บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่
บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่
แสงจันทร์นวลตาลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนในห้องนอนที่เงียบสงบ ต้นหอมทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างหลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันจนเสร็จสิ้น กลิ่นสบู่อ่อนๆ จากการอาบน้ำช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขากลิ้งตัวไปมาบนฟูกนุ่มพลางถอนหายใจยาวทิ้งความเหนื่อยล้าของวัน มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันยอดฮิต เลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับโพสต์โฆษณาชิ้นหนึ่ง
‘นมรสสตรอเบอร์รี่รสใหม่นำเข้า กลิ่นหอมหวานละมุน มีจำหน่ายเฉพาะบางสาขาเท่านั้น!’
ภาพนมกล่องสีชมพูหวานแหววดูน่าลิ้มลองจนต้นหอมอดไม่ได้ที่จะตาโต ประกายในดวงตาเรียวใสกลับมาสดใสอีกครั้ง เขาเป็นพวกแพ้อะไรที่เป็นรสสตรอเบอร์รี่อยู่แล้ว ยิ่งหาซื้อยากเขายิ่งอยากลอง ปลายนิ้วรีบกดแชร์โพสต์ลงในสตอรี่ส่วนตัวทันที พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า
“นมรสนี้น่าลองจัง แต่ท่าทางจะหายากสุดๆ เลยแฮะ” พ่วงด้วยอีโมจิรูปหน้าแมวร้องไห้หนึ่งตัว
เขาไม่ได้คาดหวังให้ใครมาตอบ แค่โพสต์บ่นไปตามประสา ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนแล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ยังค้างอยู่บนใบหน้าขณะเข้าสู่ห้วงฝัน
โดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมอง
สตอรี่นั้นซ้ำไปซ้ำมาในความมืด แสงจากหน้าจอโทรศัพท์สะท้อนให้เห็นนัยน์ตาคมเข้มที่ฉายแววครุ่นคิด นิ้วหนาเลื่อนดูตำแหน่งร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าชิ้นนี้อย่างตั้งใจ ท่ามกลางเสียงลมพัดวูบไหวอยู่นอกหน้าต่างห้องที่มืดมิดของเขา
เช้าวันถัดมา บรรยากาศในห้องเรียนห้องบ๊วยยังคงคึกคักด้วยเสียงพูดคุยของเหล่านักเรียนที่มาเช้า ต้นหอมเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเรียบเฉยเหมือนทุกวัน ทว่าเท้าที่กำลังจะก้าวไปที่โต๊ะกลับชะงักกึก เมื่อพบสิ่งแปลกปลอมวางเด่นหราอยู่บนโต๊ะไม้ของเขา
กล่องนมรสสตรอเบอร์รี่สีชมพูอ่อนแบบเดียวกับในสตอรี่เป๊ะๆต้นหอมขมวดคิ้วด้วยความฉงน ใจหนึ่งก็นึกดีใจแต่อีกใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เขาหันมองไปรอบๆ ห้อง จนกระทั่งสบเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะข้างๆ เสื้อเชิ้ตของเตอร์ยังคงยับยู่ยี่เหมือนเดิม แต่คราวนี้ที่หางคิ้วมีพลาสเตอร์แผ่นเดิมที่เขาแปะให้เมื่อวานติดอยู่
“นี่... ใครเอามาวางไว้ให้เราเหรอ?” ต้นหอมลองเชิงถามเสียงเบาพลางปลายนิ้วเขี่ยขอบกล่องนมสีชมพูไปมา หัวใจเต้นผิดจังหวะไปนิดหนึ่งเมื่อในใจแอบนึกถึงใครบางคน
เตอร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากท่อนแขน ผมทรงยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงกับดวงตาคมที่ดูอ่อนเพลียปรายมองกล่องนมเล็กน้อย เขาแกล้งทำเป็นสะบัดหน้าหนีเพื่อซ่อนความประหม่า ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“กูเองแหละ... เห็นบ่นว่าอยากกิน เลยซื้อมาให้”
ต้นหอมเบิกตากว้างเล็กน้อย ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วอก เขาเผลอกำกล่องนมเย็นๆ ในมือแน่นขึ้น ท่าทางนิ่งขรึมแต่กลับใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยของคนข้างๆ ทำให้เขาทำตัวไม่ถูก
