอันตรายกล้ำกราย จนกระทั่งศรถูกปล่อยออกไป พริบตาเดียวความแรงของลูกศรที่ไร้แม้รอยลมก็พุ่งเข้าหากวางตัวนั้น แต่ศรพลาดเป้า มันวิ่งหนีสุดชีวิตลับหายไปในดงหญ้าสูงท่วมตัว
ร่างอรชรในชุดกางเกงผ้าป่านหยาบสีเทาทึมโยนเกาทัณฑ์ลงพื้น ผลุนผลันลุกเต็มความสูงรุดเข้าคว้าคอเสื้อคนขัดขวางจนอีกฝ่ายร้องลั่น
“โอ๊ย! เจ้าจะฆ่าข้าหรือหย่งอี้”
“เหตุใดเจ้าปัดคันเกาทัณฑ์ข้า!” เยี่ยหย่งอี้คำรามลั่น พลันชี้เป้าหมายที่กระโดดผลุงหนีสุดชีวิต พอมันลับตานางก็ผุดวาจาโผงผางต่อ “เจ้าเห็นหรือไม่ว่ามันหนีไปแล้ว!”
“ก็มันช่างน่าเวทนา ข้าทนเห็นเจ้ากระทำอำมหิตต่อมันไม่ได้!”
หานลู่โวยวายเสียงดังไม่พอ ยังพยายามดึงมือนางออกจากคอ แต่ไม่พ้น เพราะมือของดรุณีน้อยแข็งแกร่งราวคีมเหล็ก แม้จะเล็กบางสมตัว แต่นิ้วมือเรียวนุ่มนิ่มราวกับไม่เคยหยิบจับสิ่งใดกลับไม่คลายจากคอเสื้อเด็กหนุ่มที่สีหน้าหวาดกลัวลนลาน
“ปล่อยข้าเถอะหย่งอี้ ข้าจะหายใจไม่ออกแล้ว” หานลู่วิงวอนอีกครา
“อ่อนแอ... เจ้ามันคนอ่อนแอไร้สมรรถภาพ” นางว่าพลางกระตุกยิ้มหยัน ฉับพลันปล่อยมืออย่างรวดเร็ว
เพียงเท่านั้นร่างสูงกว่าก็ล้มหงายหลังลงกับทุ่งหญ้าจนร่างจมหายมิดศีรษะ ครู่หนึ่งร่างนั้นจึงผลุนผลันลุกขึ้น ตามเนื้อตัวผมเผ้าเต็มไปด้วยเศษหญ้าจนต้องปัดออกไม่รั้งรอ ปากพร่ำพูดก้มหน้าก้มตาไม่มองหน้านาง
“หย่งอี้หย้า! ข้าอายุมากกว่าเจ้า เหตุใดกลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้”
“เพราะเจ้ามันไม่เอาไหน ข้าจึงต้องแกล้งเจ้า”
“ไม่แกล้งข้าสักวันเจ้าจะตายหรือไม่” หานลู่บ่นกระปอดกระแปด สองมือปัดเศษหญ้าและฝุ่นดินออกอย่างเบื่อหน่าย
“เจ้ารนหาที่เองอย่ามาโทษข้า” นางเอ่ยพลันเชิดหน้าไปอีกทาง ก่อนจะก้มหยิบเกาทัณฑ์ขึ้นมาคล้องสายไพล่หลัง หยิบกระบอกเปล่าไร้ลูกศรขึ้นมาแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
หานลู่หน้าเหยเก นึกรู้แต่รับไม่ทัน จึงถูกกระบอกไม้เนื้อหนาที่ดรุณีน้อยขว้างใส่อย่างไม่ทันตั้งตัวกระแทกอกเสียงดังปึก หงายหลังลงอีกรอบจนต้องร้องโวยวาย
“โอ๊ย! หย่งอี้หย้า ข้าเจ็บไปหมดทั้งเนื้อตัวแล้วนะ เหตุใด...”
“เหตุใดเจ้าเอาแต่ถาม ไฉนไม่ถามตัวเองเล่าว่าเหตุใดจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้”
“ข้าก็เป็นชายเช่นนี้ ตัวเจ้าต่างหากที่เก่งกล้าเกินสตรีงามแห่งท้องทุ่งหญ้าของเรา”
“ข้าแกร่งหรือไม่แล้วอย่างไร” นางว่าพลางเท้าสะเอวจ้องหน้าอีกฝ่าย แววตาคุโชนด้วยความโกรธ
หานลู่เห็นท่าไม่ดีแสร้งทำเสียงสั่น “เจ้าก็จะหาคู่เรียงเคียงหมอนมิได้อย่างไรเล่า”
“เจ้าไม่ต้องมาแช่งข้า เจ้าบ้า!” นางตวาด แล้วเอ่ยย้ำความคิดตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้ “ข้าไม่จำเป็นต้องมีใครก็อยู่ได้”
“เจ้าได้อยู่โดดเดี่ยวแน่หากยังทำตัวแกร่งเกินหญิงเช่นนี้” หานลู่ย้ำ เพราะรู้ดีว่าจี้ใจดำอีกฝ่าย
จริงดังคิด...
เยี่ยหย่งอี้ฟังแล้วมีอารมณ์ทันใด!
“หากข้าไม่แกร่ง ท่านพ่อจะไว้ใจให้ข้าออกมาท่องเที่ยวนอกหมู่บ้านหรือไร อาลู่จอมปวกเปียก”
“ข้ามิใช่อาลู่จอมปวกเปียกนะ เจ้านี่ก็!” หานลู่เท้าสองมือดันตัวเองขึ้น แต่ไม่ทันไรก็ลื่นล้มอีก เพราะพื้นทุ่งหญ้าฉ่ำนองน้ำขังเต็มพื้น
ดรุณีน้อยถึงกับส่ายหน้าสังเวชใจ ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อหยิบของบางสิ่งออกมา หานลู่เห็นดังนั้นถึงกับถอยร่นลนลาน แต่ไม่ทันเมื่อแส้ถักจากหนังสัตว์สีแดงเพลิงสะบัดเฉียดร่างของเขาแทบหลบไม่พ้น
“จะลุกไม่ลุก!”
“อย่ามาเฆี่ยนข้า! ข้ามิใช่ม้านะ เจ้าบ้าไปแล้ว ท่านป้าช่วยข้าด้วย!”
“เก่งจริงอย่าหนีข้า! อาลู่ปวกเปียก!”
“ไม่หนีจะให้เจ้าฟาดหรืออย่างไรเล่า!”
หานลู่ร้องไปตอบไปแล้ววิ่งเต็มฝีเท้า ขายาวก้าวกระโดดหกล้มหกลุก แต่เสียงแส้ตวัดกระทบพื้นหญ้ายังตามมาไม่ลดละ อึดใจเดียวร่างสูงเก้งก้างก็ล้มลงกระแทกพื้น แล้วเสียงแส้ก็หยุดลงตาม
เจ้าของดวงตาเรียวรีแฝงแววขลาดเขลาหายใจหอบเหนื่อยเงยหน้ามองด้านหน้า เห็นรองเท้าหนังสัตว์สานเป็นตาข่ายรัดเท้าเก่าคร่ำคร่าก็รุดเข้ากอดขาอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยเสียงสั่น “ท่านลุง! ช่วยข้าด้วย หย่งอี้จะฆ่าข้าแล้ว”
“เจ้าโกหก!”
“ท่านลุงขอรับ หย่งอี้ขู่ข้าอีกแล้ว” หานลู่แสร้งทำเป็นกลัวตายหนักขึ้นเพราะรู้ว่าใครคือคนที่ดรุณีน้อยกลัว
“ข้ามิได้ขู่มันจริง ๆ ท่านพ่อ”
เพียงเท่านั้นผู้เป็นใหญ่ในหมู่บ้านถึงกับกระแอมห้ามปรามทันใด เยี่ยหย่งอี้รู้ตัวหดคอหงอไป แต่ไม่วายทักท้วง
“ท่านพ่อ! ความจริงแล้วคือข้า...” นางสวนกลับทันควัน ฉับพลันก็ต้องเงียบเสียงเมื่อคนตรงข้ามตวาดนางเสียงดังลั่นทุ่ง
“หยุดทำตัวเป็นเด็กได้แล้วหย่งอี้!”
“ท่านพ่อ!”
เยี่ยหย่งอี้ไหล่ห่อ แส้ในมือตกลงข้างตัว ใบหน้านวลซับสีชาด นางก้มลงซ่อนแววตาก้าวร้าวใส่ร่างสูงเก้งก้างบนพื้น จนผู้เป็นบิดาที่ยืนจ้องมือไพล่หลังอยู่ส่งเสียงคำรามอีกครา
“อย่าไปจ้องตาหาเรื่องอาลู่”
“ท่านพ่อ! ก็อาลู่...”
