หวนคืน
ฮึก...เสียงกระตุกของลมหายใจดังขึ้น
เปลือกตาหนักอึ้งของไป๋อิงเยว่ขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ แสงสว่างจากหน้าต่างส่องกระทบม่านตาของนาง ราวกับปลุกชีวิตให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน
ร่างที่ไร้วิญญาณของซูหว่านเอ๋อร์ ค่อยๆ มีเลือดฝาดแต่งแต้มขึ้นทีละน้อย ปลายนิ้วเริ่มอุ่นขึ้นจากที่เคยเย็นเฉียบ
“หว่านเอ๋อร์! หว่านเอ๋อร์เจ้าฟื้นแล้ว!”
เสียงสั่นเครือของฮูหยินผู้เฒ่าดังขึ้นด้วยความดีใจปนประหลาดใจ นางรีบหันไปตวาดสาวใช้
“ไปตามหมอ! ไปตามหมอมาเร็ว! เร็วเข้า!”
บ่าวไพร่ที่อยู่แถวนั้นแตกตื่น วิ่งวุ่นออกไปตามคำสั่ง ฮูหยินผู้เฒ่าทรุดตัวลงข้างเตียง น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินอาบแก้มอย่างมิอาจกลั้นเอาไว้ได้
บนเตียง ไป๋อิงเยว่ ค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะหน้าผากของตนเองอย่างสับสน คิ้วเรียวขมวดแน่น หัวของนางปวดตุบๆ ราวจะระเบิด ความทรงจำหลากหลายที่ไม่ใช่ของตนเองถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ภาพในอดีต... เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม น้ำตา ความเจ็บปวด ชีวิตของซูหว่านเออร์ทั้งหมดกำลังหลั่งไหลเข้าสู่หัวใจของนาง
ดวงตาคู่งามหรี่ลงอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะเหลือบไปเห็นสตรีชราผู้หนึ่งที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยและรักใคร่
เสียงแผ่วเบาหลุดลอดจากริมฝีปากของไป๋อิงเยว่ “ท่านย่า…”
“หว่านเออร์…เจ้าอย่าเพิ่งพูดอะไร” ฮูหยินผู้เฒ่าสะอื้นเบาๆ พลางกุมมือหลานสาวไว้แน่น
“ย่าให้คนไปตามหมอแล้ว… พระโพธิสัตว์คุ้มครองลูกหลานสกุลซู…”
เสียงพึมพำของหญิงชราไม่ขาดปาก ขณะลูบหลังมือหลานสาวเบาๆ ด้วยความรัก ความโล่งใจฉายชัดในแววตาที่อาบน้ำตา
“เจ้าพักก่อนนะหว่านเอ๋อร์ พักให้เต็มที่ก่อน ย่ายังอยู่ตรงนี้… ย่าไม่ไปไหนทั้งนั้น…”
ไป๋อิงเยว่ หรือบัดนี้คือซูหว่านเอ๋อร์ ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอีกครั้งด้วยความเมื่อยล้า แม้หัวใจของนางยังสับสน แต่ความอบอุ่นจากมือของหญิงชราก็ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ฮูหยินผู้เฒ่าทอดสายตามองสตรีที่นอนหลับอยู่บนเตียง ใบหน้างดงามอ่อนเยาว์ได้รูป แพขนตาหนายาวปิดสนิท ลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอเป็นสัญญาณเดียวที่ย้ำว่า หลานสาวผู้อาภัพของนาง... ยังมีชีวิตอยู่
สตรีสูงวัยพ่นลมหายใจยาวออกมาอย่างอ่อนล้า
“หว่านเออร์เอ๋ย...” นางพึมพำเรียกชื่อหลานสาวอย่างแผ่วเบา แววตาขุ่นมัวจากน้ำตาและวัยที่ล่วงเลยยังคงจ้องมองใบหน้าอันอ่อนเยาว์นั้นไม่วางตา
หลานผู้นี้...นางรักมากกว่าหลานคนใดในสกุลซู ร่างกายของหว่านเออร์อ่อนแอ เจ็บออด ๆ แอด ๆ ไม่เว้นแต่ละเดือน สมุนไพรมากมายแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนาง ยิ่งเมื่อมารดาผู้เป็นดวงใจของนางจากไปตั้งแต่นางยังเยาว์ หัวใจดวงน้อยที่ควรได้เติบโตในอ้อมกอดแม่ กลับต้องเติบใหญ่ในความว่างเปล่า
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรับนางมาเลี้ยงดูด้วยมือตนเอง นางเอื้อมมือเหี่ยวย่นออกไป ลูบผมหลานสาวเบา ๆ ด้วยความทะนุถนอม
“เจ้าต้องปลอดภัย..ย่าจะปกป้องเจ้าเอง”
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าเร่งเร้าก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ก่อนที่ประตูจะเปิดออกอย่างรวดเร็ว ชายวัยกลางคนในชุดแพรตัวยาวสีน้ำหมึกปรากฏตัวขึ้น ในมือของเขามีกล่องไม้ขัดเงาใบใหญ่หอบหิ้วมาด้วย ท่าทางรีบร้อนจนเส้นผมข้างขมับชื้นไปด้วยเหงื่อ
"ท่านหมอเหยียนรีบมาดูหว่านเออร์เร็วเข้า" เสียงฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ
ถัดจากร่างหมอเหยียน บุรุษอีกผู้หนึ่งก็ก้าวตามเข้ามา “ซูเหวินเจ๋อ” หรือ มหาเสนาบดีซู บุตรชายคนโตของฮูหยินผู้เฒ่า และบิดาของซูหว่านเอ๋อร์
ซูเหวินเจ๋อเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเป็นกังวล ข้างกายเขายืนเคียงด้วยสตรีผู้หนึ่ง อายุราวสี่สิบต้น ๆ ใบหน้างามหยาดเยิ้ม แต่งกายประณีตด้วยแพรพรรณลายดอกบัว นางคือ “หว่านฉินจู” อนุภรรยาคนโปรดของซูเหวินเจ๋อ
“หว่านเอ๋อร์เป็นเช่นไรบ้าง?” เสียงของซูเหวินเจ๋อเปล่งออกมาอย่างร้อนรน
ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองบุตรชายและหญิงข้างกายของเขาด้วยแววตาเย็นชา ท่าทางนางเยือกเย็นยิ่งกว่าลมเหนือยามเหมันต์
“นางไม่เป็นไรแล้ว...” น้ำเสียงฮูหยินผู้เฒ่าแฝงด้วยความเยาะเย้ยอย่างไม่คิดปิดบัง ก่อนนางจะปรายตากวาดมองฉินจูอย่างดูแคลน
หว่านฉินจูนิ่งไปชั่วขณะเมื่อเห็นสายตาอันเย็นชาของฮูหยินผู้เฒ่า นางก้มหน้าลงเล็กน้อย แสร้งทำสีหน้าเศร้า ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างอดกลั้น ก่อนจะก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างเจียมตัว
ซูเหวินเจ๋อขมวดคิ้วพลางกล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่ ฉินจูเพียงเป็นห่วงหว่านเออร์ ถึงได้ตามข้ามาด้วย”
“ห่วงหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะในลำคอ แววตาเย็นเฉียบแทบแทงทะลุร่างอนุภรรยาผู้นั้น
“ข้านึกว่า...นางอยากมาดูให้เห็นกับตาว่า...หลานข้าตายแล้วหรือยัง!”
วาจานั้นราวคมมีด ฟาดฟันกลางห้องจนไม่มีใครกล้ากล่าวสิ่งใดต่อ
ฉินจูหน้าถอดสีไปชั่วขณะ ก้มหน้างุดแม้พยายามฝืนยิ้มบาง ๆ แต่สายตาที่หลบเลี่ยงของนางเผยพิรุธไม่น้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าลอบเม้มปากแน่น สายตาหรี่ลงอย่างตริตรอง นางไม่เคยไว้ใจอนุภรรยาผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ฉินจู รูปงาม ปากหวานแต่ใจร้าย แสร้งอ่อนน้อมแต่ซ่อนเขี้ยวเล็บ และที่ยิ่งกว่านั้น...หญิงชราเชื่อว่าสตรีผู้นี้มีส่วนในการจากไปก่อนวัยของแม่แท้ ๆ ของหว่านเอ๋อร์!
แม้จะไร้หลักฐาน แต่สัญชาตญาณนางที่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงในจวนมาเนิ่นนาน มั่นใจว่าเรื่องนี้...ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างแน่นอน
ท่านหมอเหยียนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนตัวตรง หลังจากตรวจชีพจรและร่างกายของซูหว่านเออร์อย่างถี่ถ้วน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วจึงหันไปกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่า
“คุณหนูรองปลอดภัยแล้วขอรับ” น้ำเสียงของหมอสูงวัยฟังดูหนักแน่น
“เพียงแต่ร่างกายของนางยังอ่อนแอยิ่งนัก จำเป็นต้องพักฟื้นอย่างเต็มที่ ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ นำมาต้มให้นางกินทุกวัน ร่างกายของนางจะค่อย ๆ ฟื้นคืนกำลังในไม่ช้า”
เมื่อกล่าวจบ ท่านหมอเหยียนก็หยิบพู่กันจุ่มหมึก ก่อนจะขีดเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษด้วยลายมือมั่นคงและคมชัด
ฮูหยินผู้เฒ่ารับใบสั่งยาจากมือของหมอเหยียนก่อนกล่าวขอบคุณ
“ขอบใจมาก ท่านหมอเหยียน”
ท่านหมอเหยียนก้มศีรษะเล็กน้อยแสดงความเคารพ ก่อนจะหันหลังเตรียมตัวกลับ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงหันไปสั่งหญิงใช้คนสนิท
“เยว่หลาน เจ้าไปส่งท่านหมอที่หน้าจวน อย่าลืมให้นำของฝากเล็กน้อยติดไม้ติดมือท่านหมอกลับไปด้วย”
“เจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า” จางเยว่หลานรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินนำท่านหมอเหยียน ออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม
