บทที่ 2 ติวหนังสือ
บทที่ 2 ติวหนังสือ
บรรยากาศช่วงบ่ายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้ง่วงงุน แสงแดดรำไรทอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นลำแสง ละอองฝุ่นเล็กๆ เต้นระบำอยู่ในอากาศ ต้นหอมยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม มือเรียวบรรจงจัดวางสมุดเล่มหนาและเปิดตำราเรียนค้างไว้
เขาลอบเหลือบมองร่างสูงข้างกายที่ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา เตอร์ในยามหลับดูไร้พิษสงกว่าตอนตื่นอยู่มาก แผ่นหลังกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจสม่ำเสมอ เส้นผมทรงสกินเฮดรับกับโครงหน้าคมสัน แม้ในยามหลับคิ้วเข้มก็ยังขมวดเข้าหากันน้อยๆ ราวกับมีความคิดบางอย่างตีกันอยู่ในหัวตลอดเวลา
ต้นหอมลอบถอนหายใจ 'ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เขาก็คงจะเป็นแค่เงาที่เดินผ่านไปมาในห้องนี้ตลอดไป'คิดได้ดังนั้น ปลายนิ้วเรียวก็ยื่นไปสะกิดไหล่กว้างเบาๆ
“เตอร์... ตื่นก่อนได้ไหมครับ?” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกอย่างใจดี พร้อมกับปลายนิ้วที่สะกิดลงบนท่อนแขนแกร่งเบาๆ แววตาของต้นหอมฉายแววเกรงใจแต่ก็มีความมุ่งมั่นอยู่ในนั้น
“เตอร์ครับ มาติวหนังสือกันหน่อย ผมจะติวให้” ต้นหอมยังไม่ลดละความพยายาม เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนได้กลิ่นจางๆ ของน้ำหอมคนตรงหน้า
“อย่ามายุ่ง... กูจะนอน” เสียงทุ้มแหบห้าวสะบัดออกมาอย่างหงุดหงิดจัด เตอร์ขยับไหล่หนีสัมผัสรบกวนนั้นอย่างรำคาญใจ ก่อนจะทำท่าจะมุดหน้าลงกับแขนตามเดิมโดยไม่สนสักนิดว่าคนชวนจะเสียหน้าแค่ไหน
ทว่าครั้งนี้ต้นหอมไม่ยอมแพ้ เขาขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนไหล่แทบชิดกัน
“ก็เดี๋ยวค่อยนอนหลังจากติวเสร็จสิครับ อีกอย่าง... เพื่อนๆ ในห้องจะได้เกรดดีขึ้นด้วยนะ ถ้าเตอร์นำทีมเริ่มเรียนก่อนคนอื่น” ต้นหอมพยายามยกเหตุผลมาอ้าง แววตาของเขาดูซื่อตรงจนคนฟังยากจะปฏิเสธ
เตอร์ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม เขาเงยหน้าขึ้นมามองคนข้างๆ เต็มตา แววตาคู่นั้นดูหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาพักผ่อน แต่ก็แฝงความสงสัยว่าคนตัวเล็กนี่เอาความกล้ามาจากไหน
“วุ่นวายอะไรกับกูนักหนา กูอยากนอน!” เขากระแทกเสียงใส่ด้วยความรำคาญ พลางเสยผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเองอย่างลนลาน