“หุบปาก!” บิดาแผดเสียงลั่น ก่อนออกคำสั่งเฉียบขาด “กลับบ้านไปหาแม่เจ้าเดี๋ยวนี้”
“แต่ข้า...”
“อีกไม่นานเจ้าจะต้องเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว ริอ่านประการใดจึงห้าวหาญล่าสัตว์อยู่อีกเล่า”
“ข้าเปล่า” นางโกหกตาใสอีก
“พ่อเห็นกวางวิ่งหนีจ้าละหวั่น”
“ทั้งยังเป็นกวางแม่ลูกอ่อนด้วยขอรับท่านลุง เห็นแก่ชีวิตน้อย ๆ ของลูกมัน ข้าจึงมิอาจทนเห็นหย่งอี้ไม่ไว้ชีวิตมันได้”
“ขี้ฟ้อง” ดรุณีน้อยว่าพลางสะบัดแส้เก็บเข้าอกเสื้อ ก่อนจะทิ้งสายตาชนิดหนึ่งให้อีกฝ่ายเป็นการคาดโทษ
“อย่าว่าอาลู่ ล่าสัตว์มิใช่หน้าที่ของสตรีเช่นเจ้า” บิดาเสียงกังวานกร้าว “หน้าที่ของเจ้าคือหัดหุงหาข้าวปลาตามอย่างแม่เจ้าจึงจะถูก”
“แต่ว่า... ข้า” นางเสียงอ่อย
หานลู่ที่ยืนสงบเสงี่ยมต่อหน้าประมุขหมู่บ้านเอียงคอมองร่างเล็กกว่าที่ฮึดฮัดเตะก้อนดินไปมา พอนางเงยหน้ามองก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันจากเด็กหนุ่มฉับพลัน
หน็อย!
เยี่ยหย่งอี้พุ่งตัวเข้าหา อีกฝ่ายที่ระวังตัวอยู่แล้วจึงกระโดดหลบเข้าหลังบิดานาง เพียงเท่านั้นดรุณีน้อยก็ชะงัก พลันถอยกรูดก่อนเอ่ยคาดโทษอีกฝ่าย “จำไว้! อาลู่ปวกเปียก”
“เจ้าพูดบ่อยจนข้าจำขึ้นใจแล้ว”
“ชิ! ข้าเกลียดเจ้า!”
นางว่าจบพลันหันหลังหนี แต่ที่คิดนั้นยังช้ากว่าบิดาที่คว้าคอเสื้อนางไว้ทัน ร่างอรชรลอยขึ้นเหนือพื้นเมื่อผู้เป็นบิดาใช้กำลังเพียงมือเดียวดึงคอเสื้อด้านหลังนางยกขึ้น
เยี่ยหย่งอี้ตวัดข้อมือและแกว่งเท้าไปมาในอากาศ แต่มิอาจทัดทานได้ เยี่ยซือปล่อยให้บุตรสาวขัดขืนจนพอใจ จึงวางนางลงแล้วริบเกาทัณฑ์ที่สะพายหลังนางส่งให้หานลู่รับไป
“เอาไปเก็บ ห้ามให้ลูกข้าแตะต้องแม้แต่ปลายเกาทัณฑ์”
“ไม่นะ ท่านพ่อ!”
“ขอรับท่านลุง” หานลู่ตอบรับแข็งขัน เท่านั้นก็ได้รับหมัดฝากมาในอากาศคาดโทษรอบสอง แต่เขาหาได้เกรงกลัว เพราะบิดานางให้ท้าย จึงยักคิ้วท้าทายอีกครั้ง
“ฝากไว้ก่อน!” นางคำราม
“เจ้าก็อย่าหาเรื่องอาลู่มากนัก พ่อขี้เกียจบ่นว่าเจ้าแล้ว”
“ข้ามิได้หาเรื่อง ก็บอกท่านพ่อแล้ว”
“แต่ที่พ่อเห็นหาเป็นเช่นนั้นไม่ เจ้าคิดว่าคนอย่างเยี่ยซือพ่อเจ้าโง่มากเช่นนั้นหรือ”
“หามิได้ท่านพ่อ” นางเอ่ยเสียงอ่อย “ท่านพ่อเป็นผู้นำหมู่บ้านย่อมต้องเก่งกาจพอที่จะนำหรวนตี้เกรียงไกรในภายภาคหน้าแน่นอน”
“พ่อมิอาจต่อกรกับลุงเจ้าที่เป็นผู้นำเผ่าหรวนตี้ตัวจริง เจ้าจงระวัง พูดมากไปไม่เป็นการดีกับหมู่บ้านของเรา”
เยี่ยหย่งอี้หน้าซีดคอหดทันใดเมื่อได้ยินชื่อผู้ที่ถูกเอ่ยถึง ได้แต่ตอบบิดาเสียงอ่อย “ท่านลุงคงไม่เห็นท่านพ่อเป็นเสี้ยนหนาม มิเช่นนั้นมีหรือจะแยกตัวไปตั้งรกรากในเขตกำแพงเมืองฉางอันได้”
“รู้เช่นนี้เจ้ายิ่งต้องระวังคำพูดเอาไว้รู้หรือไม่”
“ข้าย่อมรู้ ท่านพ่อ”
“เช่นนั้นจงไปที่ลำน้ำชำระล้างเนื้อตัวสกปรกมอมแมมของเจ้า แล้วหาว่านน้ำมาให้พ่อด้วย”
“แต่ว่าข้า...”