“อ๋อ... ขอบคุณนะ”
“อืม... ไม่เป็นไร” เตอร์ตอบสั้นๆ พลางโบกมือปัดไปมากลางอากาศอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะรีบหันกลับไปฟุบหน้าลงกับโต๊ะตามเดิมเพื่อซ่อนรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เขารู้สึกถึงความร้อนที่ลามขึ้นมาถึงลำคอ
นึกย้อนไปถึงสภาพตัวเองเมื่อคืนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนเข้าออกร้านสะดวกซื้อสาขาแล้วสาขาเล่าจนเกือบตีสอง เพียงเพื่อจะตามหานมรสพิเศษกล่องเดียวที่หายากชะมัด... แต่พอเห็นแววตาที่เป็นประกายของคนข้างตัวเข้าจริงๆ เขากลับรู้สึกว่าความเหนื่อยทั้งหมดนั้นมันคุ้มค่าอย่างประหลาด
บรรยากาศในห้องเรียนเริ่มเข้าสู่โหมดสงบเมื่อครูประจำวิชาเริ่มขานชื่อ ต้นหอมค่อยๆ เจาะนมกล่องนั้นดื่มด้วยความละเมียดละไม รสชาติหวานละมุนของสตรอเบอร์รี่กระจายฟุ้งไปทั้งปาก แต่สิ่งที่หวานกว่านมในมือ กลับเป็นความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับคนที่กำลังนอนเนียนอยู่ข้างๆ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่คาบเรียนที่แสนน่าเบื่อ เสียงครูที่บรรยายเนื้อหาอยู่หน้าห้องกลายเป็นเพียงเสียงพื้นหลังที่ชวนให้ง่วงนอน ต้นหอมจดบันทึกอย่างตั้งใจ แต่สายตาก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของเตอร์ที่ยังคงหลับไหล
จู่ๆ คนที่คิดว่าหลับลึกกลับขยับตัว เตอร์ลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วพบว่าถูกคนข้างๆ แอบมองอยู่ แทนที่จะหลบตา เขากลับขยับมือหนาเอื้อมมาบีบแก้มใสของต้นหอมเบาๆ อย่างหมั่นไส้ในจังหวะที่ครูหันไปเขียนกระดาน
“งื้อ! อะไรเนี่ยเตอร์!”ต้นหอมพึมพำเสียงหลงด้วยความตกใจ รีบปัดมืออีกฝ่ายออกพลางเหลือบมองครูหน้าห้องด้วยความระแวง ใบหน้าขาวใสขยับหนีแต่รอยนิ้วมืออุ่นๆ ของเตอร์ยังคงทิ้งความรู้สึกวูบวาบไว้บนแก้ม
“ก็แค่อยากแกล้ง... เห็นมึงจ้องกูตาไม่กะพริบ” เตอร์หัวเราะในลำคอ แววตาที่เคยแข็งกร้าวดูซุกซนขึ้นมาถนัดตา
“ใครจ้อง... มั่วแล้ว”ต้นหอมเถียงกลับเสียงค่อย พยายามก้มหน้าก้มตาจดหนังสือต่อเพื่อซ่อนแก้มที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อไม่ต่างจากสีของนมสตรอเบอร์รี่ที่เขากำลังดื่มอยู่ แต่ยิ่งพยายามทำตัวให้เป็นปกติ หัวใจเจ้ากรรมกลับยิ่งเต้นแรงจนกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยิน
“หึ... ปากแข็ง”เตอร์พึมพำพลางใช้ปลายนิ้วเขี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากของคนตัวเล็กกว่าเบาๆ ท่าทางอุกอาจแต่แฝงความนุ่มนวลนั้นทำให้ต้นหอมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำเป็นฮึดฮัดใส่
“แกล้งอยู่ได้... นิสัยเสียจริงๆ เลย”ต้นหอมบ่นอุบหน้างอง้ำ ทว่าริมฝีปากกลับแอบเม้มเข้าหากันเพื่อกั้นรอยยิ้ม ขณะที่ใบหูขาวสะอาดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างห้ามไม่ได้ เตอร์เห็นท่าทางแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่เท้าคางมองคนข้างตัวจดหนังสือด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม... เป็นสายตาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยใช้มองใครมาก่อน
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงพักเที่ยง...
