บทที่ 3 เรื่องวุ่นหลังเลิกเรียน
บทที่ 3 เรื่องวุ่นหลังเลิกเรียน
เสียงออดเลิกเรียนดังยาวกังวานไปทั่วอาคารเรียนไม้เก่าๆ นักเรียนพากันทยอยเก็บกระเป๋า บ้างก็รีบร้อนไปเรียนกวดวิชา บ้างก็เดินทอดน่องคุยกันตามประสาวัยรุ่นที่เพิ่งหลุดพ้นจากชั่วโมงเรียนอันแสนน่าเบื่อ
‘เตอร์’ เดินนำพรรคพวกกลุ่มใหญ่ออกมาทางหน้าโรงเรียน ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวปล่อยชายหลุดลุ่ยตามสไตล์กางเกงนักเรียนที่ดึงรั้งจนสั้นผิดระเบียบ แผ่นหลังกว้างและจังหวะการเดินที่ดูนักเลงโตทำให้คนรอบข้างต่างพากันแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ
“เออ วันนี้ไปร้านเดิมป่ะวะ หิวโซเลยเนี่ย” เพื่อนในกลุ่มเอ่ยชวนพร้อมเสียงหัวเราะ
“ไปดิ กูก็หิวเหมือนกัน” เตอร์พยักหน้าตอบรับ พลางขยับข้อมือวอร์มร่างกายราวกับมีพลังงานล้นเหลือที่ยังไม่ได้ปลดปล่อย
ทว่า... ความสงบสุขของพวกเขามักจะสั้นเสมอ เมื่อมาถึงมุมถนนเปลี่ยวท้ายซอย กลุ่มอริต่างสถาบันที่เคยมีเรื่องบาดหมางกันก็ยืนขวางทางอยู่ แววตาแต่ละคนฉายชัดถึงความอาฆาต บรรยากาศรอบข้างพลันหนักอึ้งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการปะทะ
“วันนี้มึงไม่รอดแน่ไอ้เตอร์! กูจะจัดหนักให้หายซ่าเลย”สิ้นคำท้าทายเพียงเสี้ยววินาที หมัดแรกก็พุ่งเข้าใส่กันทันที เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกังวาน ‘ตุบ! ตับ!’ สลับกับเสียงสบถอย่างบ้าคลั่ง เตอร์แลกหมัดต่อหมัดด้วยความชำนาญ แม้จะถูกรุมแต่เขาก็ยังยืนหยัดเป็นโล่กำบังให้เพื่อนในกลุ่ม
“เฮ้ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ตำรวจมา!”เสียงตะโกนก้องซอย พร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ทำเอาเหล่านักเรียนนักเลงที่กำลังนัวเนียกันอยู่ขวัญกระเจิง ต่างคนต่างแยกย้ายวิ่งหนีตายไปคนละทิศคนละทาง
“โอ๊ย!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกับร่างโปร่งที่เสียหลักล้มลง โดยมีเตอร์ถลันเข้าประคองไว้ตามสัญชาตญาณ จนล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่ แรงกระแทกทำให้เขามึนหัวไปวูบหนึ่ง แต่สัมผัสที่คุ้นเคยในอ้อมแขนทำเอาเตอร์ชะงักไป... กลิ่นสะอาดจางๆ แบบนี้มีแค่คนเดียวที่เขาจำได้ขึ้นใจ
“ลุกได้แล้ว! หนัก...” เตอร์คำรามเบาๆ ในลำคอเพื่อซ่อนอาการใจสั่น เขาพยายามฝืนทำหน้าดุ แต่ในใจกลับวูบไหวเมื่อเห็นว่าเป็นต้นหอมที่กำลังนอนมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างสั่นระริก
“ขอโทษครับ! ผม...ผมไม่ได้ตั้งใจ” ต้นหอมรีบลนลานขยับตัวลุกขึ้น พลางใช้มี่ปัดเศษฝุ่นบนหน้าอกและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยอาการลนลาน แต่แล้วสายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับรอยแผลสดๆ ที่เริ่มมีเลือดซึมบนโหนกแก้มของใบหน้าคมเข้ม
“นี่...ทำไมมีแต่รอยช้ำ? เตอร์ไปโดนอะไรมา!” ต้นหอมก้าวตามไปดักหน้าไว้พลางจ้องเขม็งไปที่รอยแผลด้วยความกังวล น้ำเสียงของเขาไม่ได้นุ่มนวลเหมือนตอนติวหนังสือ แต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่ยอมความ
เตอร์รีบเบือนหน้าหนี ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาพยายามหลบซ่อนความอ่อนแอและความเหนื่อยล้าที่กำลังพุ่งพล่านอยู่ในใจ ไม่อยากให้คนตรงหน้าต้องมาเห็นเขาในสภาพที่ดูไม่ได้แบบนี้
“อย่ามายุ่ง...” เขาสะบัดเสียงห้วนก้องตรอกแคบๆ ก่อนจะพยายามเบี่ยงตัวเดินหนี แผ่นหลังที่เคยดูทะนงตัวตอนนี้กลับดูสั่นไหวเล็กน้อยจากอาการหอบเหนื่อยและการบาดเจ็บ
ทว่ามือเรียวที่ดูเหมือนจะไม่มีแรงกลับคว้าข้อมือของเตอร์ไว้แน่นอย่างไม่กลัวเกรง แรงบีบนั้นหนักแน่นพอที่จะฉุดร่างสูงใหญ่ให้ชะงักกึก
“รอก่อน! ผมจะทำแผลให้”
“ปล่อยกู! บอกว่าไม่ต้องมายุ่งไงวะ!” เตอร์ตวาดลั่นพลางขืนตัวออกสุดแรงหวังจะสลัดให้หลุด แต่เมื่อเขาจงใจก้มลงไปมองขวางใส่คนตัวเล็กกว่า เขากลับต้องเป็นฝ่ายชะงักเสียเอง เมื่อสบเข้ากับดวงตาเรียวที่ฉายแววดื้อดึงและเป็นห่วงอย่างจริงจังอย่างที่เขาไม่เคยได้รับจากใคร เตอร์รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีมันละลายหายไปเสียดื้อๆ ความแข็งกร้าวที่มีพังทลายลงเพียงเพราะสายตาคู่เดียว
“ไม่ปล่อย! จนกว่าจะยอมให้ทำแผล” ต้นหอมย้ำเสียงแข็ง เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง แสดงให้เห็นว่าต่อให้โดนด่าเขาก็จะไม่ยอมถอยเด็ดขาด
สุดท้ายหัวโจกห้องบ๊วยก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไหล่ที่เคยตั้งตึงลู่ลงอย่างคนยอมแพ้ เขายอมเดินตามแรงดึงของเด็กเนิร์ดไปยังม้านั่งลับตาคนข้างร้านขายยาเล็กๆ โดยที่ข้อมือหนายังคงถูกมือเรียวกุมไว้ไม่ยอมปล่อย เตอร์ลอบมองแผ่นหลังโปร่งของคนข้างหน้าพลางคิดในใจว่า... คนตัวแค่นี้ไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหนกัน
เมื่อนั่งลงบนม้านั่งไม้ตัวเก่า ต้นหอมก็เริ่มเปิดถุงยาที่เพิ่งซื้อมา มือเย็นชื้นของเขาค่อยๆ แตะลงบนใบหน้าของเตอร์อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นนุ่มนวลและอ่อนโยนเสียจนคนตัวโตเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
ต้นหอมบรรจงใช้สำลีชุบน้ำเกลือซับรอยเลือดอย่างระมัดระวัง ดวงตาเรียวภายใต้กรอบแว่นจดจ้องอยู่ที่บาดแผลด้วยความจริงจัง ราวกับว่าโลกทั้งใบของเขาลดขนาดลงเหลือเพียงรอยช้ำบนหน้าของคนตรงหน้า จนเตอร์เองก็เริ่มวางตัวไม่ถูก เขาทำได้เพียงลอบมองอาการตั้งอกตั้งใจนั้นเงียบๆ
“โอ๊ย... เบาๆ หน่อย เจ็บนะเว้ย” เตอร์บ่นพึมพำ ใบหน้าคมเหยเกเล็กน้อยเมื่อสัมผัสเย็นเฉียบของสำลีแตะโดนแผลสด
ต้นหอมหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นยิ้มที่เตอร์ไม่เคยเห็น มันดูอ่อนโยนและขี้เล่นในเวลาเดียวกัน
“เวลาไปต่อยกัน ไม่เห็นจะบ่นเจ็บแบบนี้เลยนะครับ?”
