Chapter 7 อดใจไม่ไหว
ภายในกระโจมเงียบสงบเกินไปแล้ว...
สองหนุ่มขุนพลหน้าหยกมีคนหนึ่งที่อิดออดหยิบถุงเงินเปิดยื่นหนึ่งตำลึงให้อีกคนที่ยื่นมือมารับอย่างเร็วรี่ หม่าชิงเทียนชูเหรียญตำลึงแล้วทำท่าลิงโลด “วันนี้ข้ารวยแล้ว เห็นทีต้องไปหาสุราชั้นยอดในเมืองดับความร้อนรุ่มสักเล็กน้อย”
“เจ้าชนะได้หนึ่งตำลึงเป็นของเจ้า จะใช้อะไรก็ตามใจ” หวังเฉาเสี่ยนเอ่ยอย่างหงุดหงิด
หม่าชิงเทียนคนเจ้าเล่ห์หรี่ตามองสหายคู่ใจที่ปกติใจเย็นดุจน้ำแข็งพลางยักคิ้วหลิ่วตาก่อนเอ่ย “แน่นอน ข้าต้องได้ลิ้มรสสุราชั้นยอดของเมืองฉู่ให้ได้”
“ตามใจเจ้า”
“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” หม่าชิงเทียนโยนเหรียญตำลึงในมือไปมาอีกทั้งยักคิ้วหลิ่วตา ตั้งท่าจะเดินไปแต่กลับถูกเรียกไว้ก่อน
“รีบไปรีบมา อย่าลืมว่าเรื่องแม่นางน้อยผู้นั้นกับท่านอ๋องยังไม่คลี่คลาย”
“คลี่คลายหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ที่รู้คือตอนนี้นางอาจโดนพยัคฆ์หนุ่มจับกินไปแล้วก็เป็นได้”
หวังเฉาเสี่ยนได้ฟังก็ส่ายหน้าระอา นี่มิใช่เรื่องเล่นๆ เขาไม่เคยเห็นอ๋องสี่เวลาออกนอกเขตกำแพงวังจะกระทำการอุกอาจเช่นนี้มาก่อน เรียกได้ว่าแทบไม่เคยถูกใจสตรีนางใดเลยก็ว่าได้ แต่เหตุใดกับแม่นางกระต่ายน้อยคนนั้นจึงทำให้ท่านอ๋องแปรเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้...
ทว่าหวังเฉาเสี่ยนไม่ทันได้คิดหาคำตอบ เพราะเสียงร้องเรียกจากหม่าชิงเทียนที่ออกเดินไปไม่พ้นเขตค่ายตะโกนเรียก เขามองตามไปจึงพบเห็นความผิดปกติที่เคลื่อนใกล้เข้ามา เงาทะมึนที่เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางแสงสลัวของราวป่าทึบไม่นานกลับปรากฏร่างของคนกลุ่มหนึ่งเดินมุ่งหน้ามาทางที่พวกเขาตั้งค่ายอยู่ ทั้งสองประจำการตรงหน้าเพื่อรอดูท่าทีของอีกฝ่ายอย่างระแวงระวัง
สตรีสูงอายุรูปร่างอวบอัดไม่รับกับสัดส่วนที่ค่อนข้างเตี้ย ใบหน้าอิ่มเต็มคางย้อยราวผลพุทราอวบอ้วนบ่งบอกถึงโหงวเฮ้งผู้มีอันจะกินนั้นช่างดูน่าเกรงขามปนดุร้ายด้วยปลายหางตาชี้ๆ ในที นางเดินนำหน้าสะบัดพัดไปมารวดเร็วมีท่าทีกราดเกรี้ยวผิดกับร่างอรชรที่เดินตามหลังถัดกันมาที่มีหน้าตาสวยงามหมดจดรับกับเรือนร่างผอมเพรียวสูงโปร่งแลดูสะดุดตาผู้พบเห็น ตามด้วยบ่าวไพร่อีกสี่ห้าคน
หวังเฉาเสี่ยนตาเบิกกว้างเมื่อเห็นดวงหน้าสตรีงามในชุดอ่อนพลิ้วสีชมพูหวานผู้น้ัน เขาเคยพบนางเมื่อวาน ณ.สถานที่แห่งหนึ่ง มิคาดวันนี้กลับได้พบกันอีก ขุนพลหน้าหยกผู้รื่นเริงสังเกตอาการสหายแล้วพอเข้าใจได้จึงออกหน้า
“พวกท่านล่วงล้ำเข้ามาในเขตค่ายพักแรมของเรามีจุดประสงค์ใด”
“มี ข้าฮูหยินสกุลจินมาตามหาคน”
“คน? มาตามหาผิดที่แล้วหรือไม่” หม่าชิงเทียนถามรวน นึกในใจอยู่เหมือนกันว่าคนที่นางตามหาอาจจะเป็นคนที่ท่านอ๋องของตนกำลังกำราบอยู่ในกระโจม
แต่...
ฮูหยินสกุลจินรึ?
ขุนพลหน้าหยกทั้งสองมองหน้ากันอย่างพอปะติดปะต่ออะไรได้ทันที เป็นหม่าชิงเทียนที่ปากไวเอ่ยถามไม่รั้งรอเพราะอยากรู้ว่าดรุณีงามที่ยืนอยู่ด้านหลังเป็นใคร “เช่นนั้นแม่นางผู้นี้คือ”
“นางเป็นลูกสาวข้า พวกเจ้าอย่าแม้แต่เอ่ยถามชื่อแซ่หากมิอยากต้องอาญาแผ่นดิน”
ขุนพลหน้าหยกผู้เคร่งขรึมเบิกตากว้างทันทีที่รู้ว่าดรุณีงามตรงหน้าคือจินฮุ่ยอิง คุณหนูตระกูลจินผู้เพียบพร้อมและถูกหมายมั่นว่าจะได้เป็นชายาของอ๋องสี่หลี่หลานหมิงนั่นเอง
“ชักจะยุ่งกันใหญ่” หม่าชิงเทียนป้องปากกระซิบ ครั้งเห็นแววตาวิตกกังวลของสหายคู่ใจก็เอ่ยเบาๆ ให้ได้ยินสองคน “และจะยุ่งใหญ่กว่าก็คือท่านอ๋องไม่สนว่าที่ชายากลับพากระต่ายน้อยไร้สกุลมากัก กับมีคนบางคนแถวนี้เกิดอาการศรรักปักอกกับคนที่ไม่ควร”
“เจ้าอย่าพูดจาเพ้อเจ้อ” หวังเฉาเสี่ยนเอ็ดอึงเข้าให้ แต่หาทันไม่เพราะคำพูดโพล่งของจินหวั่นถิง
“ข้าได้ยินเสียงคนในกระโจม”
“หูแว่วมากกว่า” หม่าชิงเทียนแก้ต่างไม่พอก้าวมาดักหน้าวาดมือสับพัดคู่ใจเสียงดังพึ่บพั่บไปมาสลับกับสีหน้าขึงขังทำให้คนทั้งกลุ่มหยุดชะงักทันควัน
จินหวั่นถิงหรือฮูหยินสกุลจินเชิดหน้าปรายตามองสองขุนพลหน้าหยกสลับกันก่อนชักสีหน้าเครียดขรึมก่อนเอ่ย “เช่นนั้นเข้าเรื่องเลย ข้ามาตามบุตรสาวกลับบ้าน นางหายไปตั้งแต่เมื่อวานมีคนเห็นว่าถูกลักพามาทางนี้”
“บุตรสาวของท่านหรือ ข้าได้ยินว่าฮูหยินสกุลจินมีบุตรสาวแค่คนเดียว”
“นั่นมันเรื่องของข้า จะมีกี่คนก็มิใช่เรื่องให้พวกเจ้าคนจรมาสู่รู้ มิเช่นนั้นจะหาว่าจินเฉิงเหว่ยสามีข้าไม่เตือน” นางกล่าววาจาข่มขู่
หึ...
คิดเห็นเพียงข่มคน กล้าเอาสามีมาข่ม หารู้ไม่ว่ากำลังกล่าววาจาสามหาวข่มขู่คนของใคร...
หม่าชิงเทียนจรดพัดแนบริมฝีปากเบนสายตาขึ้นฟ้าทำท่าครุ่นคิดก่อนตอบ “เช่นนั้นก็บอกมาก่อนว่าบุตรสาวท่านรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ชื่อเสียงเรียงนามอีกเล่า จู่ๆ บุกรุกเข้ามาหาถึงนี่เห็นทีจะมิได้”
“พวกเจ้าต่างหากที่ลักพาลูกข้าหายมาค่อนคืน หากบริสุทธิ์ใจเหตุใดไม่ให้ข้าค้น”
“แล้วท่านมีหลักฐานหรือไม่”
หวังเฉาเสี่ยนที่ยืนถัดหลังจากหม่าชิงเทียนโพล่งขึ้นก่อนจะเดินออกมายืนเคียงข้างอีกทั้งจ้องร่างอรชรข้างหญิงชราเขม็ง สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกแต่ทั้งสองสบตากันเนิ่นนานคล้ายกับมีเรื่องอยากพูดแต่ไม่พูด
ฮูหยินจินรีบดึงแขนบุตรสาวหลบหลังก่อนตวัดสายตาคาดโทษอีกฝ่ายที่จ้องเขม็งมาไม่วางตา “เจ้าเป็นใครมีสิทธิ์อะไรมองนาง”
“ข้าน้อยมิอาจเอื้อมมองแม่นางน้อยผู้นี้หรอก” หวังเฉาเสี่ยนเปรยเสียงเรียบไม่ได้นำพาดวงหน้าหวานใสที่เจื่อนลงทันทีที่ได้ยินคำพูดตัดรอน
“ก็ดี ไม่ได้มองก็ดี”
“ท่านแม่!”