ต้นหอมรวบรวมอุปกรณ์การเรียนใส่กระเป๋า เตรียมตัวจะไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนห้องเพชรที่แวะมาหา แต่ในขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นขอบประตูห้อง เขากลับรู้สึกว่ามีใครบางคนก้าวตามมาติดๆ พอหันไปมองก็พบว่าเป็นร่างสูงของเจ้าของนมกล่องเมื่อเช้าที่เดินตีคู่มาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“มีอะไรหรือเปล่าเตอร์?”เตอร์ไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบ นมรสสตรอเบอร์รี่อีกกล่อง ออกมาส่งให้ คราวนี้เขายัดมันใส่มือต้นหอมโดยไม่รอให้ตั้งตัว
“เอาไป... เห็นว่าชอบก็กินให้มันอิ่มๆ”
“อีกแล้วเหรอ? ให้เราทำไมตั้งสองกล่องในวันเดียวเนี่ย” ต้นหอมยืนงงพลางก้มมองกล่องนมในมือ
พูดจบเตอร์ก็หมุนตัวเดินล้วงกระเป๋าจากไปทันที ทิ้งให้ต้นหอมยืนถือกล่องนมค้างไว้ท่ามกลางสายตาขี้สงสัยของเพื่อนๆ ที่เริ่มสะกิดกันยิ้มกริ่ม เขาพยายามทำหน้านิ่งเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน แต่สุดท้ายก็เผลอคลี่ยิ้มบางออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความหวานของนมในมือนั้นดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปถึงข้างใน... กลายเป็นความรู้สึกนุ่มละมุนที่ทำให้เขารู้สึกว่า วันนี้อากาศในโรงเรียนดูจะสดใสกว่าทุกวัน
หลังจากจัดการอาหารกลางวันและนมกล่องที่สองจนหมด ต้นหอมก็ถูกลากเข้าสู่ช่วงบ่ายที่แสนจะท้าทาย
คาบพลศึกษา กลางสนามหญ้ากว้างใหญ่ อากาศร้อนระอุจนไอร้อนระเหยขี้นมาจากพื้นปูนดูพร่าเลือน ครูวิชาพละเป่านกหวีดปรี๊ดใหญ่สั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปทำกิจกรรมตามฐานที่กำหนด ต้นหอมผู้ซึ่งไม่ใช่สายกีฬามาตั้งแต่ไหนแต่ไร วิ่งเล่นทำกิจกรรมตามเพื่อนไปได้ไม่นานก็เริ่มหอบแฮก ใบหน้าขาวใสเปลี่ยนเป็นสีแดงฝาดเพราะอุณหภูมิที่พุ่งสูง
เขาตัดสินใจหลบเลี่ยงแรงแดดมานั่งพักใต้ร่มไม้ใหญ่ริมสนาม เหงื่อเม็ดใสผุดซึมตามไรผมและซอกคอ จนต้องยกชายเสื้อขึ้นมาพัดวีระบายความร้อน
ในขณะที่เขากำลังนั่งพักสายตาอยู่นั้น เสียงตะโกนและเสียงฝีเท้าที่วิ่งสลับกันอย่างดุเดือดกลางสนามก็เรียกความสนใจให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง และที่นั่น... ท่ามกลางวงล้อมของนักฟุตบอลร่วมชั้น เขาเห็น ‘เตอร์’ โดดเด่นกว่าใครเพื่อน
ร่างสูงในชุดพละสีเข้มที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เคลื่อนไหวอย่างทรงพลังและคล่องแคล่ว แสงแดดจ้าสะท้อนลงบนผิวสีเข้มที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วน ทุกท่วงท่าในการกระชากลูกฟุตบอลหลบหลีกคู่ต่อสู้ดูดุดันและมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาอย่างประหลาด
