สกุลซู
วันรุ่งขึ้น จวนมหาเสนาบดี
ยามอู่ (11.00 – 13.00 )
แสงแดดยามสายสาดลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง รำไรพอให้เห็นฝุ่นละอองล่องลอยในอากาศ ไป๋อิงเยว่ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับสายตา ก่อนจะเหลือบไปเห็นร่างของสาวใช้คนสนิทที่กำลังนั่งก้มหน้าซบเข่าอยู่ข้างเตียง
“ตอนนี้...ยามใดแล้ว...” เสียงของนางแหบพร่า เบาจนแทบแทรกไปกับลมหายใจ
ถงเหยาที่นั่งเฝ้าอยู่สะดุ้งเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ พอเห็นเจ้านายฟื้นก็รีบลุกขึ้นมา ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความดีใจ
“ยามอู่แล้วเจ้าค่ะคุณหนู!”
“คุณหนูหิวหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะรีบไปยกสำรับมาให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”
กล่าวจบ ถงเหยาก็หมุนตัววิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว พอวิ่งผ่านประตู นางก็เกือบชนเข้ากับร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาพอดี นางรีบชะงักแล้วก้มศีรษะทำความเคารพด้วยความเคารพนอบน้อม
“ใต้เท้าหาน...”
บุรุษร่างสูงในชุดคลุมยาวสีดำหมึก เพียงพยักหน้ารับคำสั้น ๆ ทว่าท่าทางเคร่งขรึมของเขาทำให้แม้แต่ถงเหยาที่มองเห็นเขาบ่อยครั้งยังอดกลั้นหายใจแทบไม่ไหว ร่างสูงก้าวเข้าสู่ห้องด้วยท่วงท่ามั่นคง มองตรงไปยังเตียงที่มีสตรีร่างบางนอนอยู่
แววตาของเขากวาดผ่านร่างนางที่ยังดูซีดเซียว ใบหน้าของเขาคมเข้มราวกับสลักจากหยก คิ้วดกเข้ม ดวงตาทรงอำนาจเป็นประกายราวเหยี่ยวที่จับจ้องเหยื่อ สันจมูกโด่งรับกับแนวกรามชัดเจน ทุกส่วนบนใบหน้าเรียงร้อยลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ
ไป๋อิงเยว่หันหน้าไปมองบุรุษตรงหน้าอย่างพิจารณา นางรู้จักผู้ชายผู้นี้...หานลี่เฉิง บุตรชายคนเดียวของจิ้งหยางอ๋อง
ใต้เท้าหานผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักตรวจการแผ่นดิน บุรุษที่เพียงเอ่ยนาม ผู้คนทั้งเมืองหลวงล้วนอกสั่นขวัญแขวน
หน่วยตรวจสอบภายใต้บัญชาการของเขา ขึ้นชื่อในเรื่องความเฉียบขาดและไร้ปรานี ผู้ใดที่ถูกหมายหัว มักหายสาบสูญหรือถูกลากตัวไปขึ้นศาลภายในสามวัน ไม่เว้นแม้แต่เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูง
หานลี่เฉิงมิใช่เพียงผู้บัญชาการ แต่ยังเป็นดั่งเงามัจจุราชในความมืด เขาฉลาดหลักแหลม ดวงตาคมกริบราวเห็นทะลุถึงจิตใจคน ลือกันว่าเขาไม่มีศัตรูคนใดรอดชีวิตเกินเจ็ดวัน แม้จะหลบหนีออกนอกเมืองก็ไม่พ้นเงื้อมมือของเขา
แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าฝีมือและอำนาจ คือความเย็นชาไร้ความเมตตา ใบหน้าของเขาเหมือนสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ งดงามหมดจด แต่ไร้ซึ่งอารมณ์ ผู้คนจึงขนานนามเขาว่า "ยมทูตหน้าหยก"
สำหรับหานลี่เฉิงแล้ว... “ความถูกต้อง” คือดาบเดียวที่เขาถือ
“ความเมตตา” เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก
บุรุษผู้นี้ ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม... คือคู่หมั้นอันเป็นที่รัก นางเฝ้ารอ เฝ้าภาวนาให้เขาหันมามองด้วยสายตาอบอุ่น ทว่าหานลี่เฉิงกลับมอบให้เพียงความเฉยชา คล้ายกับว่าความรู้สึกของนางไม่มีน้ำหนักอันใดในหัวใจของเขา
“เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเรียบเรื่อย
ไป๋อิงเยว่เงยหน้ามองเขา ดวงตาหงส์วาววับด้วยแววความเย้ยหยันที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ใต้เท้าหาน ขอบคุณที่ใส่ใจ”
คำเรียกขานที่เปลี่ยนไปอย่างไม่คาดคิดทำให้หานลี่เฉิงชะงักเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหา แม้นเขาจะมิได้แสดงความรู้สึกทางสีหน้า ทว่าภายในกลับปกปิดความรู้สึกประหลาดใจซ่อนไว้ ปรกตินางจะเรียกเขาว่า ‘ท่านพี่ลี่เฉิง’ เสมอ
ดวงตาเรียบนิ่งของเขาสั่นไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉย
“หากเจ้าไม่เป็นอันใด เช่นนั้น ข้าขอตัว” กล่าวจบ เขาหมุนกายเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ไป๋อิงเยว่ทอดตามองแผ่นหลังกว้างที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ พลันส่ายหน้าเบาๆ
“คงมีคนบังคับเขามาเป็นแน่…” นางคิดในใจ พลางยิ้มเยาะตนเอง
ในตอนนี้นางไม่ได้ปรารถนาในรักอันใดอีกแล้ว…
ความรักสำหรับนางแล้วคือการหักหลัง คือการทรยศ
สิ่งเดียวที่นางปรารถนา คือ การแก้แค้น ไป๋อิงเยว่ ผู้โง่งมคนนั้น ได้ตายลงไปแล้ว และตอนนี้นางคือซูหว่านเออร์ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้ราบคาบ ทำลายทุกอย่างด้วยมือของนางเอง
ทันใดนั้น
หว่านเออร์ก็ได้ยินเสียงหวานสดใสดังขึ้นจากด้านนอกประตู
“ท่านพี่ลี่เฉิง!”
ซูหว่านเออร์ ขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น นางหันไปมองถงเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ถงเหยาเจ้าไปเปิดประตู” เสียงสั่งเบาๆ หากแฝงไว้ด้วยความเย็นชาในแววตา
“เจ้าค่ะคุณหนู” ถงเหยารับคำก่อนจะเดินตรงไปที่ประตู
ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นสตรีวัยกำดัดผู้หนึ่ง ในชุดผ้าแพรสีชมพูอ่อนปักลายดอกเหมย ผมดำขลับเกล้าเป็นมวยสูง ประดับด้วยปิ่นทองระย้า พวงแก้มแต่งแต้มด้วยสีระเรื่อทำให้ดูมีชีวิตชีวา
นางหยุดอยู่ตรงหน้าบุรุษร่างสูงผู้ที่กำลังเดินออกไป ใบหน้าของนางพลันแดงระเรื่อทันที
“ข้าคำนับเจ้าค่ะ ท่านพี่ลี่เฉิง” น้ำเสียงเอ่ยออกอย่างเขินอาย ดวงตาคู่งามมองเขาอย่างมีความหมาย
บุรุษผู้เคร่งขรึมยืนตัวตรงในชุดสีเข้ม คิ้วดกดั่งพู่กัน ดวงตาเรียวคมดั่งพญาเหยี่ยวเพียงปรายตามอง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับทราบ
“อืม”
“ข้าได้ยินมาว่าท่านพี่ลี่เฉิงมาที่จวน…จึงรีบมา” ซูซินหนิงกล่าวด้วยรอยยิ้มหวาน บีบเสียงให้นุ่มนวล
หานลี่เฉิงปรายตามองนางเพียงครู่ ก่อนจะตอบกลับอย่างเย็นชา
“ข้ามาเยี่ยมหว่านเออร์”
คำตอบที่เรียบง่าย แต่ทว่าเปรียบประหนึ่งคมมีดบางเฉียบที่เฉือนผ่านหัวใจของซูซินหนิงช้าๆ รอยยิ้มที่แต่งแต้มไว้บนใบหน้างดงามเริ่มสั่นไหว แววตาที่เคยอ่อนหวานเปลี่ยนเป็นวูบวาบไปด้วยประกายขุ่นเคือง หากไม่ใช่เพราะยังอยู่ต่อหน้าหานลี่เฉิงและบ่าวไพร่ นางคงปั้นหน้ายิ้มไว้ไม่อยู่
ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจากกลางอก ไฟอารมณ์ลุกวาบในอกอย่างควบคุมไม่อยู่
‘นังนั่นอีกแล้ว...’ ใจนางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
ซูซินหนิงกัดฟันแน่นในขณะที่ยังฝืนแย้มยิ้ม
แต่ใต้รอยยิ้มนั้น...คือความริษยาที่กำลังปะทุเป็นเพลิงเงียบๆ
ซูซินหนิงรีบปรับสีหน้ากลับมาเป็นรอยยิ้มดังเดิม ในจวนสกุลซู ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่านางคือ ซูซินหนิง บุตรีหัวแก้วหัวแหวนของ อนุฉิน ปักใจรักใต้เท้าหานมาเนิ่นนาน
“หากเจ้าไม่มีธุระอันใด ข้าขอตัว ข้ามีงานต้องไปสะสาง” เสียงของหานลี่เฉิงยังคงราบเรียบดังเช่นเคย
“เจ้าค่ะ... ท่านพี่ลี่เฉิง” ซูซินหนิงยิ้มบาง พลางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่เดินจากไป จนกระทั่งร่างของเขาลับสายตา
ทันทีที่เขาหายไปจากลานตา รอยยิ้มบนใบหน้างามก็พลันสลาย ซูซินหนิงสะบัดแขนด้วยท่าทีหงุดหงิด ปลายผ้าแขนกระเพื่อมตามแรงเหวี่ยง
“นังบ้า..ซูหว่านเออร์ แสร้งทำ เสแสร้งทั้งนั้น” ซูซินหนิงพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ก่อนจะหมุนตัวกลับ ด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ความหึงหวงและความริษยากำลังค่อย ๆ กัดกินหัวใจของสตรีวัยแรกแย้มผู้นี้ทีละน้อย...
สายตาของไป๋อิงเยว่ ทอดมองทุกอย่าง อย่างนิ่งเฉย ในดวงตาคู่งาม...ปราศจากความเจ็บช้ำ มีเพียงแววเย้ยหยัน... และแผนการแก้แค้นที่กำลังจะเริ่มขึ้น