“ติวแป๊บเดียวเองครับ มันไม่ถึงตายหรอกนะ” น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด
ต้นหอมจุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ดวงตาเรียวใสเป็นประกายท้าทาย เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกนิดอย่างไม่เกรงกลัวรังสีดุๆ นั่น จนเตอร์ต้องถอนหายใจออกมาอย่างแรงจนลมร้อนเป่ารดฝ่ามือ
“เออ! เออ... ขี้เกียจเถียงด้วย จะติวอะไรก็ว่ามาเร็วๆ” เขาสบถออกมาอย่างยอมแพ้ แม้จะยังทำหน้าบึ้งตึงแต่ก็ยอมยืดตัวตรงพิงพนักเก้าอี้เพื่อพร้อมรับฟัง
ชัยชนะเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในใจของต้นหอม เขาลอบยิ้มกริ่มกับตัวเอง ก่อนจะขยับตำราเข้าหาคนตัวโตกว่าแล้วเริ่มชี้ไปที่โจทย์บนหน้ากระดาษอย่างคล่องแคล่ว
“นี่ไง สมการนี้ ถ้าเราจะแก้หาค่า x เตอร์คิดว่าต้องเริ่มตรงไหนก่อน?” ต้นหอมขยับปลายนิ้วชี้ไปที่โจทย์ข้อใหญ่กลางหน้ากระดาษ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
เตอร์เลิกคิ้วมองตัวเลขที่ขยุยขยิกบนกระดาษเหมือนมองอักษรโบราณ เขาจ้องมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเสียไม่ได้
“กูไม่รู้... บอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่งกับกู” เขาตอบปัดอย่างคนขี้รำคาญ พลางยกแขนขึ้นกอดอกทิ้งแผ่นหลังพิงเก้าอี้เพื่อสร้างระยะห่าง
ต้นหอมหลุดหัวเราะเบาๆ ซึ่งมันเป็นเสียงที่ฟังสบายหูอย่างประหลาด เสียงนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดรอบตัวเตอร์ดูอ่อนแรงลงอย่างน่าอัศจรรย์
“เห้อ... ไม่ใช่แค่เธอคนเดียวนะที่งง ทุกคนในห้องเขาก็อยากสอบผ่านกันทั้งนั้นแหละ” ต้นหอมบ่นพึมพำพลางใช้นิ้วดันกรอบแว่นที่ไหลลงมาให้เข้าที่
“กูไม่สน... กูไม่ได้อยากเรียนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” แม้คำพูดจะฟังดูตัดรอนและห้วนจัด แต่สายตาคมกลับไม่ได้มองไปที่หน้าต่างอย่างที่ควรจะเป็น
เตอร์ลอบสังเกตใบหน้าด้านข้างของคนสอนอย่างไม่รู้ตัว เขาเห็นแพขนตาบางๆ ของต้นหอมที่ขยับไปมาขณะอ่านโจทย์ ผิวขาวละเอียดที่สะท้อนกับแสงแดดรำไรข้างหน้าต่าง กับแว่นตาที่มักจะหล่นลงมาอยู่ที่ปลายจมูกนั่น... ทุกอย่างดูนวลตาจนเตอร์เผลอจ้องค้างไว้อยู่อย่างนั้น
“ไม่เรียนแล้วจะสอบผ่านได้ไงล่ะครับ?” ต้นหอมถามย้ำพลางเอียงคอเล็กน้อย แววตาที่มองมาดูจริงจังเสียจนคนถูกมองเริ่มวางตัวไม่ถูก
“กูมีทางของกูน่า” เตอร์ตอบปัดๆ พร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่ดูเหมือนจะอ่านใจเขาออกไปเสียทุกอย่าง
