บทที่ 1.3
“ข้าไม่เป็นไร พวกเราเปลี่ยนไปนั่งเล่นที่ร้านเครื่องหอมก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
ร้านเครื่องหอมก็เป็นหนึ่งในร้านค้าที่เป็นสินเดิมของมารดา เมิ่งเสวี่ยเยวียนเรียนรู้เรื่องการดูแลจวน การบัญชี การคำนวณ รวมไปถึงการควบคุมร้านค้าต่างๆ มาจากฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเมิ่ง นางจึงมีความคิดที่จะเพิ่มมูลค่าของร้านค้าต่างๆ ในมือ
หลายปีมานี้นางไม่ได้ทำตัวเป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่กลับออกมาดูแลกิจการเหล่านี้ของมารดาอยู่บ่อยครั้ง
ตระกูลอวี้ที่เป็นตระกูลเดิมของมารดาหญิงสาว เดิมทีเป็นคหบดีเก่าแก่อยู่ที่เมืองหนานฝู่ห่างออกไปร้อยลี้ ทว่าหลังมารดาแต่งเข้าตระกูลเมิ่งก็ทิ้งคนเก่าแก่อย่างหลงจู๊แซ่หม่าเอาไว้ให้ดูแลบัญชีและการค้าแทน อีกทั้งยังคอยส่งข่าวกลับไปยังจวนตระกูลอวี้ในทุกๆ สองสามเดือน ความสัมพันธ์แม้ห่างเหินไปบ้าง ทว่าก็ไม่ได้นับว่าไม่หลงเหลือความเป็นญาติ
หม่าหลงจู๊นับเป็นคนซื่อสัตย์และละเอียดรอบคอบ เขากับฮูหยินยังมีบุตรสาวคนหนึ่ง ปีนี้อายุย่างเข้าสิบสี่ใกล้ปักปิ่นแล้ว หลายครั้งเมิ่งเสวี่ยเยวียนยังมีโอกาสได้สอนมารยาทอีกฝ่าย ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ออกไปไหนมาไหนโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หม่าไห่จู...เป็นดังไข่มุกเม็ดงามของหม่าหลงจู๊ที่น่าทะนุถนอมและเฉลียวฉลาดยิ่ง
“คุณหนูวันนี้ข้าคัดอักษรได้สิบบทอยากให้ท่านดูเจ้าค่ะ”
“เอาออกมาเร็วเข้า” รู้ว่าหม่าไห่จูมีใจใฝ่รู้นางย่อมยินดีสอน ยิ่งเป็นเรื่องการเขียนอ่านนางก็ยิ่งเต็มใจ ตอนที่ทั้งสองกำลังสนทนาด้านนอกก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นคล้ายเสียงคนทะเลาะกัน
ซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมกับป้านชาพูดขึ้น “ด้านนอกมีเสียงทะเลาะกันแล้ว เกรงว่าคงเป็นเรื่องของตระกูลเหยียนกับตระกูลลั่วเจ้าค่ะ”
“ตระกูลเหยียน??” กล่าวถึงตระกูลเหยียนเมิ่งเสวี่ยเยวียนกลับนึกถึงเรื่องราวหนหลังในอดีต ใบหน้าหล่อเหลาทว่าดุดันน่ากลัว ชายหนุ่มผู้มีดวงตาสุขุมลึกล้ำ กลิ่นอายบนตัวเขาให้ความรู้สึกเย็นเยียบพานให้ผู้คนหวาดหวั่น ใบหน้าเปื้อนเลือด สองมือกุมกระบี่ กลิ่นอายของความตายคุกรุ่น ทว่าเบื้องหลังกลับทำเพื่อปกป้องคนในครอบครัว...เหยียนจิ่นเหิง
หม่าไห่จูเบิกตาพูดด้วยความตื่นเต้น “คุณหนูท่านเคยได้ยินเรื่องการหมั้นหมายระหว่างตระกูลเหยียนและตระกูลลั่วหรือไม่เจ้าคะ”
“เคยได้ยินมาบ้าง ตระกูลลั่วมีร้านขายข้าวสารขนาดใหญ่ที่ถนนตงผิง ว่ากันว่าเป็นสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่คุณหนูลั่วยังอยู่ในครรภ์มารดา” เรื่องนี้เกรงว่าคนทั้งเมืองหวงฝู่คงล่วงรู้กันดีอยู่แล้ว นางเองก็เคยได้ยินท่านย่ากล่าวถึงหลายครั้ง
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเองก็เคยได้ยินมาว่านายท่านตระกูลลั่วกับนายท่านตระกูลเหยียนเคยเป็นสหายที่ร่ำเรียนมาด้วยกันที่สำนักศึกษาหลวง” หม่าไห่จู่มองซ้ายขวาราวกับเกรงว่าจะมีคนผ่านมาได้ยิน “แต่ว่า...ข้ากลับแอบได้ยินมาว่าคุณหนูลั่วมิได้มีใจอยากแต่งเข้าตระกูลเหยียนเจ้าค่ะ”
เมิ่งเสวี่ยเยวียนเลิกคิ้ว
“จริงๆ นะเจ้าคะ ตรงกันข้ามเลยข้าเคยเห็นคุณหนูลั่วผู้นั้นแอบนัดพบกับ...คุณชายเมิ่งจื่อจวิน พี่ชายคนรองของท่าน”
“พี่รอง?!” นางขมวดคิ้วรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
ซิ่วเอ๋อร์เองก็ขมวดคิ้ว “ข้างนอกนั่น...คุณชายรองตระกูลเหยียนกำลังด่าทอคุณชายตระกูลลั่ว กล่าวหาว่าตระกูลลั่วไม่เพียงไม่ทำตามสัญญา แต่คุณหนูลั่วยังลอบนำอำพันแดงสองพันปีไปจำนำที่โรงรับจำนำตระกูลเซิ่ง...”
เมิ่งเสวี่ยเยวียนลุกพรวด “ซิ่วเอ๋อร์เมื่อเช้าเจ้าบอกข้าว่าพี่รองจะออกเดินทางยามใด??”
“กะ...กลางยามซื่อ เจ้าค่ะ”
ไม่รอช้าหญิงสาววิ่งออกไปทางด้านหลัง ตะโกนยืมม้าจากหม่าหลงจู๊ “ซิ่วเอ๋อร์เจ้ากลับจวนไปรายงานท่านย่า บอกว่าพี่รองอาจก่อเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว”
“เรื่องใหญ่อันใดเจ้าคะ”