Chapter 8 ใจร้าย
จินฮุ่ยอิงร้องปราม นางรู้ดีที่มารดาพูดเพราะหมายมั่นนางกับแม่สื่อที่ทางวังหลวงส่งมา แต่นางมิอาจทำใจให้รักชอบคนโหดร้ายเย็นชาเยี่ยงที่เคยได้ยินมาได้
คล้ายโลกถล่ม สายฟ้าฟาดผ่านกลางใจ เมฆาเทาทมึนขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล โลกที่เคยสวยงามของนางดับลงตั้งแต่เมื่อวานที่มารดารับของหมั้นบรรณาการจากวังหลวงให้นางแต่งกับอ๋องสี่ไปตำหนักเหมันต์
ไม่มีวันที่มารดาจะเข้าใจ...
ใครจะอยากแต่งออกไปกับคนโหดร้ายเช่นนั้นกัน...
จินฮุ่ยอิงน้ำตาตกใน ยิ่งพบคนผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้า นางก็รู้สึกว่ารักแรกพบของนางจบลงแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร เหตุใดโลกจึงโหดร้าย ไร้น้ำใจกับนางโดยถึงเพียงนี้...
“ฮุ่ยอิง! แม่เรียกเจ้าหลายหนแล้ว เหตุใดเอาแต่เหม่อ”
“ท่านแม่ คือว่าข้า...” จินฮุ่ยอิงอึกอักขณะมองสบแววตาลึกล้ำสีดำสนิทของบุรุษหนุ่มแล้วต้องหลบก่อนขานตอบมารดา “ข้าเพียงแต่เป็นห่วงซิงซิน”
“ก็น่าห่วงอยู่หรอก โง่เง่าปานนั้น”
“ท่านแม่!” จินฮุ่ยอิงเลิ่กลั่กรู้สึกอับอายเพราะสองขุนพลหน้าหยกล้วนเป็นคนนอก “เราอย่าทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่องดีกว่า ตอนนี้หาตัวซิงซินสำคัญที่สุด”
“ต้องหาแน่อยู่แล้ว มิเช่นนั้นพ่อเจ้าคงด่าแม่ตาย” นางเค้นเสียงเข้มแสดงสีหน้าขุ่นเคืองถึงขีดสุด
จินฮุ่ยอิงจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออกจะยิ้มก็มิสู้สายตาสองหนุ่มที่หันขวับมาทันทีที่ได้ยินคำพูดปรามาสกระต่ายน้อยเต็มสองหู นางได้แต่ลากมารดากลับทางเดิมแต่นางขืนตัวไว้
“กลับเถอะท่านแม่ ซิงซินคงไม่อยู่ที่นี่หรอก”
“เจ้าเชื่อน้ำหน้าคนร่อนเร่พวกนี้ได้หรือ”
“ข้ามิได้เชื่อ แต่ว่าไม่ควรปรักปรำคนที่ไม่รู้ไม่เห็นกับตา ข้าว่าไปหาที่อื่นกันดีกว่า ข้าเป็นห่วงซิงซินแล้ว”
“ชิชะเป็นห่วงรึ! นางเคยสนใจเจ้าที่ไหน วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นไม่เห็นเคยห่วงใยเจ้า” ฮูหยินจินดุใส่ทำให้จินฮุ่ยอิงเงียบเสียงโดยพลัน สีหน้าคล้ายจะร่ำไห้อยู่รำไร
“ก็นางยังเล็กนัก”
“เล็กแต่สมอง ตัวน่ะโตจนจะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว”
สองขุนพลหน้าหยกฟังแล้วหันมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมายก่อนที่จะพยักเพยิดกันมองไปทางกระโจมที่ตอนนี้เงียบเสียงไปไม่รู้เป็นตายร้ายดี นี่ท่านอ๋องของพวกเขาถูกใจดรุณีน้อยวัยยังไม่ปักปิ่นจริงรึ!
“ใจเย็นก่อนท่านน้า ค่อยพูดค่อยจากันเถอะ” หม่าชิงเทียนออกตัวแทนแต่กลับถูกสวนกลับ
“ใครเป็นน้าเจ้า พวกเจ้าเป็นแค่พ่อค้าวานิชถือสิทธิ์อะไรมาสร้างค่ายพักแรมเหนือต้นน้ำเมืองฉู่ รู้หรือไม่ว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่สถานที่ที่พวกเจ้าจะล่วงล้ำเข้ามาได้”
“หากพวกข้ามาพักแรมมิได้แล้วใครหน้าไหนถึงจะเหมาะสมรึ”
“นี่ เจ้า!” นางตวาดเสียงดังอีกนิดจะกลายเป็นตวาด “หลีก!”
หม่าชิงเทียนย่นจมูกเมื่อถูกถ้อยคำดุสาดมา แต่เขาหาได้เกรงกลัวไม่ ร่างสูงผอมก้าวยาวๆ มากั้นทางเดินที่ฮูหยินจินกำลังจะขึ้นไปยังกระโจมใหญ่ หวังเฉ่าเสียนก้าวมาดักหน้าอีกคนพร้อมกระบี่ข้างหลังถูกชักออกมาขู่
“ไปไม่ได้” หวังเฉาเสี่ยนเอ่ยเสียงเย็นชา
“พวกเจ้าคิดจะขู่ข้าหรือ รู้หรือไม่ว่าต่อไปลูกสาวข้าจะ...”
“ท่านแม่!”
“เรียกทำไม” นางตวาด
จินฮุ่ยอิงหดคอกลัวหงอ ดวงหน้านวลจืดเจื่อนเพราะมิอาจขัดมารดาได้ ฮูหยินจินตาขวางชี้ไปยังกระโจมก่อนเอ่ยเสียงกราดเกรี้ยว “หากอยากให้ข้าสิ้นสงสัยก็ให้คนของข้าตรวจค้นให้สิ้นซาก”
“ไม่มีทาง”
หวังเฉาเสี่ยนกำกระบี่เตรียมพร้อมเต็มที่ สีหน้าจริงจังทำให้จินฮุ่ยอิงรู้สึกหวาดหวั่น แต่มารดาของนางกลับหากลัวไม่
“นอกจากคนด้านในจะเป็นโอรสสวรรค์ นอกนั้นใครหน้าไหนก็ห้ามข้าไม่ได้” นางตวาดเท้ายังจ้ำต่อไปไม่ฟังคำทัดทานและผลักหม่าชิงเทียนออกห่าง
กระทั่ง...
“ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ” หวังเฉาเสี่ยนโพล่งขึ้น
จินฮุ่ยอิงสะดุ้งโหยงสีหน้าแปรเปลี่ยนทันทีที่เห็นท่าทีขึงขังเย็นชาของบุรุษรูปงามตรงหน้า นางไม่คิดไม่ฝันว่าคนผู้นี้นอกจากรูปงามแล้วยังเย็นชาเช่นนี้
“หากไม่มีสิ่งใดปิดบังก็ต้องให้ข้าเข้าไป”
“บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้”
“เอ๊ะ! เจ้า!”
ไม่ทันที่นางจะว่ากล่าวก็มีเสียงกรีดร้องดังลั่น ทั้งหมดหันขวับไปยังต้นเสียงพร้อมกันทันใด
“กรี๊ดดดดด ปล่อยข้า ไอ้คนบ้า คนไม่ดี คนใจร้าย ปล่อย!”
“ปล่อยรึ อยู่ในมือข้าแล้วเจ้าอย่าหวัง”
“ปล่อย!”
“ปล่อยให้เจ้าหนีรึ ฝันไปเถอะกระต่ายน้อย”
“ข้าจะไป ปล่อย!”
เสียงทุ่มเถียงกันตามมาด้วยเสียงของหนักๆ หล่นลงพื้นสะท้านสะเทือนทำให้ทั้งหมดตกอยู่ในความตะลึงงันกระทั่งจินฮุ่ยอิงตั้งสติได้ก่อนใคร
“นั่นเสียงซิงซิน ท่านแม่!” จินฮุ่ยอิงร้องเสียงหลงตั้งท่าจะวิ่งขึ้นไปยังกระโจม ทว่าช้ากว่าผู้เป็นมารดาที่พริบตาเดียวก็กระโจนถึงหน้ากระโจมไม่ทันที่สองขุนพลจะทัดทานนางก็เปิดม่านเข้าไปทันใด
“ว้าย! ตายแล้ว! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยนางที คนสารเลวกำลังข่มเหงน้ำใจลูกข้า!”
ฮูหยินใหญ่สกุลจินร้องลั่นไม่พอยังยืนอุดปากตัวแข็งค้างอยู่หน้าประตู สองขุนพลคู่ใจอ๋องสี่กับจินฮุ่ยอิงตามมาทันก็มีอันแข็งค้างตามๆ กัน เพราะภาพตรงหน้าที่เห็นคือร่างกำยำของอ๋องสี่หลี่หลานหมิงที่นั่งคุกเข่าคร่อมร่างอรชรที่กำลังดิ้นรนไปมาทั้งเตะทั้งถีบแต่ไม่พ้นเรี่ยวแรงคนด้านบน สองมือของนางถูกผูกไว้ด้วยผ้าผูกผมสีฟ้าอ่อนของตัวเองจนผมเผ้าหลุดลุ่ยสยายไม่เป็นทรงดูน่าประหลาด อีกทั้งริมฝีปากบางเฉียบสีดอกท้อของนางยังบวมช้ำจนเห็นได้ชัด
อ๋องสี่หลี่หลานหมิงมุ่นคิ้ว หน้าตึงเพราะถูกขัดจังหวะ “ข้าบอกว่าห้ามเข้ามา พวกเจ้าไม่ได้เรื่องจริงๆ”