“ไม่เห็นต้องใช้วิธีอื่นเลยนี่ครับ มาเถอะ... ผมจะช่วยเอง”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังดีและสายตาที่ฉายแววซื่อตรงของต้นหอมทำเอาหัวใจคนดุเริ่มสั่นคลอน เตอร์ทำได้แค่เบ้ปากกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก
“ช่วยก็ช่วย... แต่กูไม่สัญญาว่าจะจำนะเว้ย” เขาขู่ฟ่อเหมือนแมวป่าที่ถูกขัดใจแต่ก็ยอมนั่งลงข้างๆ ดีๆ พร้อมกับแย่งดินสอในมือต้นหอมมาถือไว้เองอย่างเก้งก้าง
บรรยากาศตึงเครียดในตอนแรกค่อยๆ เจือจางลง แทนที่ด้วยความอบอุ่นจางๆ จากแสงแดดยามบ่ายที่พาดผ่านโต๊ะเรียน ต้นหอมเริ่มอธิบายสูตรต่างๆ อย่างใจเย็น ขยับเข้าไปใกล้จนไหล่บางเบียดเข้ากับท่อนแขนแกร่ง
“ถ้าผมบอกว่า g ในสมการนี้หมายถึงค่าอะไร เตอร์จำได้ไหม?” ต้นหอมลองเชิงพลางเอียงคอมองคนข้างตัว แววตาแฝงความเอ็นดูเหมือนกำลังไล่ต้อนเด็กดื้อให้จนมุม
คนถูกถามนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วจ้องตัวอักษรภาษาอังกฤษนั่นเหมือนมันเป็นศัตรูตัวฉกาจ ก่อนจะตอบส่งเดชออกไป
“ก็... แม่งตัวแปรอะไรก็ไม่รู้ กูไม่สนใจหรอก” เขาว่าพลางยกมือขึ้นเกาต้นคอแก้เขินเมื่อรู้ตัวว่าตอบผิดเต็มประตู
“นั่นไง ยังไม่รู้เรื่องเลยแท้ๆ” ต้นหอมหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ จนตาหยี ผิวหน้าขึ้นสีระเรื่อจากการขำอย่างสุดกลั้น เป็นเสียงหัวเราะที่สดใสเสียจนคนฟังนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
“เฮ้ย! ไม่ต้องมาหัวเราะกูเลยนะ กูเพิ่งตื่น สมองมันยังไม่สตาร์ท” เตอร์โวยวายแก้เก้อเสียงดังลั่นห้องที่เริ่มว่างเปล่า เขาพยายามทำหน้าดุใส่คนตัวเล็กข้างๆ แต่กลับหุบยิ้มไม่ได้ ใบหน้าคมประดับด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ที่หาดูได้ยาก ซึ่งมีเพียงต้นหอมเท่านั้นที่ได้เห็นในตอนนี้
“นั่นแหละครับ ถึงต้องตั้งใจทำความเข้าใจ ไม่ใช่ปล่อยให้มึนอยู่แบบนั้น” ต้นหอมเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม พลางใช้ปลายปากกาเคาะลงบนสมุดเบาๆ เป็นเชิงเน้นย้ำ
เตอร์แกล้งทำหน้าเคร่งขรึมใส่ ขยับตัวข่มความประหม่า
“เข้าใจ? กูนี่นะจะเข้าใจ? ฝันอยู่ป่ะเนี่ย” เขาเลิกคิ้วสูงกวนประสาท แต่แววตาไม่ได้ดูดุดันเหมือนตอนแรกอีกต่อไป
เสียงหัวเราะของต้นหอมดังขึ้นอีกครั้ง จนเขาต้องยกมือขึ้นสองข้างเป็นเชิงยอมแพ้
“โอเคๆ งั้นอยากให้ผมสอนเรื่องอะไรต่อล่ะครับ?”