“ยุ่ง! วุ่นวายจริงมึงเนี่ย!” เตอร์หรี่ตามองพลางทำหน้ายักษ์ใส่ แต่ปฏิกิริยาของเขากลับช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยดุดันกลับมีสีระเรื่อลามไปถึงใบหูเพราะความขัดเขินที่ปกปิดไม่มิด
“ผมไม่ได้อยากยุ่งหรอกครับ... แค่สงสาร”
คำว่า ‘สงสาร’ ทำให้เตอร์ชะงักไปชั่วครู่ แววตาของเขาไหววูบเหมือนถูกจี้ใจดำ เขาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรงก่อนจะลุกพรวดขึ้น แรงเหวี่ยงจากการลุกทำให้ม้านั่งไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดจนต้นหอมสะดุ้ง
“ไม่ต้องมาสงสาร กูไม่ใช่เด็กเล็กๆ” น้ำเสียงของเขาดูแข็งกร้าวขึ้นมาทันทีเหมือนพยายามสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง
พูดจบเขาก็เดินหันหลังหนีไปทันที ฝีเท้าของเขาดูรีบร้อนเหมือนกำลังวิ่งหนีความรู้สึกบางอย่าง ทิ้งให้ต้นหอมยืนถือสำลีค้างไว้ในอากาศ มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยความรู้สึกสับสน และบรรยากาศรอบตัวก็กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง
ต้นหอมเดินกลับบ้านในความเงียบ แสงอาทิตย์อัสดงย้อมฟ้าเป็นสีส้มเข้มจนดูเหงาจับใจ เขาคิดถึงแววตาของเตอร์ในตอนนั้น... มันไม่ใช่แววตาของคนกร้าวร้าว แต่มันดูเหมือนคนที่กำลังหลงทางและต้องแบกรับอะไรบางอย่างเอาไว้เพียงลำพัง
เขาไม่รู้เลยว่า... ในขณะที่เขากำลังเดินเข้าบ้านไปนั้น ร่างสูงใหญ่ของคนที่เพิ่งเดินหนีไป กลับแอบเดินตามหลังเขามาอยู่ห่างๆ ตลอดทาง เตอร์ยืนหลบอยู่ในเงามืดหน้าบ้านของต้นหอมจนกระทั่งเห็นไฟในห้องนอนสว่างขึ้น เขาถึงได้ยอมหันหลังกลับบ้านของตัวเองทางอีกฟั่งหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
พาร์ทเตอร์
ผมเกลียดเวลาที่ตัวเองต้องดูแย่แบบนี้... เกลียดที่ต้องแสดงออกว่าเจ็บ หรืออ่อนแอให้ใครเห็นในโลกของผม ความอ่อนแอคือบาป ถ้าผมล้ม... จะไม่มีใครช่วยพยุง แต่จะมีคนเหยียบซ้ำ ผมเลยต้องสร้างเปลือกนอกที่ดูแข็งแกร่ง ต้องกำหมัดให้แน่นเข้าไว้ แม้ใจข้างในจะสั่นจนอยากจะร้องไห้ออกมาก็ตาม
ตอนที่ชนกับต้นหอม ผมแค่ไม่อยากให้เขาเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของผม ไม่อยากให้เขาต้องมารับรู้เรื่องสกปรกๆ แบบนี้แต่แปลก... ทำไมเด็กเนิร์ดคนนั้นถึงไม่ยอมปล่อยมือผม? ทั้งที่ผมตะคอกใส่ ทั้งที่ผมทำตัวรั้นขนาดนั้น เขากลับมองผมด้วยสายตาที่เป็นห่วงจริงๆ ไม่ใช่การมองแบบสมเพชหรือหัวเราะเยาะเหมือนที่คนอื่นทำเขาสงสารผมจริงๆ เหรอ? หรือเขาแค่เป็นคนใจดีแบบนี้กับทุกคน?
ผมไม่รู้เลย... แต่ในตอนที่นิ้วเย็นๆ ของเขาแตะลงบนหน้าผม ความเจ็บมันกลับจางลงอย่างประหลาด บางที... ลึกๆ แล้วผมอาจจะแค่ต้องการใครสักคนที่มองเห็นตัวตนจริงๆ ของผมใต้รอยแผลพวกนี้
ผมยังกลัว... กลัวว่าถ้าผมเปิดใจไปแล้ว เขาจะเปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าผมไม่ได้เท่หรือเก่งอย่างที่ใครๆ คิด
ผมไม่อยากเป็นภาระใครหรอก แต่ถ้าการมีใครสักคนคอยทำแผลให้แบบนี้... บางทีมันก็คงไม่เลวร้ายเท่าไหร่ใช่ไหม?