“อากาศมิได้หนาว เจ้าอย่าหาเรื่องไม่ทำตามที่พ่อสั่ง มิเช่นนั้นพ่อจะห้ามไม่ให้เจ้าเข้าไปวุ่นวายแถบประตูเมืองอีก”
“ท่านพ่อ! ข้าแค่ไป...” นางเอ่ยได้เพียงนั้นก็ถูกดับฝันด้วยคำพูดอีกครา
“ไม่ต้องแก้ตัว ทำเรื่องของเจ้าให้เสร็จแล้วค่อยไปหาแม่เจ้า อย่าให้พ่อรู้ทีหลังว่าเจ้าบิดพลิ้วขี้ขลาดแม้แต่อาบน้ำ” ผู้เป็นบิดาออกคำสั่งจบก็ทิ้งสายตารู้ทัน ก่อนเดินหันหลังกลับเข้าหมู่บ้านไป
นางเห็นดังนั้นก็ตีอกชกตัว เตะลมแล้งระบายอารมณ์ ก่อนตะโกนขึ้นฟ้าหมายให้บิดาได้ยิน
“โธ่! ท่านพ่อ ฝนเพิ่งสั่งลา น้ำในลำธารจะเย็นเพียงใดท่านพ่อคงไม่รู้หรอก ร้อยวันพันปีท่านพ่อยังไม่เคยอาบน้ำนี่นา”
ฉับพลันเสียงหัวเราะบาดลึกของเด็กหนุ่มกลับทะลุโสตประสาทลึกถึงก้นบึ้งหัวใจ ดรุณีน้อยแห่งหมู่บ้านหรวนอี้ หนึ่งในสาขาของเผ่าหรวนตี้แห่งดินแดนทุ่งหญ้าก็กัดฟันกรอด ก่อนเอ่ยเสียงลอดไรฟันต่อหานลู่ที่ยักไหล่เยาะเย้ย
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
“โอ๊ะ นึกหรือว่าข้าจะกลัว”
“แน่ใจนะว่าไม่”
“มีท่านลุงกับท่านป้าอยู่เคียงข้าง ข้าหรือจะกลัวเจ้า” หานลู่ไม่วายปากดีถากถาง
“เช่นนั้นเจ้าคงอยากลองดี” นางว่าเสียงเข้ม มือข้างหนึ่งทำทีล้วงหยิบของจากถุงปลายแขนเสื้อ
หานลู่เห็นดังนั้นนึกรู้ชะตากรรม แสร้งทำคอหด ค่อย ๆ ถอยหนีการคุกคาม ทว่านางเดินแกมวิ่งตามไปจะเอาเรื่อง แต่อีกฝ่ายรีบวิ่งตามบิดานางไป ทิ้งระยะจนนางเลิกติดตาม ได้แต่ส่งเสียงเรียก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะอาลู่ปวกเปียก! ถ้ายังไม่หยุดข้าจะฟ้องแม่เจ้า!”
เท่านั้นคนตกเป็นเบี้ยล่างก็หันมาแลบลิ้นปลิ้นตาร้องตอบ “ก็เรื่องของเจ้า แต่ที่แน่ ๆ ข้าคงได้ฟ้องแม่เจ้าก่อนเป็นแน่”
“เจ้านี่มัน!!”
“ดูเถิดว่าใครจะชนะ” หานลู่ว่าจบยักคิ้วให้แล้วหันหลังวิ่งไป
ดรุณีน้อยได้แต่ตีอกชกตัว ก่อนก้าวพรวด ๆ ไปทางลำน้ำหมู่บ้านด้วยความเบื่อหน่ายที่ต้องทำภาระที่บิดามอบหมาย
“เชอะ! คิดหรือว่าข้าจะกลัว”
นางบ่นพลางหยิบแส้ในแขนเสื้อออกมาฟาดถางทุ่งหญ้าจนเตียนราบตามแรงอารมณ์ ยิ่งฟาดแรงเท่าใดย่อมหมายถึงความพึงพอใจมากเท่านั้น
เหตุเพราะนางเป็นบุตรสาวคนเล็ก มีพี่ชายต่างมารดาอยู่หนึ่งคนคือเยี่ยหลง บุรุษหน้าบากร่างใหญ่ว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านรุ่นต่อไป เขาทั้งห้าวหาญกร้าวแกร่ง เป็นที่พึ่งของทุกคนในหมู่บ้าน นางชื่นชมในตัวพี่ชายมาก จนยึดถือเป็นแบบอย่าง
ถึงแม้กายเป็นหญิง แต่นางกลับแก่นแก้วเกินผู้ใด จึงมักติดตามบิดาและพี่ชายออกไปล่าสัตว์ ด้วยไม่เคยมีผู้ใดขัดใจ นางจึงทั้งห้าวหาญเชี่ยวชาญยุทธ์ ขี่ม้าล่าสัตว์ เรียนรู้การสะกดรอยและพรางตัวตามบิดาสอนสั่ง และทำได้ดีไม่มีสิ่งใดเหลือบ่ากว่าแรงไปได้
ร่างปราดเปรียวกระโดดโลดเต้นท่ามกลางทุ่งหญ้า พริบตาก็ถึงลำน้ำหลังหมู่บ้าน เป็นธารน้ำขนาดเล็กแยกมาจากแม่น้ำหวางเหอ ตัดผ่านแหล่งทำกินและอาศัย เป็นเขตแดนแบ่งแยกจากเผ่าอื่น ๆ
เพียงย่างเท้าลงแตะน้ำไหลเอื่อย เยี่ยหย่งอี้บังเกิดความเย็นวูบจับขั้วหัวใจ นางถึงกับหดขาหน้าซีด แต่เมื่อมองเนื้อตัวมอมแมมของตัวเองแล้วพลันทอดถอนใจ หากกลับไปในสภาพนี้เห็นทีบิดาคงลงแส้ ซึ่งนางจะมิยอมให้เป็นเช่นนั้น
“ฮึ! เย็นแล้วอย่างไร ไม่เย็นแล้วอย่างไร คนอย่างเยี่ยหย่งอี้หรือจะกลัวแค่น้ำเย็นเช่นนี้กันเล่า”
นางบ่นเสียงดังหมายปลดปล่อยอารมณ์ ก่อนจะถอดรองเท้าหนังสัตว์สานที่บิดาทำให้ออก เพียงเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสก้อนหินเย็นเยียบใต้น้ำเกือบครึ่งหน้าแข้ง ขนกายก็ลุกชัน
“โอ๊ย! ไม่ไหว ๆ ถึงข้าจะเก่งแล้วอย่างไรเล่า ข้าก็มิสู้น้ำเย็นเช่นท่านพ่อเหมือนกัน”
เฮ้อ!
นึกแล้วสังเวชตัวเอง ฉับพลันนางเหลือบเห็นบางอย่างลักษณะคล้ายสัตว์ก็มิใช่ กองหินก็ไม่เชิง ดูเหมือนเงาตะคุ่มที่นอนคว่ำอยู่ในน้ำ ครึ่งตัวโผล่ขึ้นเกยหินก้อนใหญ่ นั่นจะเป็นคนหรือไม่
นางขมวดคิ้ว ชั่งใจครู่หนึ่งจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไป จนพบว่าร่างที่นอนนิ่งนั้นมีลักษณะใหญ่โต มิใช่ช้างหรือม้า ทว่าจากลักษณะการแต่งกายชุดชายฮั่นฝูที่แตกต่างจากคนในเผ่าที่มักสวมใส่ชุดหนังสัตว์ นางจึงมั่นใจว่าบุรุษผู้มีกายกำยำครบสามสิบสองผู้นี้จะต้องมาจากที่อื่น อาจจะถูกน้ำพัดพามา แต่ร่างอาบโลหิตเกินเยียวยานั่นเกิดจากสาเหตุใด...
ตายแล้วหรือไม่!
แล้วมันเป็นผู้ใดกัน!