ต้นหอมเผลอมองตามการเคลื่อนไหวที่ดุดันนั้นอยู่นาน นึกขัดใจกลุ่มสาวๆ ข้างสนามที่ส่งเสียงกรี๊ดเชียร์เตอร์จนเกินงาม แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับพบว่าตัวเองก็ไม่สามารถละสายตาจากชายหนุ่มในสนามคนนี้ได้เลยเหมือนกัน
เขามองเห็นเตอร์หยุดพักเป็นระยะ ปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาด้วยชายเสื้อจนเห็นหน้าท้องแกร่ง ร่างสูงดูอ่อนล้าลงจากแดดที่แผดเผาแต่ยังคงกัดฟันเล่นต่อ ความรู้สึกอยากขอบคุณเรื่องนมเมื่อเช้าบวกกับความเป็นห่วงที่ผุดขึ้นมา ทำให้ต้นหอมตัดสินใจลุกขึ้นสะบัดฝุ่นออกจากกางเกง
เขาเดินฝ่าไอร้อนไปยังตู้น้ำเย็นข้างสนาม เลือกขวดที่เย็นจัดจนมีหยดน้ำเกาะพราว เขาถือขวดน้ำนั้นไว้ในมือพลางยืนรออยู่ใต้ร่มเงาไม้ จนกระทั่งเสียงนกหวีดหมดเวลาดังสนั่น
เตอร์เดินปาดเหงื่อออกจากสนามด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ ผมสกินเฮดของเขาเปียกชุ่มจนดูเข้มขึ้น แผ่นหลังกว้างนั้นดูโดดเดี่ยวท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนอื่นที่เขาไม่ได้สนใจ ต้นหอมรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองมา แล้วยื่นน้ำเย็นจัดในมือให้ตรงหน้า
“ให้กูเหรอ?”เตอร์ชะงักฝีเท้า แววตาคมที่เคยดุดันเมื่อครู่ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเลิกคิ้วมองน้ำสลับกับใบหน้าขาวที่ตอนนี้แดงซ่านเพราะความประหม่า
“อืม... เห็นว่าเล่นกลางแดดนานแล้ว ท่าทางจะเหนื่อย... เลยเอามาให้” ต้นหอมพูดพลางหลบสายตา
เตอร์นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือหนาที่ยังสั่นน้อยๆ จากการออกกำลังกายมารับขวดน้ำไป นิ้วเย็นๆ ของต้นหอมสัมผัสเข้ากับฝ่ามือร้อนจัดของเตอร์โดยบังเอิญจนทั้งคู่ต่างรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน เตอร์คลี่ยิ้มมุมปากออกมาเป็นยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่ดูเหนื่อยอ่อนและเป็นธรรมชาติที่สุดครั้งหนึ่ง
“ขอบคุณนะ... กำลังหิวพอดีเลย”เสียงทุ้มที่ทอดนุ่มลงกว่าปกติทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกผิดจังหวะ ต้นหอมทำได้เพียงพยักหน้ารับแกนๆ ก่อนจะรีบหันหลังเดินหลบออกมาเพื่อซ่อนความประหม่า โดยไม่ทันเห็นว่าสายตาคมของเตอร์ยังคงทอดมองตามแผ่นหลังบางนั้นไป พร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้นอย่างปิดไม่มิด
ทว่าในขณะที่เขากำลังเดินกลับไปยังกลุ่มเพื่อน เสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงซุบซิบของกลุ่มสาวๆ ข้างสนามที่คอยลุ้นจังหวะเมื่อครู่ก็ดังเข้าโสตประสาท
“หล่อชะมัดเลยอะ เตอร์มันยังไม่มีแฟนนะ มึงกล้าเข้าไปขอเบอร์ป่ะ?”