“คูณกับหาร...” เตอร์ตอบเสียงพึมพำในลำคอเหมือนเด็กโดนขัดใจ แผ่นหลังกว้างค่อยๆ โน้มลงมาหาโต๊ะเรียนอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้
ต้นหอมขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ขึ้นจนไหล่เกือบจะชิดกัน กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาโชยไปกระทบจมูกคนข้างๆ จนเตอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ลมหายใจสะดุดไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะพยายามทำเนียนนั่งนิ่ง ขณะที่ต้นหอมเริ่มจรดปลายปากกาขีดเขียนแสดงวิธีทำลงบนสมุดอย่างใจเย็น
“ดูนะครับ... คูณก็แค่การเพิ่มจำนวนในสัดส่วนที่เท่ากัน เห็นไหมว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่เตอร์คิดเลย”
“เออ... ทฤษฎีมันก็พูดง่ายทั้งนั้นแหละ” เตอร์ท้วงเสียงเรียบ ท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจแต่สายตากลับลอบจดจ้องอยู่ที่ปลายนิ้วเรียวขาวที่กำลังตวัดปากกาอย่างคล่องแคล่ว แสงแดดที่ตกกระทบมือคู่ตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเพลินตาอย่างบอกไม่ถูก
“ในเมื่อเข้าใจแล้ว... งั้นถ้าลองไปสอบดูจริงๆ จะทำได้ไหมครับ?” ต้นหอมแกล้งขยับหน้าเข้าไปใกล้ แฝงรอยยิ้มท้าทายเล็กๆ ไว้ในน้ำเสียง
“ไม่ต้องห่วงหรอก... กูก็รู้คำตอบของกูอยู่แล้ว” เตอร์ยักไหล่อย่างมั่นอกมั่นใจ ท่าทางอวดดีที่ดูเป็นธรรมชาตินั้นทำให้เขามีเสน่ห์ขึ้นมาอย่างประหลาดในสายตาคนมอง
“งั้นผมจะคอยดูนะ ว่าผลสอบครั้งหน้าจะออกมาดีอย่างที่โม้ไว้รึเปล่า” ต้นหอมหันมาสบตาคมตรงๆ แววตาเรียวใสมีประกายขี้เล่นฉายชัด
“อยู่แล้ว... ระดับกูไม่มีพลาด”เตอร์ไหวไหล่พลางแสยะยิ้มที่มุมปาก ท่าทางอวดดีนั้นขัดกับแววตาที่เริ่มโอนอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้รู้หรอกว่าโจทย์ตรงหน้ายากง่ายแค่ไหน แต่เขารู้แค่ว่ากลิ่นสะอาดจางๆ จากคนข้างตัวมันทำให้เขาสงบใจได้อย่างประหลาด
“งั้นลองข้อนี้หน่อย ถ้าตอบถูกผมจะยอมปล่อยให้ไปนอน” ต้นหอมยื่นสมุดคืนให้พลางชี้ไปที่โจทย์ข้อสุดท้าย แววตาเรียวใสจ้องมองคนตัวโตอย่างนึกสนุก เหมือนกำลังวางเบ็ดตกปลา
เตอร์มองโจทย์สลับกับใบหน้าลุ้นระทึกของต้นหอม เขาแกล้งทำขรึม ขมวดคิ้วจ้องตัวเลขอยู่นานจนดูเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แต่แท้จริงแล้วเขากำลังอมยิ้มกับท่าทางตื่นเต้นของคนข้างๆ ต่างหาก ก่อนจะจรดปากกาเขียนคำตอบลงไปแรงๆ จนปลายหัวปากกาจิกกระดาษ ดูท่าทางมั่นใจเกินร้อย
ต้นหอมรีบก้มลงมองผลลัพธ์ทันที แล้วดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง
“เห้ย... ถูกด้วย!” เขาร้องออกมาอย่างตื่นเต้น พลางหันไปมองเตอร์ด้วยสายตาชื่นชมที่ปิดไม่มิด
“บอกแล้วไงว่าระดับกู” เตอร์พ่นลมหายใจอย่างภูมิใจ ยืดตัวขึ้นทำท่าทีเหนือกว่าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบคว้าจังหวะนั้นฟุบหน้าลงกับโต๊ะตามเดิมเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา เขาซุกใบหน้าลงกับลำแขนแกร่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ เพียงเพราะได้รับคำชมจากคนตัวเล็กข้างตัว
“กูทำตามสัญญาแล้วนะ... อย่ามากวน”ต้นหอมมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งโชว์เหนือใส่เขาด้วยรอยยิ้มจางๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ค่อยๆ เก็บสมุดและอุปกรณ์การเรียนใส่กระเป๋าอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาพักของคนข้างตัว
ความเงียบที่เคยน่าอึดอัดในช่วงเช้า กลับกลายเป็นความเงียบที่เบาสบายอย่างบอกไม่ถูก ต้นหอมไม่ได้รู้สึกว่าเขาต้องพยายามปรับตัวอีกต่อไป เพราะดูเหมือน ‘เจ้าถิ่น’ ของห้องนี้จะเริ่มเปิดทางให้เขาเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวทีละนิด
