ลมหายใจสุดท้าย
จวนมหาเสนาบดี เมืองหลิ่วโจว
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านหน้าต่างกระดาษโปร่งบางเข้ามาภายในห้องนอน เสียงนกร้องขับขานยามรุ่งอรุณดังกังวานดั่งทุกเช้า ทว่าในวันนี้ห้องนี้กลับเงียบงันผิดปกติ
ร่างบางของคุณหนูรองแห่งสกุลซูผู้เลอโฉมนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามปิดสนิท
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ หน้าห้อง
ก๊อก ก๊อก
“คุณหนู... คุณหนูเจ้าคะ บ่าวเข้ามาเปลี่ยนชุดเจ้าค่ะ...” เสียงของถงเหยาผู้บ่าวรับใช้ซื่อสัตย์เรียกขึ้นด้วยความคุ้นชินและอ่อนน้อม
ทว่า...ไร้เสียงตอบรับใดๆ
ถงเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจเริ่มสั่นคลอนโดยไร้เหตุผล ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย ขณะเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวในห้อง ทุกอย่างยังดูเงียบ... เงียบจนเกินไป
“คุณหนู?” เสียงเรียกแผ่วเบาแต่เริ่มสั่นเล็กน้อย
“บ่าวเข้าไปนะเจ้าคะ...”
ในที่สุด ถงเหยาก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง แสงแดดแทรกผ่านรอยเปิดของบานประตู นางวางกะละมังล้างหน้าลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินตรงไปยังเตียง
“คุณหนูเจ้าคะ ถึงเวลาเปลี่ยนชุดแล้วเจ้าค่ะ...” นางเรียกเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนเรียวของเจ้านาย
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวกาย ใบหน้าของถงเหยาเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน แขนของคุณหนู... เย็นเยียบราวน้ำแข็ง!
มือของนางเริ่มสั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ถงเหยารีบยกมืออันสั่นเทาเข้าไปใกล้จมูกของเจ้านาย แต่ว่าร่างบางที่นอนนิ่งอยู่นั้น..ไม่มีแม้แต่สัญญาณของลมหายใจ
“มะ...ไม่จริง...” เสียงพึมพำหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของถงเหยา ขณะร่างกายทรุดฮวบลงข้างเตียง น้ำตาไหลพรากด้วยความตกใจและสับสน
“คุณหนู! คุณหนูตื่นเจ้าค่ะ! อย่าหลอกบ่าว...!” เมื่อได้สติถงเหยารีบเดินออกไปนอกห้องก่อนจะตะโกนเรียกสาวใช้คนอื่นๆ
“คุณหนูไม่หายใจแล้ว!”
“รีบไปเรียกฮูหยินผู้เฒ่าเร็ว!”
เสียงโหวกเหวกโวยวายของสาวใช้ดังขึ้นทั่วเรือน เหล่าสาวใช้ต่างก็เร่งรุดออกไปยังเรือนหลักเพื่อเรียกฮูหยินผู้เฒ่า ซูอันฉี หญิงชราผู้เปี่ยมด้วยบารมีและอำนาจ แม้กาลเวลาจะพรากความอ่อนเยาว์ไปจากใบหน้า แต่แววตาของนางยังคงเฉียบคมและเปี่ยมด้วยอำนาจเช่นเดิม
เสียงฝีเท้าเร่งเข้ามาอย่างรีบร้อน หญิงชราเดินนำเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตกใจ
“หลีกไปให้หมด!” เสียงเฉียบขาดของนางทำให้ทุกคนต้องถอยห่างอย่างรู้หน้าที่
ฮูหยินผู้เฒ่าเดินเข้ามาใกล้เตียง นางยื่นมือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาขึ้นมาลูบใบหน้าที่เย็นเยียบของหลานสาวเบา ๆ
“หว่านเออร์......” เสียงพึมพำเบาๆ ผ่านออกจากริมฝีปากที่เหี่ยวย่น
เสียงนั้นช่างแผ่วเบา ทว่าอบอุ่นเหลือเกิน...
แต่ทว่า “หว่านเออร์หรือ!!!!!”
ไป๋อิงเยว่พยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง พยายามดิ้นรนจากความมืดมิดที่ห้อมล้อม
นางพยายามนึก… พยายามทบทวน… ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ก่อนหน้านี้… ข้าอยู่ที่ใด…”
ทันใดนั้น...ภาพเลือนรางเริ่มปรากฏขึ้นทีละเสี้ยว เสียงหัวเราะเย็นชา เสียงพูดจาเย้ยหยัน เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีดำขลับ…
“ท่าน...วางยาพิษข้า...” เสียงสั่นเครือเอ่ยออกมาจากริมฝีที่สั่นเทา ร่างบางทรุดฮวบลงกับพื้นเย็นเยียบอย่างไร้เรี่ยวแรง เลือดสดสีแดงฉานไหลรินจากมุมปากเปื้อนชุดแพรเนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่คลอไปด้วยน้ำตาอันแสนขมขื่น จ้องมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า... ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกุมมือของนางไว้แน่น ผู้ซึ่งเคยสาบานต่อฟ้าดินว่าจะปกป้องนางจนกว่าชีวิตจะหาไม่
บัดนี้ เขากลับมองนางด้วยสายตาเย็นชา ปราศจากความรู้สึก ดวงตาดุจน้ำแข็งที่ไม่หลงเหลือความอ่อนโยนเคยมีแม้เพียงเสี้ยวเดียว
"เหตุใด..." นางเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน “เหตุใด...เหตุใดกัน.... อวี๋เสวียนหาว...”
บุรุษตรงหน้านางยิ้มเย็น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างดูแคลน ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะต่ำ ลอดออกมาจากลำคออย่างเย้ยหยันและเหยียดหยาม
เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า ดวงตาคมกริบใต้คิ้วหนาจ้องมองสตรีที่ทรุดอยู่บนพื้น แววตาคู่นั้นทั้งเย็นชา เย้ยหยัน และไร้ความเมตตา
“ฮูหยิน... ถึงอย่างไรเจ้าก็จะตายแล้ว ข้าจะเมตตาเล่าให้เจ้าฟัง”
"เจ้าคิดหรือว่า...ข้าจะแต่งงานกับเจ้าเพราะความรัก? ฮึ เจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว "
ไป๋อิงเยว่มองหน้าสามี ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เขาก้มลงเล็กน้อย โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของเขาแตะผิวแก้มนาง แต่แววตายังคงแข็งกระด้างไร้หัวใจ
“ข้า... ไม่เคยรักเจ้าเลยแม้แต่น้อย”
“สตรีที่ใบหน้าอัปลักษณ์เช่นเจ้า... ข้ารังเกียจยิ่งนัก”
“ตอนนี้... ข้าเจอหญิงงามที่คู่ควรกับข้าแล้ว นางให้ข้าได้ทุกอย่าง ทั้งอำนาจ ทั้งตำแหน่ง”
“สตรีไร้ค่าอย่างเจ้าก็สมควรตายเสีย ตายด้วยพิษขวดนั้นที่เจ้าหวงนักหนา”
หัวใจของอิงเยว่ราวถูกฉีกทึ้ง ดวงตาเคยเปล่งประกายหวังกลับหม่นมัวด้วยความเจ็บปวด ร่างบางสั่นระริกจากพิษที่กัดกินชีวิตและความจริงอันโหดร้ายที่กัดกินใจ
“ท่าน...” เสียงของนางขาดห้วงก่อนฝืนกล่าวต่อด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
“ข้าทุ่มเทให้ท่านทุกอย่าง รักท่านจนสุดหัวใจ... แล้วนี่หรือคือสิ่งที่ข้าได้รับ...”
หยาดน้ำตาไหลลงข้างแก้มดั่งหยดเลือด หญิงสาวมองบุรุษตรงหน้าครั้งสุดท้าย ก่อนเปล่งคำอธิษฐานด้วยเสียงแผ่วเบาแต่แฝงด้วยแรงแค้น
“หากชาติหน้ามีจริง... ข้าขอเกิดมาเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ งดงามจนสวรรค์ยังต้องเหลียวแล”
“และเมื่อวันนั้นมาถึง... ข้าจะทำให้ท่านเสียใจจนสุดหัวใจ... กับสิ่งที่ท่านได้กระทำไว้ในวันนี้...”