“อย่าเลยมึง... เห็นว่าเมื่อวานเพิ่งไปมีเรื่องเลือดอาบมาเองนะ เตอร์มันนักเลงจะตาย อย่าไปยุ่งกับคนแบบนั้นเลย น่ากลัวออก”
ฝีเท้าของต้นหอมชะงักกึก ความรู้สึกวูบโหวงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดใจ เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางลอบมองไปยังชายหนุ่มกลางสนามที่กำลังถูกตัดสินเพียงเพราะข่าวลือและรูปลักษณ์ภายนอก
เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลยที่คนอื่นมองเตอร์เป็นแค่ ‘ตัวอันตราย’ เพราะสำหรับเขา... เตอร์คือนักเลงคนเดียวที่ยอมขี่รถตระเวนหาซื้อนมรสสตรอเบอร์รี่มาให้เขาถึงสองกล่อง เป็นคนเดียวกับที่ยอมนั่งหลังขดหลังแข็งติวสมการที่ไม่ชอบ และเป็นคนเดียวกับที่แสดงความอ่อนแอผ่านรอยแผลให้เขาเห็นเพียงคนเดียว
.
.
.
หลังเลิกเรียน ท้องฟ้าสีวานิลลาค่อยๆ ถูกย้อมด้วยสีส้มอมชมพูสวยจับใจ เสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักเรียนที่ทยอยออกจากรั้วโรงเรียนเริ่มซาลง เหลือเพียงลมเอื่อยๆ ที่พัดพาความเย็นมาปะทะผิว ต้นหอมสะพายกระเป๋าเดินทอดน่องไปตามทางเท้าอย่างไม่รีบร้อน นึกถึงเหตุการณ์ตลอดทั้งวันที่ดูจะวุ่นวายกว่าปกติ
แต่ก้าวออกจากรั้วโรงเรียนไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่จงใจลงน้ำหนักก็ดังขนาบข้าง พร้อมกับเงาที่ทอดทับลงมาบังแสงแดดยามเย็น
“กูไปส่ง” เตอร์เอ่ยขึ้นห้วนๆ ตามสไตล์ แต่ดวงตาคมกลับมองตรงไปข้างหน้าไม่ได้หันมาสบตา
“ไม่ต้องหรอก... บ้านเราใกล้แค่นี้เอง เตอร์กลับไปพักผ่อนเถอะ” ต้นหอมตอบพลางลอบมองพลาสเตอร์ที่หางคิ้วคนตัวโต
“ใกล้ก็... จะไปส่ง มีไรป่ะ?”เตอร์หยุดก้าวเดินแล้วเลิกคิ้วมองกวนๆ ท่าทางดื้อรั้นนั้นทำให้ต้นหอมหลุดยิ้มออกมาอย่างเสียไม่ได้ เขาตัดสินใจเดินต่อไปโดยไม่ปฏิเสธซ้ำสอง ปล่อยให้ร่างสูงเดินเคียงข้างไปในจังหวะเดียวกัน ความเงียบระหว่างทางไม่ได้ชวนให้อึดอัด แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำจายอยู่ในอากาศ
“เตอร์...” ต้นหอมเรียกทำลายความเงียบ
“เดินไปส่งแบบนี้ เดี๋ยวคนอื่นเขาก็เข้าใจผิด คิดว่าเป็นแฟนกันหรอก”
ต้นหอมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หวังจะแหย่ให้คนตัวโตยอมแพ้ ทว่าเตอร์กลับชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตาตรงๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกยิ้มกวนประสาทแต่แฝงความนัยบางอย่าง
“แล้วมันไม่ดีตรงไหนล่ะ?”
คำถามที่สวนกลับมาดื้อๆ ทำเอาต้นหอมสะดุดกึก หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่
“...บ้า!”ต้นหอมหนีสายตาคมคู่นั้นด้วยการจ้ำอ้าวเดินนำไปข้างหน้าทันที ทิ้งให้เตอร์หัวเราะร่าในลำคออย่างผู้ชนะ ก่อนจะก้าวยาวๆ ตามไปติดๆ โดยไม่ยอมให้ระยะห่างเพิ่มขึ้นแม้แต่ก้าวเดียว
ระหว่างทาง ลมเย็นๆ พัดพากลิ่นดอกโมกริมถนนให้หอมชื่นใจ เงาของทั้งคู่ทอดยาวบนพื้นถนน เคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กันอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบในตอนแรกกลับไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป
“ทำไมเตอร์ชอบทำตัวเหมือนนักเลงนักล่ะ?” ต้นหอมถามขึ้นลอยๆ ขณะสายตาทอดมองไปตามเส้นทางข้างหน้า
“นักเลงตรงไหน... กูแค่ต้องปกป้องคนตัวเล็กๆ แบบมึงไง”เตอร์ตอบด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง พลางถือวิสาสะพาดแขนหนักๆ ลงบนไหล่แคบของคนข้างตัว แรงดึงนั้นทำให้ไหล่ของทั้งคู่เบียดชิดกันจนต้นหอมได้กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ จากคนตัวโตชัดขึ้นกว่าเดิม
“ใครตัวเล็ก! เราสูงตามเกณฑ์นะเตอร์” ต้นหอมหันไปค้อนขวับใส่พลางแกล้งขยับไหล่หนี แต่แขนแกร่งนั้นกลับล็อคคอเขาไว้หลวมๆ อย่างหมั่นเขี้ยว จนสุดท้ายต้นหอมก็ต้องยอมปล่อยเลยตามเลย เดินเบียดไหล่กันไปแบบนั้น
“เออ... มึงนั่นแหละ” เตอร์ยักคิ้วกวนประสาท
“สังเกตป่ะล่ะ ว่ามึงเถียงกูทีไรไม่เคยชนะเลยซักครั้ง”
“ก็เพราะเธอมันคนพาลไง ใช้กำลังข่มขู่ตลอด” ต้นหอมบ่นอุบหน้างอน
“เปล่าหรอก...” เตอร์ผ่อนฝีเท้าลงจนเกือบจะหยุดเดิน เขาเหลือบมองคนข้างตัวด้วยสายตาที่ดูอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน
“ที่กูเถียงไม่... ก็เพราะอยากหาเรื่องคุยกับมึงให้นานกว่าเดิมหน่อยแค่นั้นแหละ”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาจนไม่มีช่องว่างให้ตั้งตัว ทำเอาต้นหอมชะงักกึก ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นปราดจากลำคอขึ้นไปถึงใบหู เขาแสร้งทำเป็นมองนกมองไม้เพื่อหลบสายตาคมคู่นั้นที่กำลังจ้องลงมา
“พูดบ้าอะไรเนี่ย...” ต้นหอมพึมพำเสียงแผ่ว พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น คำตอบที่ตรงไปตรงมาทำเอาต้นหอมชะงักงันไปชั่วขณะ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ หัวใจพองโตจนอึดอัดอยู่ในอก เขาแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย ทั้งคู่เดินถกเถียงกันเรื่องไร้สาระไปตลอดทางจนกระทั่งถึงหน้าบ้านของต้นหอม
“ถึงแล้ว... กลับไปได้แล้วนะ” ต้นหอมหันมาบอกพลางก้มหน้าหลบสายตา มือเรียวกำสายกระเป๋าแน่นด้วยความประหม่า
“อืม...” เตอร์ตอบสั้นๆ เขายืนนิ่งเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง รอจนเห็นร่างโปร่งเดินเข้าบ้านและปิดประตูลงอย่างปลอดภัย
เด็กแสบแห่งห้องบ๊วยยืนมองประตูบานนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เขาเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับทางเดิมด้วยหัวใจที่เบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่ามันกว้างขนาดไหน และนั่นอาจจะเป็นยิ้มที่สดใสที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยทีเดียว
