บทย่อ
เธอคือคนที่ทำให้หัวใจเขากลับมาเต้น... ทั้งที่เธอคือคนในครอบครัวที่ทำให้เขาเหมือนตายทั้งเป็น ในวันที่โลกทั้งใบของ พีธวัต พังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่พ่อเขาไว้ใจมากที่สุดบ้านถูกยึด ธุรกิจล่มสลาย แม่ป่วย พ่อสิ้นหวัง เขาไม่เหลืออะไรเลย เขามีเพียงคำสาบานว่าจะไม่มีวันยกโทษให้ครอบครัวของ คนทรยศ! แต่แล้วโชคชะตาก็พาเขามาเจอศิรินทร์ หญิงสาวอ่อนโยนผู้จุดประกายความหวังในหัวใจที่แตกสลาย...ก่อนที่จะรู้ว่าเธอคือ ลูกสาวของคน...ทรยศ /*/*/*/ “ศิรินทร์ ปารเมศานนท์...” เขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งชัดเจน ราวกับเป็นการตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวด “...นี่ใช่ชื่อเต็มของคุณหรือเปล่า” ศิรินทร์นิ่งงันไปในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอหายไปหมดสิ้น สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและสับสน “ค่ะ...” เธอตอบเสียงแผ่วพร่าแทบไม่ได้ยิน “ขอโทษนะคะ ฉันลืมบอกชื่อเต็มให้คุณรู้หรือเปล่า” “ไม่จำเป็นต้องบอกหรอก...เพราะแค่ชื่อพ่อคุณ ผมก็จำได้ขึ้นใจแล้ว” เสียงแก้วกาแฟที่อยู่ในมือของพีธวัตดัง “กรึก” เล็ก ๆ ราวกับจะบีบมันให้แตกคามือ หัวใจของศิรินทร์เต้นรัวแรงขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ ความรู้สึกบางอย่างที่น่ากลัวกำลังคืบคลานเข้ามาหาเธอ “คุณ...หมายถึงอะไร”
บทนำ
รอยแผลจากวันวาน
สายลมยามเช้าพัดเอื่อยผ่านซอกตึกเก่าคร่ำคร่าริมถนนสายเล็ก ๆ ในย่านชานเมืองที่ดูสงบแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ้างว้าง เงาของตึกทอดตัวยาวทาบทับผืนดินเบื้องล่างอย่างเงียบงัน ไม่ต่างอะไรจาก ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่หน้าประตูไม้ผุพังบานเดิม พร้อมถังน้ำใบเล็กในมือ
พีธวัต ขยับปลายนิ้วแกร่งที่สั่นระริกเล็กน้อยจากความหนาวเย็นของอากาศยามรุ่งสาง เขาจุ่มผ้าขี้ริ้วลงในน้ำเย็นเฉียบจนชุ่ม ก่อนจะบิดมันอย่างชำนาญด้วยพละกำลังที่คุ้นเคย มือข้างหนึ่งยันบานประตูไม้เก่าเอาไว้มั่น อีกข้างค่อย ๆ บรรจงเช็ดทำความสะอาดกระจกหน้าบ้านที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองหนาเตอะ จนแทบมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
ภายในบ้านหลังนั้น ทุกสิ่งดูเงียบงันจนเกินไป เงียบเสียจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังเก่า ๆ เดิน “ติ๊ก ต๊อก” สลับกับการเต้นของหัวใจที่หนักอึ้งของเขาเอง
“แม่ครับ...ตื่นหรือยังครับแม่”
เขาเอ่ยถามเสียงเบาหวิว พลางก้าวเดินถือถังน้ำเข้าไปในตัวบ้านอย่างเชื่องช้า ราวกับกลัวจะรบกวนความสงบภายใน
เสียงขานรับที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ดังลอดออกมาจากบานประตูห้องนอนที่แง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อย
“แม่ยังไม่ตื่นดีหรอกลูก...แค่ลืมตาเฉย ๆ”
น้ำเสียงของหญิงสูงวัยฟังดูอ่อนแรงและโรยรา ราวกับเป็นเสียงของสายลมหอบสุดท้ายที่กำลังจะหมดแรงพัดพาไป
พีธวัตวางถังน้ำลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องนอนเก่า ๆ ที่มีเพียงเตียงไม้เก่าใบเดิมตั้งอยู่กลางห้อง ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาบีบรัด
ผู้เป็นแม่นอนขดอยู่บนเตียง ร่างกายผ่ายผอมซูบซีดผิดปกติ ผิวขาวซีดจนแทบจะกลืนไปกับผ้าปูที่นอน เหมือนคนที่ไม่เคยได้สัมผัสกับแสงแดดมานานแสนนาน
เขาเดินเข้าไปนั่งลงข้างเตียงไม้เก่า หยิบผ้าชุบน้ำที่เตรียมไว้ขึ้นมา ค่อย ๆ บรรจงเช็ดหน้าให้มารดาอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าสัมผัสที่หนักไปเพียงเล็กน้อยจะทำให้ร่างที่บอบบางนั้นสลายไป
“วันนี้อากาศเย็นนะครับ เดี๋ยวผมต้มน้ำขิง อุ่น ๆ ให้แม่นะครับ จะได้จิบแล้วชุ่มคอ”
เขาพูดปลอบโยน ทั้งที่รู้ว่าคงไม่ช่วยอะไรมากนัก
“อย่าลำบากเลยลูก...แม่ไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว”
เสียงของแม่แหบพร่า สื่อถึงความอ่อนแรงได้อย่างชัดเจน
“เพราะแม่ไม่ยอมกิน ผมเลยยิ่งต้องทำครับ”
พีธวัตพยายามฝืนยิ้ม พยายามฉายแวว ความเข้มแข็งออกมาให้มากที่สุด แม้จะรู้ดีว่าดวงตาที่อ่อนล้าของแม่จับสีหน้าเขาได้หมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะพยายามปกปิดความรู้สึกเจ็บปวดไว้มากแค่ไหนก็ตาม
“ลูก...ไม่ต้องฝืนก็ได้นะ”
คำพูดของแม่ทำให้ใจของพีธวัตกระตุกวูบ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจในความอ่อนแอที่เขากำลังพยายามซ่อนไว้
“ผมไม่ได้ฝืนครับ ผมแค่...พยายามเข้มแข็งในวันที่แม่ยังอยู่กับผมตรงนี้”
ความจริงที่เจ็บปวดถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่พยายามจะหนักแน่น แม่ของเขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือที่เหี่ยวกร้านและแห้งผากขึ้นมาจับมือเขาไว้แน่น สัมผัสที่เย็นเฉียบและผิวกายที่หยาบกระด้างของแม่ ทำให้หัวใจของเขายิ่งบีบรัดแน่น
“พ่อ...เขายังไม่ออกจากห้องเลยใช่ไหม”
คำถามเดิม ๆ ที่แม่มักจะถามขึ้นเสมอ ทำให้เขารู้สึกจุกอยู่ในลำคอ
“ครับ แม่พักเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการทุกอย่างเอง”
ประโยคเดิม ๆ ที่เขาพูดซ้ำทุกเช้า ตลอดสองปีที่ผ่านมา...สองปีเต็มที่ชีวิตของเขาและครอบครัวต้องพลิกผันนับจากวันที่พวกเขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปจนหมดสิ้น

